Tag Archives for " eBook "

หนังสือขายดี 2014 จาก ร้านหนังสือออนไลน์

ก่อนหน้านี้ Thai Publisher เคยเสนอเรื่อง หนังสือน่าอ่านปี 2014 กันไปแล้ว โดยบทความดังกล่าวจัดอันดับหนังสือจากคำแนะนำของหนอนหนังสือและบรรณาธิการที่เลือกหนังสือที่น่าสนใจมาให้ผู้อ่านได้เลือกอ่านกัน แต่วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปพบกับ อันดับหนังสือขายดีประจำปี 2014 ซึ่งอ้างอิงจากยอดขายจริงล้วน ๆ จาก ร้านหนังสือออนไลน์ ชั้นนำ 3 แห่ง ได้แก่ iBook Store ของทางแอปเปิ้ล, Google eBook Store ของกูเกิ้ล และ Kindle Book Store ของอเมซอน ซึ่งเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ครองตลาดมากที่สุด(ในอเมริกา) ทั้งนี้ข้อมูลจาก iBook Store และ Google eBook Store จะเป็นสถิติที่กล่าวถึงอีบุ๊คที่ขายดีในปีนี้โดยเฉพาะ ส่วนสถิติของทาง Kindle Book Store นั้นจะเป็นสถิติหนังสือขายดีและอีบุ๊คขายดีตลอดทั้งปีนี้

10 อันดับหนังสือนิยายขายดี ปี 2014 ที่ iBook Store

เว็บไซต์ goodereader.com ได้รายงานว่า ทาง Apple เพิ่งประกาศอันดับสินค้าขายดีประจำปี 2014 ไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยอีบุ๊คขายดี 10 อันดับที่วางจำหน่ายทางแอพลิเคชั่น iBook Store ได้แก่

  1. The Fault in Our Stars, John Green
  2. Gone Girl, Gillian Flynn
  3. Insurgent, Veronica Roth
  4. Allegiant, Veronica Roth
  5. Divergent, Veronica Roth
  6. The Goldfinch, Donna Tartt
  7. The Target, David Baldacci
  8. The Invention of Wings, Sue Monk Kidd
  9. The Husband’s Secret, Liane Moriarty
  10. Fifty Shades of Grey, E L James

10 อันดับหนังสือขายดี ที่ไม่ใช่นวนิยาย (Nonfiction) ใน iBook Store

  1. Flash Boys: A Wall Street Revolt, Michael Lewis
  2. Unbroken, Laura Hillenbrand
  3. Lone Survivor, Patrick Robinson,Marcus Luttrell
  4. Heaven is for Real, Todd Burpo,Lynn Vincent
  5. Duty, Robert M. Gates
  6. Killing Patton, Martin Dugard,Bill O’Reilly
  7. Killing Jesus, Martin Dugard,Bill O’Reilly
  8. Uganda Be Kidding Me, Chelsea Handler
  9. David and Goliath, Malcolm Gladwell
  10. The Boys in the Boat, Daniel James Brown

10 อันดับหนังสือเสียงขายดี (Audiobook) ใน iBook Storre

  1. Divergent (Unabridged), Veronica Roth
  2. Gone Girl: A Novel (Unabridged), Gillian Flynn
  3. Insurgent: Divergent, Book 2 (Unabridged), Veronica Roth
  4. The Fault in Our Stars (Unabridged), John Green
  5. Allegiant: Divergent Trilogy, Book 3 (Unabridged), Veronica Roth
  6. Fifty Shades of Grey: Book One of the Fifty Shades Trilogy (Unabridged), E L James
  7. Unbroken: A World War II Story of Survival, Resilience, and Redemption (Unabridged), Laura Hillenbrand
  8. A Game of Thrones: A Song of Ice and Fire, Book 1 (Unabridged), George R. R. Martin
  9. Mockingjay: The Final Book of the Hunger Games (Unabridged), Suzanne Collins
  10. Bossypants (Unabridged), Tina Fey

5 อันดับอีบุ๊คขายดี ที่วางจำหน่ายใน Google eBook Store

ทางด้าน Google นั้นในช่วงปลายปีมักจะมีสถิติที่น่าสนใจหลาย ๆ อย่างที่บอกว่าผู้ใช้งานอินเตอร์เนตให้ความสนใจในข่าวสารเรื่องใดกันบ้าง โดยปีนี้ก็เพิ่งเปิดเผยสถิติ ‘จัดอันดับคำค้นหายอดนิยมของประเทศไทยประจำปี 2014’ (อ่านเพิ่มเติม: petmaya.com) ไปแล้วด้วย สำหรับสถิติด้านการ ขายหนังสือออนไลน์ ภายในร้าน Google eBook Store นั้นทางกูเกิ้ลก็ได้ประมวลข้อมูลจาก Google Play Internal Data และจัดทำเป็นอินโฟร์กราฟฟิคที่ชื่อว่า 2014: The Year in Entertainment ซึ่งจะแสดงสถิติการดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น, เพลง, เกมส์, หนัง และหนังสือที่ขายดีที่สุดประจำปีผ่านทาง Google Play Store โดย 5 อันดับอีบุ๊คขายดี มีดังนี้

  1. The Fault in Our Stars, John Green
  2. Fifty Shades of Grey, E L James
  3. Divergent, Veronica Roth
  4. Twelve Years A Slave, Solomon Northup
  5. Insurgent, Veronica Roth

ร้านหนังสือออนไลน์

10 อันดับหนังสือขายดี ใน Kindle Book Store

ทางร้านหนังสือออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่างอเมซอนเองก็มีจัดอันดับหนังสือขายดีไว้ทุกปีเช่นเดียวกัน โดยบทความนี้จะอ้างจากหนังสือขายดีตลอดปีนี้ที่นับจนถึงปัจจุบัน ถ้าใครสนใจอันดับหนังสือขายดีเพิ่มเติมสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่ (อันดับอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อสิ้นสุดปี)

  1. StrengthsFinder 2.0, Tom Rath
  2. Frozen Little Golden Book (Disney Frozen), RH Disney
  3. Laugh-Out-Loud Jokes for Kids, Rob Elliott
  4. The Fault in Our Stars (Paperback), John Green
  5. Diary of a Wimpy Kid: The Long Haul, Jeff Kinney
  6. The Heroes of Olympus Book Five: The Blood of Olympus Hardcover, Rick Riordan
  7. Killing Patton: The Strange Death of World War II’s Most Audacious General, Bill O’Reilly
  8. Jesus Calling: Enjoying Peace in His Presence, Sarah Young
  9. Divergent (Paperback), Veronica Roth
  10. The Fault in Our Stars (Hardcover), John Green

10 อันดับอีบุ๊คขายดี ใน Kindle Book Store

นอกจากหนังสือเล่มแล้ว อเมซอนยังจัดอันดับอีบุ๊คขายดีไว้ด้วย โดยได้จัดอันดับไว้ตั้งแต่ปี 2007 ทั้งนี้อเมซอนเป็นเว็บขายหนังสือเว็บแรกที่สามารถขายอีบุ๊คได้มากกว่าหนังสือเล่มตั้งแต่ปี 2011 (อ่านเพิ่มเติม: ตลาดอีบุ๊คกับแนวโน้มที่โตขึ้นทุกวัน) โดยผู้อ่านสามารถค้นหาหนังสือออนไลน์และซื้อหนังสือออนไลน์จากอเมซอนได้สะดวกมากกว่าร้านขายหนังสืออื่น ๆ นั่นเอง บทความนี้แสดง 10 อันดับอีบุ๊คขายดีตลอดปี 2014 นับจนถึงปัจจุบัน ถ้าใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ ที่นี่ (อันดับอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อสิ้นสุดปี)

  1. The Fault in Our Stars, John Green
  2. Gone Girl, Gillian Flynn
  3. Divergent, Veronica Roth
  4. The Goldfinch, Donna Tartt
  5. Insurgent, Veronica Roth
  6. Allegiant, Veronica Roth
  7. The Husband’s Secret, Liane Moriarty
  8. If I Stay, Book 1, Gayle Forman
  9. Orphan Train, Christina Baker Kline
  10. Unbroken: A World War II Story of Survival, Resilience, and Redemption, Laura Hillenbrand

20 อันดับหนังสือขายดีอย่างเป็นทางการ ปี 2014 ใน Kindle Book Store

สำหรับหนังสือขายดีปี 2014 ที่ทางอเมซอนได้แสดงไว้ ที่นี่ จะนับยอดขายหนังสือเล่มและอีบุ๊ครวมกันเฉพาะหนังสือที่ตีพิมพ์ในปี 2014 นี้เท่านั้น ซึ่ง Sara Nelson ผู้อำนวยการฝ่ายหนังสือและคินเดิ้ลกล่าวว่า ในบรรดาหนังสือขายดีเหล่านี้ มีมากกว่าครึ่งที่เป็นภาคต่อในหนังสือชุด (Series)

หนังสือขายดี 2014 the invention of wings

หนังสือที่ขายดีที่สุดที่ตีพิมพ์ในปีนี้คือ The Invention of Wings

  1. The Invention of Wings, by Sue Monk Kidd
  2. Gray Mountain, John Grisham
  3. All the Light We Cannot See, Anthony Doerr
  4. Twenty Seconds Ago (Jack Reacher, #19), Lee Child
  5. Big Little Lies, Liane Moriarty
  6. The Target (Will Robie Series), David Baldacci
  7. The Fixed Trilogy, Laurelin Paige
  8. The Heroes of Olympus Book Five: The Blood of Olympus, Rick Riordan
  9. Top Secret Twenty-One (Stephanie Plum), Janet Evanovich
  10. Killing Patton: The Strange Death of World War II’s Most Audacious General, Bill O’Reilly and Martin Dugard
  11. Unlucky 13 (Women’s Murder Club), James Patterson and Maxine Paetro
  12. Edge of Eternity: Book Three of The Century Trilogy, Ken Follett
  13. Shadow Spell (Cousins O’Dwyer Book 1), Nora Roberts
  14. Mr Mercedes, Stephen King
  15. Blood Magick (Cousins O’Dwyer Book 3), Nora Roberts
  16. Field of Prey, John Sandford
  17. Written in My Own Heart’s Blood (Outlander), Diana Gabaldon
  18. Diary of a Wimpy Kid: The Long Haul, by Jeff Kinney
  19. City of Heavenly Fire (The Mortal Instruments), Cassandra Clare
  20. Flash Boys, Michael Lewis

หนังสือแปลขายดี

สำหรับคนที่เห็นรายชื่อหนังสือแล้วชักสนใจ แต่อยากอ่านฉบับแปลมากกว่า Thai Publisher ก็ได้รวบรวมหนังสือแปลขายดีเอาไว้ในที่นี่ด้วยเลย โดยที่หนังสือเหล่านี้อ้างอิงจากร้านขายหนังสือออนไลน์ 3 แห่งข้างต้น คือ iBook, Google Book และ Kindle Book แล้วเทียบกับหนังสือแปลที่มีวางขายในร้านหนังสือไทยแทน เนื่องจากเราไม่มีสถิติจากร้านขายหนังสือของไทยโดยตรง หนังสือแปลไทยที่จะแสดงต่อไปนี้จึงไม่ได้เรียงตามอันดับหนังสือขายดีในบ้านเราแต่อย่างใด

  • Fifty Shades of Grey แปลไทยในชื่อ ฟิฟตี้เชดส์ออฟเกรย์ โดยแบ่งเป็น 3 เล่มคือ
    • ฟิฟตี้เชดส์ออฟเกรย์ แปลโดย นันทพร ปีเลย์,
    • ฟิฟตี้เชดส์ดาร์กเกอร์ แปลโดย วิกันดา
    • ฟิฟตี้เชดส์ฟรีด แปลโดย นภจรี พิญญา
  • The Fault in Our Stars แปลไทยในชื่อ ดาวบันดาล แปลโดย เขมรินทร์ พงษ์สุวรรณ
  • Gone Girl แปลไทยในชื่อ เล่นซ่อนหาย แปลโดย อาสยา ฐกัดกุล
  • Twelve Years A Slave แปลไทยในชื้อ ฤาสิ้นสุดมนุษยภาพ แปลโดย ดร. โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
  • Divergent Series มีทั้งหมด 3 เล่ม โดยมีแปลไทยดังนี้
    • Divergent แปลไทยในชื่อ ไดเวอร์เจนท์ มายาเร้นโลก แปลโดย นลิญ
    • Insurgent แปลไทยในชื่อ อินเซอร์เจนท์ ปริศนาสยบโลก แปลโดย นลิญ
    • Allegiant แปลไทยในชื่อ อัลลีเจนท์ แผนลับดับโลก แปลโดย นลิญ
  • A Game of Thrones มีหลายเล่มดังนี้
    • A Game Of Thrones 1.1 แปลไทยชื่อ เกมล่าบัลลังก์ 1.1 แปลโดย พิชิต พรหมเกศ, สุนัขป่าโลกันตร์
    • A Game Of Thrones 1.2 แปลไทยชื่อ เกมล่าบัลลังก์ 1.2 แปลโดย พิชิต พรหมเกศ, สุนัขป่าโลกันตร์
    • A Game of Thrones 2.1 แปลไทยชื่อ ราชันประจัญพล 2.1 แปลโดย อรทัย พันธพงค์
    • A Game of Thrones 2.2 แปลไทยชื่อ ราชันประจัญพล 2.2 แปลโดย อรทัย พันธพงค์
    • A Game of Thrones 3.1 แปลไทยชื่อ ผจญพายุดาบ 3.1 แปลโดย ศศมาภา
    • A Game of Thrones 3.2 แปลไทยชื่อ ผจญพายุดาบ 3.2 แปลโดย พิธทพร
    • A Game of Thrones 4.1 แปลไทยชื่อ กาดำสำราญเลือด 4.1 แปลโดย เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์
    • A Game of Thrones 4.2 แปลไทยชื่อ กาดำสำราญเลือด 4.2 แปลโดย เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์
    • A Game of Thrones 5.1 แปลไทยชื่อ มังกรร่อนระบำ 5.1 แปลโดย พิธทพร
    • A Game of Thrones 5.2 แปลไทยชื่อ มังกรร่อนระบำ 5.2 แปลโดย ขีดขิน จินดาอนันต์, พิธทพร
    • A Game of Thrones 5.3 แปลไทยชื่อ มังกรร่อนระบำ 5.3 แปลโดย ขีดขิน จินดาอนันต์
  • The Hunger Games มี 3 เล่ม ดังนี้
    • The Hunger Games แปลไทยในชื่อ เกมล่าชีวิต แปลโดย นรา สุภัคโรจน์
    • The Hunger Games 2 : Catching Fire แปลไทยในชื่อ เกมล่าชีวิต 2 : ปีกแห่งไฟ แปลโดย นาธาน
    • The Hunger Games 3 : Mocking Jay แปลไทยในชื่อ เกมล่าชีวิต 3 : ม็อกกิ้งเจย์ แปลโดย นรา สุภัคโรจน์

Source: goodereader.com , goodereader.com , amazon

ตลาดอีบุ๊คกับการ ทำหนังสือขายเอง

10 แนวโน้มที่น่าจับตามอง สำหรับนักเขียนที่ต้องการ ทำหนังสือขายเอง

การทำหนังสือขายเอง หรือที่เรียกกันว่า Self Publishing นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถ้าหากคุณมีเงินทุนแล้วเกิดอยากเขียนหนังสือไปวางขายก็ย่อมทำได้ แต่สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การผลิตหนังสือเองเพื่อวางจำหน่ายนั้นไม่ค่อยมีคนทำกันมากนัก ก็เพราะว่ามีโอกาสที่จะขาดทุนมากกว่าทำกำไร แต่หลังจากที่ตลาดอีบุ๊คเริ่มเติบโตมากขึ้นในต่างประเทศรวมถึงในไทยเราเองด้วย แนวคิดเรื่องการทำหนังสือขายเองนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ ‘จัดว่าเสี่ยง’ อีกต่อไป เพราะการทำอีบุ๊คนั้นทำได้ง่าย ลงทุนต่ำ และไม่ต้องอาศัยสำนักพิมพ์ก็สามารถผลิตหนังสือออกวางขายได้เอง เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่อเมริกาได้มีการจัดงาน Self-Publishing Book Expo 2014 ขึ้น และในงานนี้ผู้จัดจำหน่ายอีบุ๊ครายใหญ่เจ้าหนึ่งในอเมริกาได้เสนอข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตหนังสือด้วยตัวเอง ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าคิดที่เดียว สำหรับใครที่อยากทำหนังสือขายเอง

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ Roosevelt Hotel ในนิวยอร์ค Mark Coker (มาร์ค โคเกอร์) ผู้ก่อตั้ง Smashwords ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มในการผลิตหนังสือขายเอง ซึ่งเขาได้พรีเซนต์ในหัวข้อ 10 Trends and Events Shaping the Future of Publishing ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1. ตลาดอีบุ๊คมีการเติบโตขึ้นโดยตลอด

โคเกอร์กล่าวว่า เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Smashwords ขึ้นมาในปี 2007 นั้น ตลาดอีบุ๊คยังมีส่วนแบ่งอยู่เพียงราว ๆ 1 เปอร์เซนต์ของมูลค่าตลาดหนังสือทั้งหมด และการที่ตลาดอีบุ๊คเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงปีหลังนั้น (อ่านเพิ่มเติม: ตลาดอีบุ๊ค กับแนวโน้มที่โตขึ้นทุกวัน) โคเกอร์ได้ยกเครดิตให้กับร้านขายหนังสือออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่างอเมซอน โดยโคเกอร์กล่าวว่า “ปัจจุบันตลาดอีบุ๊คมีส่วนแบ่งสูงถึง 35 % (ในอเมริกา) จากตลาดหนังสือทั้งหมด และในหนังสือบางประเภท (อย่างเช่นกลุ่มนิยาย) อีบุ๊คก็มีส่วนแบ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากขึ้นไปอีก แต่ว่าสัญญาณดังกล่าวก็ไม่ได้หมายความว่า ตลาดหนังสือเล่มจะใกล้ถึงจุดจบแล้วแต่อย่างใด เนื่องจากอัตราการเติบโตของอีบุ๊คยังนับว่าค่อนข้างต่ำอยู่”

2. การผลิตหนังสือเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

โคเกอร์กล่าวว่าการที่นักเขียนจะหันมาผลิตหนังสือเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว “ปัจจุบันมีเครื่องไม้เครื่องมือในการทำหนังสือเอง (Tools) ได้ฟรี ๆ รวมไปถึงความรู้ต่าง ๆ ในการผลิตหนังสือเพื่อขายเองก็สามารถหาอ่านได้ฟรีอีกด้วย ดังนั้นนักเขียนจึงเริ่มต้นผลิตงานเขียนของตัวเองเพื่อทำการขายได้ง่ายขึ้น”

3. นักเขียนโนเนมก็กลายเป็นนักเขียนหนังสือขายดีได้

นักเขียนในกลุ่ม Indie Writer ซึ่งไม่เคยมีชื่อเสียงมาก่อนจำนวนมากต่อมากที่ได้ผลิตหนังสือขายเอง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตอีบุ๊คขายเอง) สามารถทำยอดขายได้สูงเทียบเคียงกับนักเขียนที่มีชื่อเสียงมาก่อนได้เช่นกัน เมื่อมองจากการจัดอันดับหนังสือขายดีที่ได้รับการยอมรับอย่างเช่น New York Times’ Best Seller List หรือ USA Today’s Best Seller List ก็จะเห็นรายชื่อนักเขียนอิสระไร้สังกัดสามารถพาหนังสือของตัวเองให้ติดอันดับหนังสือขายดีได้ ทั้งนี้โคเกอร์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ภายในปี 2020, 50 เปอร์เซนต์ของตลาดอีบุ๊ค จะถูกครองตลาดโดยนักเขียนอินดี้”

4. หนังสือทำเองไม่ใช่หนังสือคุณภาพต่ำ

“หกปีก่อนหน้านี้ ถ้าหากนักเขียนคนไหนผลิตหนังสือออกมาขายเอง มักจะถูกมองว่าเป็นหนังสือคุณภาพต่ำและถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ แต่ในปัจจุบันนักเขียนอิสระเริ่มตระหนักแล้วว่าจริง ๆ หนังสือของเขาอาจจะดีพอ ๆ กับหนังสือจากสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ หรืออาจจะดีกว่าก็เป็นได้เช่นกัน” โคเกอร์กล่าวต่อว่า การผลิตหนังสือโดยผ่านขั้นตอนของสำนักพิมพ์นั้น ทำให้อีบุ๊คมีราคาแพง การทำงานค่อนข้างช้าเพราะต้องผ่านหลายขั้นตอน และตัวนักเขียนเองก็ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงในการผลิตหนังสือของตัวเองอย่างเต็มที่

ทำหนังสือขายเอง

เมื่อตลาดอีบุ๊คเติบโตขึ้น ก็ทำให้นักเขียนมีทางเลือกมากขึ้น

5. สำนักพิมพ์ยังไม่เข้าใจนักเขียนอิสระดีพอ

โคเกอร์ได้ยกกรณีตัวอย่าง เมื่อสำนักพิมพ์ Pearson Penguin ได้เข้าซื้อบริษัท Author Solutions ซึ่งเป็นบริษัทที่ช่วยให้นักเขียนอิสระได้มีผลงานตีพิมพ์ โดยที่ได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากนักเขียนอิสระเหล่านั้นด้วย เขาให้ความเห็นว่า “การที่สำนักพิมพ์ได้เงินส่วนแบ่งมาจากนักเขียนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ควรเป็นก็คือ รายได้ที่มาจากการขายหนังสือนั้นควรจะส่งมอบไปที่สำนักพิมพ์และส่งไปที่นักเขียนด้วยเสียมากกว่า”

6. บริการให้อ่านอีบุ๊คแบบรายเดือนกำลังได้รับความนิยม

นอกจากการซื้ออีบุ๊คมาอ่านแล้ว บริการให้อ่านอีบุ๊คแบบเสียค่าสมาชิกรายเดือนก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก บริการจาก Oyster และ Scribd (อ่านเพิ่มเติม: Scribd เพิ่มบริการ Audiobook) คือสองช่องทางในการอ่านอีบุ๊คที่เติบโตเร็วมาก เมื่อดูจากการจัดจำหน่ายอีบุ๊คผ่านทาง Smashwords

7. ข้อพิพาทของสองยักษ์ใหญ่ในวงการหนังสืออย่าง Amazon กับ Hachette สะท้อนถึงปัญหา การขายอีบุ๊คผ่านสำนักพิมพ์

ร้านขายหนังสือออนไลน์อันดับหนึ่งอย่าง Amazon กับสำนักพิมพ์ชั้นแนวหน้าแห่งหนึ่งอย่าง Hachette ได้มีข้อขัดแย้งกันอย่างหนัก เนื่องจากอเมซอนต้องการขายอีบุ๊คในราคาต่ำ แต่ Hachette ซึ่งถือลิขสิทธิ์อีบุ๊คชื่อดังไว้ในสังกัดของตัวเอง ไม่เห็นด้วยกับกลยุทธ์แบบนี้และต้องการตั้งราคาอีบุ๊คได้เองตามใจชอบ ความขัดแย้งดังกล่าวเพิ่งจะสิ้นสุดลงเมื่อไม่นานมานี้ (อ่านเพิ่มเติม: Amazon and Hachette Resolve Dispute) โดยที่ Hachette ได้ชัยชนะและสามารถตั้งราคาได้ตามใจชอบ

ในกรณีนี้โคเกอร์ให้ความเห็นว่า “มองเผิน ๆ เหมือนว่า Hachette จะได้รับชัยชนะ แต่ความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้เราได้มองเห็นด้านที่ไม่ค่อยสวยของวงการหนังสือกันแล้ว” แม้จะไม่สามารถบีบราคาอีบุ๊คในเครือของ Hachette ให้ต่ำลงมาได้ แต่อเมซอนก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะโปรโมทหนังสือตามที่อเมซอนเห็นสมควรอยู่ดี และแน่นอนว่าอเมซอนย่อมจะมองไปที่อีบุ๊คที่ผลิตมาเพื่อจำหน่ายในร้าน Kindle eBook Store ก่อนเป็นอันดับแรก ๆ

8. แนวโน้มตลาดอีบุ๊คทั่วโลกโตขึ้น

เมื่อปีที่แล้ว, Smashwords มีรายได้จากการขายอีบุ๊คจากตลาดนอกอเมริกา (Non US Market) ถึง 45 เปอร์เซนต์ โดยนับเฉพาะอีบุ๊คที่วางขายผ่านทาง iBooks Application ของทางแอปเปิ้ล

9. หนังสือห่วย ๆ ก็มีอยู่ แต่ขายยาก

ในเมื่อการทำหนังสือขายเองนั้นเป็นเรื่องง่าย ใคร ๆ ก็เขียนหนังสือขายได้ จึงเกิดหนังสือคุณภาพต่ำขึ้นมากมาย ในประเด็นนี้ โคเกอร์กล่าวว่า “ผู้อ่านจะเป็นผู้เลือก และด้วยเหตุนี้เราจึงได้อ่านหนังสือดี ๆ มากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สำหรับหนังสือที่ไม่มีคุณภาพนั้น นักอ่านก็จะไม่ให้ความสนใจไปเอง”

10. อุปสรรคที่นักเขียนจะต้องเจอ

“คุณสมบัติอย่างหนึ่งของอีบุ๊คก็คือ เมื่อมันเป็นหนังสืออิเล็คทรอนิคส์ มันย่อมจะมีอยู่ในชั้นหนังสือของนักอ่านตลอดไป ดังนั้นในแง่การแข่งขันก็ย่อมเป็นเรื่องยากและจะต้องมีการแข่งขันกันสูงขึ้นทุก ๆ ปี” ถึงแม้การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น แต่โคเกอร์ก็ยังเห็นว่าการเขียนหนังสือขายเองก็ยังทำได้ง่ายกว่าการที่ต้องพึ่งพิงสำนักพิมพ์อยู่ดี โดยเขากล่าวทิ้งท้ายว่า “อุปสรรคทั้งหลายไม่ใช่ตัวที่จะบอกให้เราหยุด แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นต่างหาก เพราะยังมีนักอ่านอีกนับล้านที่รอคอยจะอ่านหนังสือดี ๆ จากคุณอยู่ และไม่มีเวลาไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้วถ้าคุณจะลุกขึ้นมาทำหนังสือขายเอง”

Fast Fact:

  • Smashwords ก่อตั้งโดย Mark Coker โดยเป็นบริษัทที่จัดจำหน่ายอีบุ๊คให้กับ eBook Store ใหญ่ ๆ หลายแห่ง เช่น iBooks Store, Barnes & Noble และ Kobo เป็นต้น โดยมีลักษณะคล้าย ๆ สายส่งหนังสือที่จะส่งหนังสือให้ร้านขายหนังสือหลาย ๆ ร้าน ทั้งนี้นักเขียนไม่จำเป็นต้องใช้บริการ Smashwords ก็สามารถวางหนังสือขายได้เอง แต่ Smashwords มีข้อดีคือ นักเขียนไม่ต้องวิ่งไปขายเองทุก ๆ ร้าน เพราะ Smashwords จะดูแลเรื่อง Distribution ให้

Photo: Drew Coffman , zeitfaenger.at
Source: darcsidetales.com , teleread.com , selfpubbookexpo.com , publishersweekly.com

ตลาดอีบุ๊ค กับแนวโน้มที่โตขึ้นทุกวัน

ตลาดอีบุ๊คทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึงราว 16,700 ล้านเหรียญ ในปี 2020

รายงานจาก Strategy Analytics ทำนายมูลค่าตลาดผู้บริโภคหนังสืออีบุ๊คว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า จากปี 2013 ที่มีมูลค่า 7,000 ล้านเหรียญ เมื่อถึงปี 2020 ตลาดส่วนนี้จะมีมูลค่าถึงราว 16,700 ล้านเหรียญ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ตลาดอีบุ๊ค ในภาพรวมขยายตัวขึ้นมากก็เนื่องมาจาก การให้บริการอ่านอีบุ๊คแบบเสียค่าสมาชิกรายเดือน (Membership Subscription) ที่ได้รับการตอบรับจากนักอ่านเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นบริการ Kindle Unlimited ของทางอเมซอนหรือของผู้ขายอีบุ๊ครายอื่น ๆ ก็ตาม (อ่านเพิ่มเติม: Scribd เพิ่มบริการ Audiobook ) Wei Shi นักวิเคราะห์จาก Strategy Analytics กล่าวว่า ‘เราคาดว่าการให้บริการอ่านอีบุ๊คแบบเป็นสมาชิกนั้น จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษนี้’

นอกจากนี้ อีกสาเหตุที่ผลักดันให้ ตลาดอีบุ๊ค มีขนาดใหญ่ขึ้นก็คือ ตลาดในจีนเองที่มีผู้ให้บริการและมีผู้อ่านมากขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้ามองในภาพรวมของตลาดหนังสือทั้งหมดแล้ว ปัจจุบันตลาดอีบุ๊คได้ส่วนแบ่งไปเพียง 10% ของตลาดหนังสือทั้งหมด (ข้อมูลจากปี 2013) แต่แนวโน้มนั้นคาดว่าในปี 2020 อีบุ๊คจะขยายส่วนแบ่งไปได้ถึง 25 % ซึ่งปัจจัยสำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ก็เนื่องมาจากคนเริ่มหันไปอ่านหนังสือจากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอีรีดเดอร์กันมากขึ้นนั่นเอง

ตลาดอีบุ๊ค โตขึ้น แต่ร้านหนังสือเล่มยังอยู่

แม้ตลาดอีบุ๊คจะโตขึ้น แต่ร้านขายหนังสือเล่มก็จะยังไม่ว่างเปล่าในเร็ว ๆ นี้

ภายในปี 2018 ที่อังกฤษจะขายอีบุ๊คได้มากกว่าหนังสือเล่ม ?

บริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นแนวหน้าอย่าง PricewaterhouseCoopers (ไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์) หรือ PwC ได้วิเคราะห์พฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนอังกฤษออกมาว่า ชาวเมืองผู้ดีนิยมอ่านอีบุ๊คมากกว่าจะซื้อนิยายเล่มมาอ่าน ด้วยเหตุนี้จึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2018 มูลค่าตลาดอีบุ๊คจะมีมูลค่ามากขึ้นถึงสามเท่าโดยเพิ่มจาก 380 ล้านปอนด์ เป็น 1,000 ล้านปอนด์ และตัวเลขดังกล่าวจะทำให้ยอดขายอีบุ๊คแซงหนังสือเล่มไปได้ในที่สุด โดยตลาดหนังสือเล่มจะลดมูลค่าเหลือที่ 912 ล้านปอนด์ ทั้งนี้การวิเคราะห์ดังกล่าวไม่ได้นับรวมหนังสือจำพวก Text Book และหนังสืออ่านประเภท Professional Reading เข้าไปด้วย ส่วนมูลค่าโดยรวมของตลาดจะเพิ่มจาก 1,800 ล้านปอนด์ เป็น 1,900 ล้านปอนด์

Nigel Newton (ไนเจล นิวตัน) ผู้บริหารสำนักพิมพ์ Bloomsbury ผู้จัดพิมพ์หนังสือยอดนิยมอย่าง Harry Potter กล่าวว่า ‘พวกเราอยู่ในยุคทองของการอ่าน เวลานี้เราต่างใช้อุปกรณ์สื่อสารและบัตรเครดิตเพื่อซื้อหนังสือได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง และทั้งสัปดาห์ ดังนั้นตลาดหนังสือจึงเปิดกว้างมากขึ้นกว่าเดิม เพราะการเข้าถึงลูกค้าไม่ได้จำกัดอยู่ที่ร้านขายหนังสือเพียงอย่างเดียว การเติบโตของตลาดหนังสืออีบุ๊คจึงเป็นสิ่งที่นักเขียนและสำนักพิมพ์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้’

ปีที่ผ่านมาหนังสือขายดีของ Bloomsbury ก็คือนิยายเรื่อง And the Mountains Echoed ของ Khaled Hosseini ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายหนังสือเล่ม แต่ก็มียอดขายจากอีบุ๊คไปไม่น้อยเช่นกัน นิวตันให้ความเห็นเพิ่มว่า ‘พฤติกรรมของผู้บริโภคในการซื้ออีบุ๊คนั้น มักจะอยากได้หนังสือมาอ่านอย่างรวดเร็วทันใจ และก็ยังชอบซื้อหนังสือในลักษณะพรีออเดอร์อีกด้วย คือสั่งจองและจ่ายเงินก่อนที่หนังสือจะวางแผง และยอดขายอีบุ๊คจะสูงมากในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก’

สำหรับการคาดการณ์ดังกล่าว บล็อคเกอร์ Nate Hoffelder แห่งเว็บไซต์  the-digital-reader.com ให้ความเห็นว่า PwC เคยวิเคราะห์ตลาดอีบุ๊คในสหรัฐพลาดมาแล้วถึงสองครั้ง ดังนั้นเขาจึงไม่คิดว่าการคาดการณ์ดังกล่าวจะเป็นไปได้ โดยส่วนตัวเขาเชื่อว่าตลาดอีบุ๊คในอังกฤษจะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะไม่โตเท่าที่ PwC ได้คาดการณ์เอาไว้ ทั้งนี้เขาออกตัวว่าเขาอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับตลาดอีบุ๊คในอังกฤษมากนัก แต่จากปัจจุบันส่วนแบ่งอีบุ๊คในอังกฤษยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าตลาดอีบุ๊คในอเมริกาค่อนข้างมาก

Fast Fact:

  • ในอเมริกา อเมซอนทำยอดขายอีบุ๊คแซงหน้าหนังสือเล่มไปตั้งแต่ปี 2011 แล้ว แต่ในภาพรวมของตลาดหนังสือทั้งหมด หนังสือเล่มยังทำรายได้สูงกว่าอีบุ๊คจนถึงปัจจุบัน (อ้างอิง: E-Books Outsell Print Books at Amazon)
[box]บทความที่เกี่ยวข้อง
มือถือ Samsung และ Nokia เลิกทำ ร้านขายอีบุ๊ค แล้ว[/box]

Photo: MIKI Yoshihito , Garrett
Source: theguardian.com , the-digital-reader.com , bbc.com , goodereader.com

ลายน้ำดิจิตอล สำหรับตามรอยการโหลดอีบุ๊คเถื่อน

โหลดไม่จ่าย ต้องเจอลายน้ำดิจิตอล !

อ่านพาดหัวแล้วอาจจะดูรุนแรงไปสักหน่อย แต่สำหรับเกมส์แมวจับหนูระหว่างสำนักพิมพ์กับบรรดานักโหลดของฟรีทั้งหลายคงเป็นการต่อสู้ที่ไม่วันจบสิ้น ล่าสุดสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง HarperColllins ได้หาวิธีใหม่เพื่อลดการโหลดอีบุ๊คแบบละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการใช้เทคโนโลยี ลายน้ำดิจิตอล ฝังลงในหนังสืออิเล็คทรอนิกส์เพื่อสืบหาต้นตอว่าอีบุ๊คที่วางจำหน่ายได้รั่วไหลไปยังสถานที่ที่(สำนักพิมพ์) ไม่ปรารถนาที่ใดบ้าง

ผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ดิจิตอลของสำนักพิมพ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีร้านค้าปลีกแบบ E-Tailers ได้จัดจำหน่ายหนังสือของสำนักพิมพ์ไปทั่วโลกและล่าสุดทาง HarperColllins ยังได้มีข้อตกลงให้ทาง JD.com ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายอีบุ๊คในประเทศจีนอีกด้วย ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยลดโอกาสที่หนังสือจะหลุดออกไปในเวลาและสถานที่อันไม่สมควรได้ ถ้าหากมีการตรวจพบว่ามีหนังสือถูกอัพโหลดอย่างผิด ๆ ทาง HarperColllins จะรู้ทันทีว่าหนังสือหลุดมาจากร้านค้าปลีกร้านไหน หลังจากนั้นทางร้านค้าจะถูกเตือนให้เพิ่มระบบความปลอดภัยหรือไม่ก็ถูกยกเลิกการเป็นคู่ค้าไปเลย

นอกจาก HarperColllins แล้วผู้จัดจำหน่ายอีบุ๊คอย่าง LibreDigital ก็ตกลงใช้เทคโนโลยีดังกล่าวด้วยเหมือนกัน และบริษัทที่ให้บริการก็ได้แก่ Digimarc ที่ใช้ชื่อเทคโนโลยีดังกล่าวว่า Digimarc® Guardian Watermarking

สำหรับการฝังลายน้ำดิจิตอลนั้น สามารถทำกับอีบุ๊คได้หลายฟอร์แมททั้ง PDF, ePub และ Mobi และแม้ว่าระบบดังกล่าวจะสามารถตรวจจับได้ว่าใครคือผู้ที่ดาวน์โหลดอีบุ๊คเถื่อนไปก็ตาม ทาง Digimarc ก็กล่าวว่าบริษัทจะไม่เก็บข้อมูลของผู้ใช้แต่จะเก็บข้อมูลเป็นแบบผู้ใช้นิรนามแทน (Anonymous Digital IDs)

Digital Watermark VS DRM

เทคโนโลยีลายน้ำดิจิตอล (Digital Watermark) เป็นคนละอย่างกันกับการเข้ารหัสหนังสืออิเล็คทรอนิกส์ที่เรียกกันว่า DRM (Digital Rights Management) โดยที่ DRM จะเข้ารหัสหนังสือไว้เพื่อไม่ให้มีการดาวน์โหลดและอัพโหลดหนังสือ แต่ลายน้ำดิจิตอลเป็นเทคโนโลยีที่ผู้ใช้ไม่รู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ (Invisible) โดยมีจุดประสงค์เพื่อสะกดรอยไปหาที่ต้นตอของผู้ที่แอพอัพโหลดหนังสือไว้ เมื่อทำการตรวจสอบว่ามีการอัพโหลดดาวน์โหลดแบบละเมิดอย่างแน่นอนแล้ว จะทำการแจ้งไปยัง Search Engine (อย่างเช่น Google) เพื่อให้ปลดเว็บไซต์เหล่านั้นออกจากการค้นหา ส่วนผู้ที่อัพโหลดดาวน์โหลดอาจจะมีการดำเนินกฎหมายต่อไปอีกหรือไม่ยังไม่มีรายละเอียดแน่ชัด

ลายน้ำดิจิตอล

ใครได้ประโยช์?

ผู้อ่าน คนที่ซื้ออีบุ๊คอย่างถูกต้องสามารถดาวน์โหลดอัพโหลดอีบุ๊คไปอ่านในเครื่องอีรีดเดอร์หรือแท็บเล็ตที่ได้ลงทะเบียนไว้ การอ่านอีบุ๊คจะไม่ถูกจำกัดอยู่ใน App ที่ตัวเองซื้อเท่านั้น ในปัจจุบันข้อจำกัดที่น่าหงุดหงิดใจสำหรับคนอ่านอีบุ๊คก็คือเมื่อซื้อมาแล้วกลับอ่านได้แต่ใน App หรือ Ecosystem บางตัว เท่านั้น ทำให้ไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของหนังสือที่แท้จริง

นักเขียน การลดการดาวน์โหลดอย่างผิด ๆ ลง ก็เป็นโอกาสที่จะขายได้มากขึ้น

สำนักพิมพ์ รวมไปถึงผู้ดูแลลิขสิทธิ์ การละเมิดลิขสิทธิ์เพลงในยุคที่ mp3 ระบาดในยุคแรก ๆ ส่งผลกระทบรุนแรงจนทำให้บริษัทเพลงหลายแห่งบาดเจ็บสาหัส แม้กระทั่งในไทยเราเอง ยอดขายเทปและซีดีของแท้ถึงกับชะงักไปหลายปี จนกระทั่งวงการเพลงเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง เมื่อเริ่มมีการจัดการขายเพลงดิจิตอลอย่างมีมาตรฐาน เช่น iTunes และช่องทางอื่น ๆ

Source: gizmodo.com , publishersweekly.com , digimarc.com , digitaltrends.com

ห้องสมุด ที่ไม่มีหนังสือ

ห้องสมุดไร้หนังสือ แต่ความรู้อื้อเลยนะ !

หากจะถามบรรดาหนอนหนังสือว่าสถานที่สุดโปรดของพวกเขามีที่ไหนบ้าง เชื่อขนมกินได้เลยว่า ห้องสมุด จะต้องเป็นหนึ่งในลิสต์อยู่ด้วยเป็นแน่ และถ้าถามต่อไปอีกว่าทำไมถึงชอบเข้าห้องสมุดกันนัก เราก็อาจจะได้คำตอบต่าง ๆ กันไปเช่น ชอบบรรยากาศที่เงียบสงบจะได้มีสมาธิในการอ่านหนังสือ บางคนก็ชอบที่มีหนังสือให้อ่านฟรีมากมายประหยัดตังค์แถมยังเย็นสบายอีกต่างหาก บางคนอาจจะแวะมาหลับเอาแรงหรือไม่ก็ได้เหล่สาวเป็นของแถมไปในตัว บางคนก็อัพเลเวลไปถึงขั้นที่ว่าชอบเข้าห้องสมุดเพราะชอบกลิ่นหนังสือ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือชอบเข้าไปอ่านหนังสือนั่นเอง แต่มันจะเป็นอย่างไรถ้าวันหนึ่งเกิดไม่มีหนังสือในห้องสมุดเลยแม้แต่เล่มเดียว ? คำถามนี้ไม่ได้เป็นแค่ความคิดเล่น ๆ อีกต่อไปแล้ว เมื่อห้องสมุดไร้หนังสือหรือ Bookless Library ได้มีขึ้นแล้วจริง ๆ เราลองไปดูกันว่าผู้ใช้งานห้องสมุดจะทำอะไรได้บ้างกับห้องสมุดที่ไม่มีหนังสือจริง ๆ ให้ได้อ่านเลยสักเล่ม

BiblioTech : ห้องสมุดแห่งแรกของโลกที่ไม่มีหนังสือสักเล่ม

BiblioTech เป็นห้องสมุดชุมชนในซานติเอโก สหรัฐอเมริกา โดยได้เปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2013 ที่ผ่านมา สำหรับการตกแต่งห้องสมุดดังกล่าวอาจจะไม่ใช่ห้องสมุดที่สวยที่สุดในโลกแต่ที่แน่ ๆ ที่นี่คือห้องสมุดสุดไฮเทคแห่งหนึ่ง มองดูเผิน ๆ บรรยากาศออกจะไปทางร้านอินเตอร์เนตคาเฟ่เสียมากกว่าเพราะภายในเรียงรายไปด้วยคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสุดเท่ห์จาก Apple แต่อาจจะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่บรรยากาศเงียบสงบที่บอกถึงความเป็นห้องสมุดอยู่นั่นเอง ขึ้นชื่อว่าห้องสมุดแล้วก็แน่นอนว่าผู้เข้าใช้งานย่อมจะได้ใช้บริการต่าง ๆ ตามปกติ เช่น อ่านหนังสือนิยายในรูปแบบอีบุ๊คภายในห้องสมุดเอง หรือไม่ก็ยืมอีบุ๊คไปอ่านได้เป็นเวลาสองสัปดาห์โดยการโหลดหนังสือเข้าอีรีดเดอร์หรือแท็บเล็ตของตนเอง ยิ่งกว่านั้นถ้าหากใครจะยืมตัวเครื่องอีรีดเดอร์ไปด้วยทางห้องสมุดเขาก็มีให้ยืมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีห้อง Study Room เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้ใช้บริการอีกด้วย

การที่มีห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบดังกล่าวจะทำให้ความหมายของห้องสมุดเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรและมันจะไปลดบทบาทหนังสือเล่มลงหรือเปล่า สำหรับประเด็นนี้ ผู้พิพากษา Nelson Wolff (เนลสัน วูลฟ์) ซึ่งเป็นผู้ที่ริเริ่มโครงการนี้ได้กล่าวว่า “เราต่างรู้ดีว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ผมเองก็อ่านหนังสือเล่มและก็ยังรักหนังสือเล่มอยู่ ผมว่ามันน่าจะเป็นเรื่องดีมากกว่าที่เราได้นำเทคโนโลยีมาให้บริการแก่ชุมชนของเรา” เว็บไซต์ BiblioTech กล่าวว่า เนลสันได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือยอดนิยมเกี่ยวกับชีวประวัติของ Steve Jobs ซึ่งเขียนโดย Walter Isaacson โดยเขาคิดจะสร้างห้องสมุดดิจิตัลขึ้นมา และภายในเวลาไม่ถึงปีห้องสมุดดิจิตอลก็ถือกำเนิดขึ้น โดยที่วันแรกที่เปิดทำการก็มีสมาชิกมากกว่า 1,000 คน

ข้อดีของห้องสมุดดิจิตอลก็คือจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ โดยใช้พื้นที่น้อยลงรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้วย “เราจะหันไปให้ความสนใจกับสมาชิกของเราและเข้าถึงชุมชนให้มากขึ้น และไม่ต้องไปจัดการด้านการบริหารหนังสือเล่มอีกต่อไป” Ashley Eklof (แอชลีย์ เอคล๊อฟ) หัวหน้าบรรณารักษ์กล่าวเสริม

http://youtu.be/1v1ZxWojVkc

Florida Polytechnic University : ห้องสมุดดิจิตอลอีกแห่ง

มหาวิทยาลัยเปิดใหม่อย่าง Florida Polytechnic University เป็นอีกแห่งที่ให้บริการห้องสมุดดิจิตัลเต็มตัว โดยที่นี่มีหนังสือในคลังอยู่ราว 135,000 เรื่อง และไม่มีหนังสือจริงแต่อย่างใด แต่ก็ยังมีระบบที่เข้าถึงคลังหนังสือจริงได้จากระบบของ State University System’s Interlibrary Loan Program แต่ทางมหาวิทยาลัยกล่าวว่า ต้องการให้นักศึกษาใช้บริการในรูปแบบดิจิตอลมากกว่า โดย Kathryn Miller ผู้อำนวยการห้องสมุดกล่าวว่า “ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการอ่าน การค้นคว้าและการจัดการเอกสารดิจิตอลเป็นเรื่องสำคัญมาก ห้องสมุดของเราได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีความคุ้นเคยต่อการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้”

แม้จะไม่ใช้ห้องสมุดไร้หนังสือแห่งแรก แต่ห้องสมุดของ Florida Polytechnic University ก็สะท้อนถึงความเป็นห้องสมุดยุคใหม่ด้วยดีไซต์การออกแบบอันสวยงามล้ำสมัย โดยที่อาคารด้านนอกเป็นรูปโดมสีขาวและบริเวณภายในจัดสัดส่วนการใช้งานไว้อย่างสวยงามด้วยฝีมือการของแบบของสถาปนิกชาวสเปนชื่อ Santiago Calatrava (ชมภาพห้องสมุด ได้ที่สไลด์ด้านล่าง)

[metaslider id=993]

การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ใช่ว่าใคร ๆ จะเห็นดีเห็นงามไปเสียหมด อย่างเช่นพาดหัวข่าวจาก Tampa Bay Times ถึงกับกล่าวว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องน่าเศร้าเลยทีเดียว บทความดังกล่าวได้ถอดคำพูดของ Kathleen McCook (แคธลีน แม็คคุ๊ก) อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ University of South Florida ซึ่งเป็นผู้สอนด้านประวัติศาสตร์หนังสือและวิชาบรรณารักษ์ กล่าวว่าบรรณารักษ์จะช่วยแนะนำหนังสือดี ๆ ให้กับผู้อ่านได้ โดยเธอกล่าวต่อว่า “มันอาจจะเป็นชีวิตยุคใหม่แบบดิจิตอลก็จริง แต่ฉันคิดว่าในระยะยาวมันอาจจะไม่สร้างประสบการณ์ได้เทียบเท่ากับห้องสมุดที่มีหนังสือจริง”

Photo Credit: Florida Polytechnic university facebook
Credit: theguardian.com , bexarbibliotech.org , cbsnews.com , youtu.be/5BoeWQA732U

1 2 3
error: Content is protected !!