Tag Archives for " eReader "

โทรศัพท์มือถือ: เครื่องอ่านหนังสือ ในมือคุณ

ถ้าหากจะต้องอ่านอีบุ๊คสักเล่มการใช้เครื่องอ่านอีบุ๊คอย่างอีรีดเดอร์ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากเจ้าเครื่องนี้เป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่ถนอมสายตามากที่สุดเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ว่าผู้อ่านทุกคนจะมีอีรีดเดอร์ไว้ในครอบครองเนื่องจากบางคนก็ยังเห็นว่าอีรีดเดอร์เป็นอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับตัวเองในเวลานั้น ๆ การอ่านอีบุ๊คด้วยด้วยแท็บเล็ตและหรือใช้มือถืออ่านหนังสือแทนจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักอ่านกลุ่มนี้ ในส่วนของผู้ที่มีอีรีดเดอร์เองก็คงมีบางโอกาสที่หันไปใช้โทรศัพท์มือถืออ่านอีบุ๊คอยู่บ้างเป็นครั้งคราว อย่างเช่นในกรณีที่อีรีดเดอร์แบตหมดหรือไม่ได้พกอีรีดเดอร์ติดตัวไปด้วยหรืออาจจะไม่สะดวกที่จะหยิบมาใช้ก็ตาม ในการใช้สมาร์ทโฟนอ่านหนังสือก็เลยดูจะง่ายกว่าในบางเหตุการณ์เพราะมือถือเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวแทบจะตลอดเวลานั่นเอง วันนี้ Thai Publisher จะพาผู้อ่านไปพบกับผู้ผลิตมือถือบางรายที่พยายามจะปรับปรุงให้มือถือเป็นเครื่องอ่านหนังสืออิเล็คทรอนิกส์ที่มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับอีรีดเดอร์กันค่ะ

ยอดขายสมาร์ทโฟนทิ้งห่างอีรีดเดอร์แบบไม่เห็นฝุ่น

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่นอกจากจะมีไว้สำหรับพูดคุยแล้วยังช่วยให้ผู้ใช้งานทำอะไรได้เกือบจะทุกสิ่งอย่าง ในขณะที่อีรีดเดอร์นั้นมีไว้เพื่ออ่านอีบุ๊คเป็นหลักโดยมีฟีเจอร์อื่นๆ เสริมไม่มาก การจะเทียบยอดขายของอุปกรณ์ทั้งคู่จึงดูไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก แต่ในบทความนี้แอดมินได้อ้างอิงยอดขายสมาร์ทโฟนเทียบกับยอดขายอีรีดเดอร์ ก็เพื่อให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนนั้นเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถเข้าถึงอีบุ๊คได้ในปริมาณที่มากกว่าอีรีดเดอร์นั่นเอง อ้างอิงจาก Statista.com อีรีดเดอร์มียอดขาย 16.7 ล้านเครื่องในปี 2010, 39.6 ล้านเครื่องในปี 2011, 41.4 ล้านเครื่องในปี 2012, 34.2 ล้านเครื่องในปี 2013 และ 30 ล้านเครื่องเมื่อนับถึงควอเตอร์ที่ 3 ของปี 2014 ในขณะที่ตลาดอีรีดเดอร์มียอดขายในหลักสิบล้านเครื่องนั้นจะเห็นว่าค่อนข้างต่างกับสมาร์ทโฟนที่มียอดขายในหลักร้อยล้านเครื่องมาตั้งแต่ปี 2012 โดยในปีนี้นับถึงควอเตอร์ที่ 3 สมาร์ทโฟนมียอดขายราว 300 ล้านเครื่องเข้าไปแล้ว การที่ผู้ใช้นิยมสมาร์ทโฟนกันมากแม้จะมีราคาค่อนข้างแพงนั้น ก็น่าจะถือโอกาสใช้มือถือราคาสูงเหล่านี้ให้คุ้มค่ามากขึ้นด้วยการใช้เป็นเครื่องอ่านอีบุ๊คไปด้วยเลย

ยอดขายอีรีดเดอร์ทั่วโลก: Unit sales of E-Readers worldwide 2010-2014

ยอดขายอีรีดเดอร์

 

ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลก 2009-2014

ยอดขายสมาร์ทโฟน

 

ผู้อ่านนิยมอ่านอีบุ๊คผ่านมือถือมากกว่าใช้แท็บเล็ตอ่านหนังสือ

เมื่อเทียบการใช้งานโทรศัพท์มือถือกับแท็บเล็ตในแง่ที่เป็นอุปกรณ์อ่านอีบุ๊คนั้น แท็บเล็ตอาจมีข้อได้เปรียบตรงที่มีหน้าจอใหญ่กว่าซึ่งดูจะเหมาะสำหรับอ่านหนังสืออีบุ๊คมากกว่า แต่บทความของ venturebeat.com กลับบอกว่าจริงๆ แล้ว ผู้ใช้งานส่วนใหญ่นั้นใช้สมาร์ทโฟนอ่านหนังสือมากกว่าใช้แท็บเล็ตอ่านหนังสือเสียอีก โดยบทความนี้อ้างคำพูดของ Henrik Berggren ผู้ก่อตั้งแอพอ่านอีบุ๊ค Readmill (ปัจจุบันแอพดังกล่าวปิดตัวไปแล้ว)

มือถือหน้าจอ E-Ink อีกทางเลือกของการอ่านอีบุ๊ค

ถึงแม้ว่าผู้ใช้มือถือจะนิยมอ่านอีบุ๊คผ่านสมาร์ทโฟนเพราะใช้งานได้สะดวกก็ตาม แต่ถ้าหากจะใช้เพื่ออ่านหนังสือในระยะยาวๆ หรือใช้เป็น เครื่องอ่านหนังสือ เป็นหลักแล้ว ก็จะพบว่าเมื่ออ่านไปได้ไม่นานเท่าไหร่ก็ต้องเลิกอ่านเพราะปวดตา เนื่องจากหน้าจอมือถือส่วนใหญ่จะเป็น LCD ซึ่งไม่เหมาะที่จะจ้องอ่านที่หน้าจอนานๆ นั่นเอง ด้วยข้อจำกัดของการแสดงผลของหน้าจอนี่เองจึงมีผู้คิดแก้จุดด้อยดังกล่าว โดยปรับแต่งสมาร์ทโฟนให้มีหน้าจอเป็นแบบมือถือขาวดำแทน

InkCase หน้าจอที่สองสำหรับแสดงผลแบบขาวดำ

InkCase เป็นโปรเจ็คระดมทุนในเว็บไซต์ Kickstarter ที่มีผู้สนับสนุนกว่า 1,500 คนและได้ทุนไปกว่า 2 แสนเหรียญ โครงการดังกล่าวสำเร็จออกมาเป็นรูปร่างเรียบร้อยแล้ว โดยที่ InkCase คือเคสสำหรับสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับหน้าจอขาวดำแบบ E-Ink Screen เป็นหน้าจอที่สองเพื่อใช้อ่านอีบุ๊คบนมือถือสมาร์ทโฟนนั่นเอง นอกจากตัวเคสแล้วผู้ผลิตยังมีตัวแอพลิเคชั่นสำหรับรองรับการอ่านอีบุ๊คด้วย นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถเลือกแสดงภาพถ่ายให้เป็นแบบขาวดำได้เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้น ปัจจุบัน InkCase สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ไม่กี่รุ่นได้แก่ iPhone 5, Samsung Galaxy S4, Samsung Note II แต่ทางผู้ผลิตกล่าวว่าจะมีรุ่นอื่นๆ ให้เลือกได้มากขึ้น

ในแง่ของการใช้งานจริงนั้น ผู้บริจาคเงินในชุมชน Kickstarter ดูจะไม่ค่อยพอใจกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้เท่าไหร่ เพราะถึงแม้แนวคิดจะดีแต่หลายๆ ความเห็นก็พูดไปในทางเดียวกันคือ ตัวเคสนั้นออกแบบมาได้ดีและน่าพอใจแต่ตัวซอฟท์แวร์ที่แสดงผลสำหรับอ่านนั้นทำงานได้ไม่ค่อยจะดีเอาเสียเลย (อ่านข้อมูลเพิ่มเติม: InkCase Plus: E Ink screen for Android phone)

เปลี่ยนโทรศัพท์ให้เป็น เครื่องอ่านหนังสือ หน้าจอ E-Ink

หน้าจอแบบ E-Ink ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่

 

วีดีโอรีวิวการใช้งาน InkCase กับ iPhone5 http://youtu.be/mSoYWsPXa1E

Onyx Boox E43 E-Ink Smartphone

นอกจากการปรับแต่งเคสแล้ว ยังมีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือที่หันมาผลิตสมาร์ทโฟนหน้าจอขาวดำโดยใช้เทคโนโลยีอีอิงค์โดยเฉพาะ และ Onyx Boox E43 ก็คือโทรศัพท์ตัวที่เรากำลังพูดถึงนั่นเอง Onyx E43 ผลิตโดย Onyx International ซึ่งเป็นผู้ผลิตอีรีดเดอร์รายใหญ่ในยุโรป โดย Onyx E43 ออกวางขายเมื่อเดือนกันยายน 2013 โทรศัพท์รุ่นดังกล่าวไม่มีกล้องหลัง แบตเตอรี่อยู่ได้นาน 1 อาทิตย์และใช้ระบบแอนดรอยด์ 2.3.5 ทางด้านเสียงตอบรับจากผู้ใช้งานในฟอรั่ม MobileRead นั้น ผู้ใช้บอกว่ายังใช้งานได้ไม่ดีเลย เพราะสเปคเครื่องน้อยเกินไป การดาวน์โหลดไฟล์ใช้เวลานานมาก บางคนก็บอกว่าใช้โทรไม่ติดหรือต่ออินเตอร์เนตไม่ได้เลยก็มี ส่วนการเลือกใช้แอนดรอยด์ 2.3 นั้น สมาชิกในฟอรั่มตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นเพราะสามารถรันหน้าจอแบบอีอิงค์ได้ลื่นที่สุดนั่นเอง

วีดีโอรีวิวโทรศัพท์หน้าจออีอิงค์: Onyx Boox E43 http://youtu.be/Hc_VlwWWodw

หลังจากนั้น Onyx E43 ได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เปลี่ยน Midia InkPhone “Explorer Edition” (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่) และปรับปรุงให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 2 อาทิตย์ นอกจากนี้ยังใช้หน้าจอแบบ E Ink® Mobius ซึ่งเป็นหน้าจอแบบเดียวกับอีรีดเดอร์ราคาแพงสุดๆ อย่าง Sony DPT-S1 อีกด้วย แต่เมื่อดูฟีดแบกจากรีวิวของทาง Goodereader ตามวีดีโอด้านล่างแล้ว ก็ดูเหมือนว่ายังเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ไม่เวิร์คนักจนถึงเข้าขั้นแย่เลยก็ว่าได้ เนื่องจากการที่ใช้ระบบแอนดรอยด์ 2.3 นั้นทำให้แอพลิเคชั่นหลายๆ ตัวใช้งานไม่ได้ ส่วนฟีเจอร์ของอีรีดเดอร์บางตัวก็ใช้งานไม่ได้อย่างเช่น Text-to-Speech เป็นต้น นอกจากนี้ความจุยังน้อยเกินไปแค่ดาวน์โหลดดิกชันนารีมาลงเครื่องก็กินพื้นที่ไปเยอะแล้ว นอกจากนี้การตอบสนองของหน้าจอก็ยังถือว่าค่อนข้างช้าซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหน้าจออีอิงค์ แต่เมื่อต้องมาใช้งานเป็นโทรศัพท์ไปในตัวนั้นถือว่าแย่มากๆ เมื่อทดลองโหลดโปรแกรมอีบุ๊คอย่าง Amazon Kindle มาอ่านหนังสือดูก็พบว่าการเปลี่ยนหน้าจอทำได้ช้ามากๆ จึงทำให้การอ่านหนังสือผ่านมือถือตัวนี้เป็นเรื่องที่น่ารำคาญมากกว่าจะน่าอ่านไปแทน

Onyx InkPhone รีวิว: http://youtu.be/eZVN5YM6uUI

Fast Fact:

  • นอกจาก Onyx แล้วยังมีผู้ผลิตโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรายอื่น ๆ เริ่มหันมาผลิต E-Ink Smartphone กันแล้วหลายรายอย่างเช่น Yotaphone, Gajah, Pocketbook, และ Alcatel (อ้างอิง: the-digital-reader.com)

Credit: pcmag.com
Photo: JD Hancock

มือถือ Samsung และ Nokia เลิกทำ ร้านขายอีบุ๊ค แล้ว

ไม่เวิร์คก็ต้องปิด ไม่ถนัดก็ต้องถอย

Thai Publisher เพิ่งมีบทความเรื่อง ตลาดอีบุ๊คมีแนวโน้มโตขึ้น ไปหมาด ๆ แต่วันนี้กลับมีข่าวว่าผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ 2 ราย คือ Nokia (โนเกีย) และ Samsung (ซัมซุง) ได้ตัดสินใจเลิกทำแอพลิเคชั่นสำหรับอ่านอีบุ๊คและปิดร้านขายอีบุ๊คออนไลน์ของตัวเองไปเสียแล้ว เรามาดูกันว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แล้วลูกค้าที่ซื้ออีบุ๊คจากทางร้านไปแล้วจะทำอย่างไร หนังสือที่เคยซื้อไว้จะหายไปกับสายลมหรือไม่

Nokia จะเลิกให้บริการ eReader App

โทรศัพท์มือถือโนเกีย นั้นถูกไมโครซอฟท์เข้าซื้อกิจการไปตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว และผู้ใช้งานโนเกียคงจะเห็นว่าไมโครซอฟท์ค่อย ๆ ลดบทบาทโทรศัพท์ยี่ห้อดังกล่าว จนกระทั่งมันถูกปรับใหม่ให้กลายเป็น Microsoft Phone ไปแทน ในชื่อ Lumia นั้นเอง นอกจากการเปลี่ยนชื่อยี่ห้อโทรศัพท์เสียใหม่ เปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่และการพัฒนา Hardware แล้ว ก็แน่นอนว่าบริการต่าง ๆ ที่เคยมีมาจากเดิมของโนเกีย ก็ย่อมได้รับผบกระทบไปด้วย และหนึ่งในบริการที่จะต้องถูกยุบทิ้งไปก็คือ Nokia Reading App ซึ่งเป็นแอพลิเคชันอ่านอีบุ๊คและยังเป็นร้านขายอีบุ๊คให้กับลูกค้าอีกด้วย

เว็บไซต์ mynokiablog.com รายงานว่าลูกค้าโนเกียต่างได้รับอีเมล์แจ้งข่าวว่า Nokia Reading App จะไม่มีให้ใช้บริการได้อีกแล้ว โดยการหยุดบริการจะเป็นผลตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2014 เป็นต้นไป จากประกาศดังกล่าวทำให้ผู้ใช้โนเกียสามารถซื้ออีบุ๊คจากแอพของโนเกียได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมนี้เท่านั้น (แต่ใครจะซื้อ?) ส่วนหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังอ่านได้อีกต่อไป แต่ถ้าในอนาคตเมื่อมีการอัพเดทระบบ ก็เป็นไปได้มากว่าแอพอ่านหนังสือตัวนี้จะถูกลบออก จึงหมายความว่าหนังสืออีบุคที่เคยซื้อจากร้านของโนเกียย่อมไม่มีให้อ่านอีกต่อไปแล้วนั่นเอง (อ่านอีเมล์จากทางโนเกียได้ที่บล็อค My Nokia Blog) ทางโนเกียเองคงทราบดีว่ามีผู้ใช้สมาร์ทโฟนจำนวนไม่น้อยที่อ่านอีบุ๊คจากโทรศัพท์มือถือ ในอีเมล์ดังกล่าว จึงได้แนะนำให้ลูกค้าหันไปใช้แอพอ่านหนังสือตัวอื่น ๆ อย่าง Amazon Kindle หรือ Audible ซึ่งมีอยู่ใน Microsoft Store แทน

ภาพคนอ่านหนังสือ

เมื่อร้านขายอีบุ๊คปิดตัวลง หนังสือที่ซื้อมาก็หายไปด้วย

มือถือ Samsung ตัดสินในปิดร้านขายอีบุ๊คที่เกาหลีใต้ลงแล้ว

ในตลาดสมาร์ทโฟน มือถือ Samsung จัดว่าเป็นโทรศัพท์ที่มีผู้นิยมใช้กันมากที่สุดยี่ห้อหนึ่ง และด้วยความนิยมในตัวโทรศัพท์ซัมซุงนี่เอง ทำให้ทางบริษัทมองเห็นโอกาสในการขาย Digital Content ควบคู่ไปกับการขายสมาร์ทโฟนไปด้วย โดยมีความพยายามในการเจาะตลาดอีบุ๊คตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา แต่ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจปิดร้านขายอีบุ๊คและแอพอ่านอีบุ๊คของตัวเองลงไปแล้ว

http://www.youtube.com/watch?v=Udce9eBb5YM Samsung Readers Hub แอพอ่าน eBOOK จะมีให้ใช้ถึงแค่สิ้นปีนี้

  • ปี 2010 ที่งาน IFA Tradeshow ในเบอร์ลิน ทางซัมซุงได้เปิดตัวแอพอ่านอีบุ๊คของตัวเองในชื่อว่า Readers Hub App ซึ่งทาง zdnet.com กล่าวว่าเป็นผลิตภัณฑ์แบบ Content Service ตัวแรกของทางบริษัท
  • ต่อมาในปี 2011 ซัมซุงได้ร่วมมือกับร้านขายอีบุ๊คออนไลน์ชื่อดังอีกแห่งอย่าง Kobo เพื่อขยายตลาดและมีหนังสือให้บริการมากขึ้น
  • ปี 2012 ซัมซุงหันไปเจรจากับสำนักพิมพ์โดยตรงเพื่อหาหนังสือมาเข้าร้านมากขึ้น
  • ต่อมาในปี 2013 บริการดังกล่าวถูกเปลี่ยนชื่อให้เป็น Samsung Books แต่ร้านหนังสือของซัมซุงก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากนักเมื่อเปรียบกับคู่แข่งอย่าง Google Play Books ของกูเกิ้ล, iBooks Store ของแอปเปิ้ล และ Kindle Book Store ของทางอเมซอน
  • กรกฎาคม 2014 ซัมซุงยกเลิกให้บริการ Reader Hub App การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้ที่ซื้ออีบุ๊คจากแอพ Reader Hub จะไม่สามารถอ่านหนังสือของตัวเองได้อีกต่อไปและหนังสือจะสูญไปเมื่อแอพดังกล่าวถูกถอดทิ้งในการอัพเดท Firmware
  • เพื่อให้ลูกค้าเก่าที่เคยซื้อหนังสือจากแอพ Reader Hub ได้มีทางออกในการอ่านอีบุ๊คต่อไป ซัมซุงจึงร่วมมือกับอเมซอน ผลิตแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Kindle for Samsung ซึ่งเป็นแอพลิเคชั่นที่อิงมาจากแอพตัวหลักของอเมซอนคือ Amazon Kindle App และลูกค้าจะได้เครดิตเพื่อเลือกซื้อหนังสือเล่มเดิมที่เคยมีจาก Reader Hub
  • แม้จะได้เครดิตกลับคืนมา แต่ผู้ใช้โทรศัพท์ซัมซุงก็มีปฏิกิริยาตอบกลับในด้านลบ เพราะนอกจากหนังสือที่หายไปแล้ว การจดบันทึกอื่น ๆ อย่างเช่น Hi-light , Annotation ก็จะสูญหายไปด้วย (อ่านความเห็นของผู้ใช้งานได้ ที่นี่)
  • ผู้ใช้แอพ Kindle for Samsung จะได้รับโควต้าหนังสืออเมซอนฟรีเดือนละเล่มจากหนังสือที่ถูกเลือกเข้าโครงการ (อ้างอิง ซัมซุงพัฒนา Kindle for Samsung แจกฟรีอีบุ๊ค 12 เล่มให้กับผู้ใช้ Galaxy) อย่างไรก็ตาม Kindle for Samsung จะมีบางฟีเจอร์ที่แตกต่างจากแอพตัวหลักอย่าง Amazon Kindle App
  • ล่าสุด จากบทความของ zdnet.com เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2014 ทางซัมซุงได้ตัดสินใจปิดให้บริการ Samsung Book ในบ้านตัวเองที่เกาหลีใต้ลง โดยจะมีผลในเดือนธันวาคม ปีนี้ และจะให้ผู้ที่เป็นลูกค้าเดิมหันมาใช้ Kindle for Samsung เหมือนกับที่อื่น ๆ แทน และยังร่วมมือกับร้านขายหนังสือในท้องถิ่นอย่าง Kyobo Bookstore ในการรรับส่งลูกค้าต่อไปด้วย

Fast Fact: Samsung eReader

  • นอกจากความพยายามในการขายอีบุ๊คแล้ว ทาง Samsung ยังเคยผลิต eReader สำหรับตลาดอีบุ๊คออกมาด้วย โดยได้เปิดตัวไปเมื่อปี 2010 แต่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็ไม่ประสบความสำเร็จ (ชมภาพอีรีดเดอร์ของซัมซุงในงาน CES 2010 ได้จาก engadget.com)

Photo: Samsung , Pedro Ribeiro Simões
Source: zdnet.com , windowscentral , windowscentral , the-digital-reader.com , liveside.net

เครื่องอ่านและเขียน เอกสารดิจิตอล

พบกับอีรีดเดอร์ราคาสูงลิ่ว: Sony DPTS-1

พูดถึงเครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล หลาย ๆ คนคงจะนึกถึง eReader (อีรีดเดอร์) ที่ใช้อ่านหนังสืออิเล็คทรอนิกส์โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นหนังสือในรูปแบบของ ePub, PDF หรือฟอร์แมทอื่น ๆ ลักษณะเฉพาะตัวของเจ้าอีรีดเดอร์ก็คือ จะมีหน้าจอเป็นแบบขาวดำ เพราะเวลาอ่านหนังสือจากเครื่องนี้จะให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการอ่านจากกระดาษจริง และอีรีดเดอร์ยังใช้เทคโนโลยี e-Ink บวกเข้าไปด้วย จึงเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมิตรกับสายตาผู้อ่าน บวกกับราคาไม่แพงจนเกินเอื้อม อีรีดเดอร์จึงเป็นตลาด Smart Device ที่มีคนใช้อยู่จำนวนไม่น้อย แต่วันนี้ Thai Publisher จะพาผู้อ่านไปพบกับอีรีดเดอร์ในอีก Segment หนึ่ง ที่พอได้ยินราคาแล้วอาจต้องร้องถามว่า อะไรมันจะแพงปานนั้น ? Sony DPTS-1 คือเจ้าเครื่องที่เรากำลังพูดถึง โดยตั้งราคาขายไว้สูงถึง 999 เหรียญ

Sony Digital Paper: เหนือกว่าอีรีดเดอร์เพราะมันคืออุปกรณ์สำหรับจัดการ เอกสารดิจิตอล

เพื่อให้สมกับราคาที่แพงเว่อร์ โซนี่ได้อธิบายว่าเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้มันไม่ใช่แค่อีรีดเดอร์ธรรมดา ๆ นะ แต่มันเป็น Digital Paper System หรือระบบสำหรับจัดการเอกสารดิจิตอลตางหากล่ะ พูดง่าย ๆ ก็คือ อีรีดเดอร์ตัวอื่น ๆ จะใช้เพื่อ ‘อ่าน’ เป็นหลัก แต่ในด้านการจดบันทึกต่าง ๆ ยังค่อนข้างจำกัดอยู่ แต่สำหรับเจ้า DPT-S1 ตัวนี้ สร้างมาให้มีลักษณะคล้ายกับกระดาษจริง ๆ นั่นคือ ผู้ใช้จะขีดเขียน จดบันทึก หรือวาดภาพต่าง ๆ ลงบนตัวหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้เลย ซึ่งทางโซนี่อ้างว่าจะเป็นประโยชน์มากกับการใช้งานในองค์กรที่ต้องจัดการกับเอกสารสำคัญที่มีอยู่จำนวนมาก ๆ ได้ง่ายขึ้น

ด้วยราคาสูงขนาดนี้โซนี่ จึงไม่ได้มองที่ตลาดผู้บริโภคทั่ว ๆ ไป แต่มุ่งไปที่ตลาดองค์กรและการใช้งานในกลุ่มอาชีพเฉพาะด้าน อย่างเช่น กลุ่มนักกฎหมายและนักการธนาคาร รวมไปถึงสตูดิโอผลิตงานบันเทิงอย่าง Ease Entertainment ก็ได้ตกลงใจใช้ DPT-S1 ไปเป็นที่เรียบร้อย ในระยะแรกโซนี่เปิดขายผ่านตัวแทนจำหน่าย และขายให้กับผู้ซื้อเฉพาะกลุ่มที่ราคา 1100 เหรียญ จากนั้นไม่นานจึงให้ผู้ซื้อทั่วไปได้มีโอกาสซื้อมาใช้บ้าง โดยลดราคาลงมาที่ 999 เหรียญ

Sony DPTS-1 เครื่องใช้จัดการ เอกสารดิจิตอล

จุดเด่นของ Sony DPT-S1 ก็คือ เป็นอีรีดเดอร์หน้าจอใหญ่ถึง 13.3 นิ้ว แต่มีน้ำหนักเบามากเมื่อเทียบกับอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างเช่น iPad หรือ Kindle DX ซึ่งเป็นอีรีดเดอร์จอใหญ่ของทางอเมซอน (ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว) และ DPT-S1 ยังเป็นอีรีดเดอร์ตัวเดียวในปัจจุบันที่ใช้ e-Ink Mobius ซึ่งแสดงผลได้ดีกว่า e-Ink ในอีรีดเดอร์ตัวอื่น ๆ นอกจากนี้ยังใช้หน้าจอแบบพลาสติกจึงมีความทนทานและน้ำหนักเบากว่าอีรีดเดอร์ตัวอื่นที่มีหน้าจอเป็นกระจก แถมเวลาเขียนก็ยังวางมือลงบนหน้าจอแล้วเขียนด้วย Stylus ลงไปที่หน้าจอได้เลย ต่างจากอีรีดเดอร์และแท็บเล็ตตัวอื่น ๆ ที่เขียนไม่สะดวกเท่าไหร่เพราะกลัวมือจะไปโดนหน้าจอ ที่โซนี่กล่าวว่า DPT-S1 เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการเอกสารดิจิตอลก็ฟังดูเข้าทีไม่น้อย เพราะการใช้งานเริ่มจะใกล้เคียงกับเอกสารจริงมากขึ้น

แต่เนื่องจาก อุปกรณ์ตัวนี้มีผู้ใช้งานจำกัด เราจึงไม่มีข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงมาให้ได้พิจารณามากเท่าไหร่ นอกจากนี้แม้โซนี่จะบอกว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับเอกสารดิจิตอลก็จริง แต่เครื่องนี้กลับรองรับอีบุ๊คได้เพียงประเภทเดียว นั่นคือ PDF เท่านั้น มาถึงตรงนี้ถ้าใครยังสนใจอยู่ ลองชมวีดีโอรีวิว ด้านล่างกันได้ค่ะ

http://youtu.be/YFGL698OjIA

สเปคเครื่องของ Sony DPT-S1

  • แบตเตอรี่อยู่ได้นาน 3 อาทิตย์
  • ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว ความละเอียดอยู่ที่ 1200 x 1600
  • สนับสนุนไฟล์ PDF
  • น้ำหนัก 12.6 ออนซ์ (357.20 กรัม)
  • ขนาดกว้าง 9 1/4 นิ้ว สูง 12 1/4 นิ้ว มีความหนา 9/32 นิ้ว

Fast Fact:

  • โซนี่เป็นบริษัทแรกที่ผลิตอีรีดเดอร์ออกมาจำหน่ายในชื่อ Sony Librie ในปี 2004 หลังจากนั้นอีกถึง 3 ปี อเมซอนจึงเริ่มจำหน่ายอีรีดเดอร์ของตัวเอง โดยมีอีรีดเดอร์ตัวแรกคือ Amazon Kindle e-Ink First Generation วางขายในปี 2007
  • โซนี่เริ่มลดบทบาทในตลาดหนังสือดิจิตอลลงเพราะเลิกผลิตอีรีดเดอร์ไปแล้ว แต่ล่าสุดก็ได้ออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่สำหรับตลาดอีบุ๊ค นั่นคือ Sony eBook DRM

เอกสารดิจิตอล คืออะไร

สำหรับใครที่สนใจเรื่องเอกสารดิจิตอล ลองดูจากวีดีโอด้านล่าง จะพบว่าปัจจุบันมีหลายบริษัทกำลังพัฒนาเอกสารดิจิตอลอยู่ เพื่อตอบสนองตลาดหลากหลายกลุ่มมากขึ้น และหวังว่าจะให้มีองค์กรแบบ Paperless คือแนวคิดที่ใช้กระดาษอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษจริง

http://youtu.be/81iiGWdsJgg PaperTab: Revolutionary paper tablet reveals future tablets to be thin and flexible as paper

PocketBook CAD Reader http://youtu.be/J5yEWrRilog

Source: cnet.com , the-ebook-reader.com

Scribd เพิ่มบริการ Audiobooks

คนชอบฟังหนังสือเสียงมีเฮ: Scribd เพิ่ม Audiobooks ให้ฟังได้อีกเพียบ

ตลาดหนังสือเสียงในสหรัฐดูจะคึกคักและเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าของนักอ่านมากขึ้น เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาทาง Scribd ได้เพิ่ม Audiobooks (หนังสือเสียง) เข้าไปในคอลเล็คชั่นให้สมาชิกได้เลือกฟังกันเป็นจำนวนมากกว่า 30,000 เรื่องด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ Scribd กลายเป็นผู้ให้บริการอีบุ๊คและออดิโอบุ๊คแบบรายเดือน (Membership Subscription) ที่มีจำนวนหนังสือให้เลือกอ่านและฟังมากที่สุด

ใช่ว่าจะมีแต่ปริมาณอย่างเดียว เพราะถ้ามองที่หัวหนังสือแล้วจะเห็นว่า มีหนังสือออกใหม่และหนังสือขายดีติดอันดับอยู่เพียบ ไม่ว่าจะเป็น The Drop ของ Dennis Lehane, How to Build a Girl ที่เขียนโดย Caitlin Moran, Bad Feminist จาก Roxane Gay, The Hard Thing About Hard Things ของ Ben Horowitz, The Hunger Games Trilogy, Divergent หรือผลงานของ Haruki Murakami เป็นต้น ในส่วนของหนังสือเสียงนั้นก็ยังได้นักแสดงชื่อดังอย่างเช่น Meryl Streep กับ Blythe Danner มาอ่านผลงานเขียนของ John Cheever เป็นต้น และยังได้คัดเลือกนักพากย์ระดับรางวัลหลายคน มาให้เสียงในหนังสือหลายเล่มอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะบริษัทต้องการเพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้า เพราะทางอเมซอนก็มี Kindle Unlimited ซึ่งจะมีอีบุ๊คให้สมาชิกได้อ่านอย่างไม่จำกัดเช่นกัน และอเมซอนดูจะมีภาษีดีกว่าก็ตรงที่มีคลังหนังสือขนาดใหญ่กว่ามาก การปรับตัวโดยเอาบริการหนังสือเสียงเข้ามาเสริม จึงเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มสมาชิกที่ดีวิธีหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าหนังสือเสียงนั้นราคาแพงมาก (อ่านเพิ่มเติม: หนังสือเสียง ตอนที่ 2 วิธีฟัง Audiobook ฟรี ๆ) การที่บริษัทหันมาเพิ่มออดิโอบุ๊คเข้าไปในคอลเล็คชั่น แถมยังไม่เพิ่มค่าบริการแบบนี้ จึงนับว่าเป็นโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจสุด ๆ ปัจจุบันบริการในส่วนของหนังสือเสียงเปิดให้ผู้ใช้ระบบ Android ได้ใช้กันแล้ว ส่วนผู้ใช้ iOS ตอนนี้คงต้องรอไปก่อน

อ้างจากบทความของ Juli Monroe แห่ง teleread.com ซึ่งใช้บริการ Kindle Unlimited อยู่ กำลังคิดว่าจะหันไปใช้อีกเจ้าน่าจะคุ้มกว่า เพราะมีให้เลือกฟังหนังสือถึง 30,000 เรื่อง ขณะที่บริการ Kindle Unlimited ที่เธอใช้อยู่นั้นมีอีบุ๊คให้เลือกมากกว่าก็จริง แต่มีหนังสือเสียงพ่วงไปด้วยแค่ 2,000 กว่าเรื่องเท่านั้น

Scribd คือ บริการอ่านอีบุ๊คแบบเป็นสมาชิก

Fast Fact: Scribd คืออะไร

  • Scribd เริ่มต้นด้วยการเปิดให้บริการแชร์เอกสารออนไลน์ โดยอนุญาติให้ผู้ใช้งานอัพโหลดเอกสารและหนังสือแบ่งปันให้สมาชิกได้อ่านและได้ซื้อกันเป็นเล่ม ๆ
  • จากนั้นในปี 2013 จึงได้เปิดให้บริการอ่านอีบุ๊คแบบรายเดือน (Membership Subscription) สำหรับคนที่เป็นสมาชิกมาก่อนก็ยังเข้าใช้บริการได้ แต่ถ้าไม่จ่ายรายเดือนก็จะได้อ่านเฉพาะหนังสือตัวอย่างสั้น ๆ เท่านั้น สมาชิกจะอ่านอีบุ๊คได้ไม่จำกัดโดยผ่านทางเว็บเบราเซอร์หรือผ่านทาง Scribd Application ก็ได้
  • บริการแบบเสียค่าสมาชิกรายเดือนจะต่างจากการซื้ออีบุ๊ค ก็คือ ถ้ายกเลิกสมาชิกก็จะอ่านหนังสือต่อไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิ์ในอีบุ๊คเหล่านั้น (คล้าย ๆ กับบริการฟังเพลงแบบสตรีมมิ่งของ Deezer, KK box และ Spotify เป็นต้น)
  • ผู้ใช้บริการ Kindle Unlimited จะอ่านหนังสือได้จากเครื่องอีรีดเดอร์และแท็บเล็ต แต่ผู้ใช้งาน Scribd จะอ่านจากอีรีดเดอร์ไม่ได้ ดังนั้นในแง่การอ่านและการถนอมสายตา Kindle Unlimited จึงเหนือกว่า
  • อีบุ๊คจาก Kindle Unlimited มีจำนวนมากกว่าก็จริง แต่ส่วนเป็นใหญ่จะเป็นนักเขียนอิสระที่ทำหนังสือเองโดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ (Indie Writer)
  • แม้ว่า Kindle Unlimited จะมีหนังสือเสียงกองกลางเพียง 2,000 กว่าเรื่อง แต่มีฟีเจอร์ Whispersync ที่ทำให้ฟังไปอ่านไปได้ ในขณะที่อีกฝ่ายจะต้องเลือกเอาว่าขณะนั้นจะอ่านหรือฟัง แต่ทางบริษัทกล่าวว่ากำลังพัฒนาฟีเจอร์นี้อยู่
  • นอกจาก 2 บริษัทดังกล่าวแล้ว ร้านขายอีบุ๊คน้องใหม่อย่าง Oyster ก็มีบริการอ่านอีบุ๊คแบบรายเดือนด้วยเช่นกัน

Source: teleread.com , the-digital-reader.com

Kobo บอกลาแท็บเล็ต มุ่งผลิต eReader อย่างเดียว

แท็บเล็ตจ๋า Kobo ลาก่อน

ตลาดสินค้าแท็บเล็ตคงจะแข่งขันกันดุเดือดเกินไปเสียแล้ว เมื่อบริษัท Kobo (โกโบ) ได้ออกมาแสดงท่าทีว่าบริษัทจะเลิกผลิตแท็บเล็ตออกสู่ตลาดเสียแล้ว พูดแล้วก็น่าเศร้า เพราะโกโบนั้นผลิตแท็บเล็ตคุณภาพดีราคาถูกออกมาและก็ได้รับความนิยมพอสมควรทีเดียวในตลาดยุโรปและญี่ปุ่น จากบทความของ thebookseller.com  ได้อ้างถึงคำพูดจากนักวิเคราะห์นามว่า Douglas McCabe (ดักลาส แม็คเคบ) ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การถอนตัวจากตลาดแท็บเล็ตนั้นน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง โดยเขากล่าวว่า “สำหรับตลาดแท็บเล็ตนั้นปัจจุบันมีขาใหญ่ครองตลาดอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็น Apple, Samsung, Sony, Google, Tesco และก็ Amazon การจะสู้ในสงครามการค้าที่มีแต่คู่แข่งเขี้ยว ๆ ขนาดนี้ มองไปก็เห็นแต่ทางแพ้” ดักลาสยังให้คำแนะนำต่อไปอีกว่า โกโบเป็นผู้จำหน่ายอีบุ๊คออนไลน์ที่เป็นตลาดเฉพาะ (niche) ของตัวเองและมีผู้ใช้งานอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็แนะนำให้โกโบหันไปพัฒนา content ที่วางขายให้มีความ exclusive มากขึ้น พูดง่าย ๆ ว่าให้หาหนังสือเด็ด ๆ ที่ลูกค้าจะหาซื้อได้มาวางจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

หันไปพัฒนา eReader App และ eReader

แม้ว่าจะไม่มีแท็บเล็ตรุ่นใหม่จากโกโบอีกต่อไปแล้ว แต่บริษัทก็ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้หลักอยู่อีก นั่นก็คือ eBook Store , eReader App และ eReader ภายใต้ชื่อของโกโบอยู่ด้วย จากคำสัมภาษณ์ของ Michael Tamblyn  (ไมเคิล แทมบลิน) CEO ของบริษัทได้กล่าวว่า บริษัทจะหันไปให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาเครื่องอีรีดเดอร์ที่มีอยู่แล้ว อันได้แก่ Touch, Aura และ H2O ซึ่งเป็นอีรีดเดอร์แบบ E-Ink

kobo touch and kobo aura

Touch และ Aura เป็นอีรีดเดอร์ที่จะพัฒนาต่อไป

H2O อีรีดเดอร์รุ่นกันน้ำ ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นเดือนตุลาคม โดยไมเคิลกล่าวว่า เป็นอีรีดเดอร์ที่มียอดการจองสูงมากในบรรดาผลิตภัณฑ์ของโกโบทั้งหมด

Kobo Aura H2O

Aura H2O อีรีดเดอร์รุ่นกันน้ำ ก็เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับการพัฒนาต่อ

สำหรับการทำตลาดเครื่องอีรีดเดอร์นั้นโกโบได้ร่วมมือกับร้านขายหนังสืออย่าง WHSmith ในอังกฤษเพื่อทำแผนการโปรโมต eReader Application รวมไปถึงการส่งเสริมการขายอื่น ๆ ภายในร้านด้วย สำหรับในตลาดอเมริกานั้นโกโบยังไม่มีพันธมิตรเข้าร่วมแต่อย่างใด แม้ว่าจะเคยร่วมมือกับร้านค้าในอเมริกามาก่อน แต่ไม่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จจนต้องยุบโครงการไป

มีการ์ตูนจาก Marvel ให้อ่านใน Kobo แล้ว

หลังจากที่ได้แจ้งไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่าจะหันไปพัฒนา eReader App มากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทางโกโบได้ร่วมมือกับผู้ผลิตการ์ตูนชั้นนำอย่าง Marvel โดยที่ผู้อ่านอีบุ๊คจาก Kobo eReader App จะได้ซื้อการ์ตูนยอดนิยมเหมือนกับอีบุ๊คสโตร์ร้านใหญ่อื่น ๆ แล้ว โดยที่มีการ์ตูนยอดนิยมอย่างเช่น The Avengers, Guardians of the Galaxy, Captain America และ Amazing Spider Man มาวางจำหน่าย ทางด้าน David Gabriel (เดวิด การ์เบียล) ผู้บริหารด้านการตลาดของ Marvel Entertainment (มาร์เวล เอนเตอร์เทนเม้น) กล่าวว่า “ทางมาร์เวลรู้สึกแฮปปี้จริง ๆ ที่ได้ร่วมมือกับทางโกโบเพราะว่าแฟน ๆ การ์ตูนของเราจะได้มีอีกทางเลือกที่ดีในการอ่านการ์ตูนของเรา”

Fast Fact :

  • โกโบได้เริ่มผลิตแท็บเล็ตออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2011 โดยได้จำหน่ายแท็บเล็ตหลายรุ่นเช่น Vox , Arc , Arc 7 , Arc 10 HD และ Glo เป็นต้น
  • ทางเว็บไซต์ the-ebook-reader.com ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคล้าย ๆ กับ เมื่อครั้งที่ Barnes and Noble ได้ตัดสินใจเลิกผลิตอีรีดเดอร์อย่าง Nook แล้วหันไปพัฒนา eReader App (แอพสำหรับอ่านอีบุ๊ค) แทน รวมไปถึงการร่วมมือกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์อย่างซัมซุงในการออกแท็บเล็ตรุ่นพิเศษอย่าง Samsung Galaxy Tab for Nook เป็นต้น
[box]บทความที่เกี่ยวข้อง
Kobo ปล่อยอีรี๊ดเดอร์รุ่นกันน้ำ![/box]

Photo Credit: Kobo.com
Source: thebookseller.com , goodereader.com , blog.the-ebook-reader.com

error: Content is protected !!