• You are here:
  • Home »
  • ไม้ เมืองเดิม

Tag Archives for " ไม้ เมืองเดิม "

รอยไถ

นวนิยายเรื่อง รอยไถ ตอนที่ ๑ : โดย ไม้เมืองเดิม

[dropcap]ใ[/dropcap]นกระท่อมเล็ก ชายทุ่งบางเขนมื่อโน้น เจ้าผู้ชายหน้าคล้ำ ยืนเยี่ยมหน้าต่างโรงนา มองฝนที่เพิ่งขาดเม็ดปรอยไปได้สักครู่ อ้ายเอี้ยง ฝูงใหญ่ถลาลงเนื้อนา ไซ้ปีกรับแสงแดดอ่อนที่ส่องมา อีกเมื่อฝนหาย เห็นทุ่งโล่งสว่างเวิ้งนาแจ่มใส เจ้าลือหนุ่มที่ยืนเยี่ยมหน้าต่างก็ถอนใจยาวผืนนาใหญ่ลิบ ๆ นี้หลุดเป็นของเจ้าอ่อนไปสิ้นแล้ว และที่เจ้าอ่อนยอมให้เช่าทำกิน ก็เพราะมันเห็นแก่บัวเผื่อนเมียรักเจ้าลือ ซึ่งเคยเป็นคู่ติดพันกันมาแต่เก่าก่อนเท่านั้น แดดจ้าขึ้นอีกเพราะกำลังบ่าย เจ้าลือรู้สึกเมื่อย เพราะยืนมาตั้งแต่ฝนยังไม่หาย จึงถอยมาที่แคร่นอน ตั้งใจจะนอนเอนหลัง แม่เอ๋ย บัวเผื่อนเจ้าหลับไหลสนิทอยู่ก่อน เพราะเมื่อคืนอ้ายแดงไม่สบายกวนตลอดรุ่ง

อ้อ, เจ้าบัวผันน้าสาวกำลังนั่งเหยียดขาหลังอิงเสาไกวเปล แต่เจ้าแดงอายุครึ่งขวบก็ยังนอนดิ้นกระทุ้งขาไม่หลับ พอเหลือบพบกัน น้าอ้ายแดงก็ค้อนให้ขวับ แล้วตะเพิดเสียง “เอ้า, เมื่อไหร่จะหลับเสียสักทีเล่า รู้ว่าจะนอนยากนอนเย็นยังงี้ละก้อ ทำไมไม่ให้พ่อมึงจ้างขี้ข้ามานั่งไกว”เจ้าพี่เขยลือสะดุ้ง เจ้าบัวผันมันพลอยนิสัยเสียตามพี่สาวมันไปแล้วอีกคนหนึ่ง แต่บัวผันมันยังอ่อนแก่การนัก เพราะเป็นสาวอยู่เมื่อท้ายปีกลายนี้เอง ก็ทำดัดจริตใส่งอน มันหัวเราะก๊าก ลือหัวเราะจนบัวผันนึกเคือง ร้องถามว่า “หัวร่ออะไร? “อ้าว, แน่ะ อีผันนี่ เอ็งจะพิกลเสียใหญ่แล้ว” นังน้องเมียยิ่งเคืองพูดย้ำ ๆ ว่า “อีผัน หนอยเรียกอี ฉันเป็นขี้ข้าปากพี่ลือเร๊อะ จะได้มาเรียกอี” “อูว๊ะ ! ก็ข้าเคยเรียกยังงี้มาแต่ไหนแต่ไรนี่ล่ะ เอ็งมันพาลเสียสิ้นดีเชียวโว้ย ผัน” “พาลอะไร ? ” “ทำไมจะไม่พาล” เจ้าพี่เขยยืนยัน แล้วชี้ไปที่ลูกชาย “แน่ะ ข้าขอถามหน่อยเถอะว่า อ้ายแดงไม่หลับน่ะ หน้าที่ของเอ็งมันควรจะกล่อมดีกว่าจะด่าอ้ายแดงป่ายมาถึงข้าใช่ไม๊ล่ะ ? ” “ฉันไม่ได้ด่า ฉันพูดจริง ๆ เมื่อร้อนหูใครก็อย่าฟังซี” แลัวก็ค้อนขวับ ๆ หันหลังให้ เจ้าพี่เขยนึกระอาที่จะต่อล้อต่อเถียงอีก จึงหลบไปยืนอยู่ที่ประตูโรงนา มองแดดกล้าซึ่งส่องทุ่งเป็นตัวยิบ ๆ กำลังจะเพลิน ก็เป็นแน่แล้วที่เจ้าบัวผันคงจะคลายโมโหสิ้นงอนไปบ้าง เพราะส่งเสียงกล่อมอ้ายแดงอย่างเพราะเจาะหลายเพลงมาแล้ว ที่เจ้าลือมันนั่งนิ่งฟัง ชมเชยเสียงกล่อมของนังน้องเมีย จนกระทั่งถึงอีกเพลงหนึ่ง
“วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ มีต้นข้าวโพดสาลี
ลูกเขยมันตกยาก แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี
โอ้ข้าวโพดสาลี ป่านฉะนี้จะโรยรา”

พอสุดเสียงกล่อม เจ้าลือก็หันขวับมา เพราะข้อความเนื้อเพลงกล่อมนั้นกินใจลึก เจ้าผันจึงกล่อมเป็นลางปาก พูดกับน้องเมียสีหน้าไม่ค่อยดีว่า “เอ็งกล่อมเพลงอื่นเถอะว๊ะผัน” น้าเจ้าแดงกลับนึกฉิวไปว่า พี่เขยจะย้อนมาแขวะหาเรื่อง “เอ๊ะ ! นี่มันจะไม่รู้แล้วกันมั่งรึยังไง ฉันกล่อมอ้ายแดงก็ เพราะจะให้มันหลับนอนหรอก จะได้ไปทำงานอื่นมั่ง ก็แล้วจะห้ามปากห้ามเสียงกันยังงี้น่ะ ใครเป็นคนพาล ? ” “เปล่าหรอกว๊ะ ผัน,” ลือตอบเสียงอ่อย นึกอายหัวใจตัวเอง “ใช่ข้าจะพาลรีพาลขวางหรอก แต่เพลงนี้ข้าไม่ชอบ” บัวผันทิ้งสายไกว “ฉันกล่อมให้อ้ายแดงฟัง แต่เมื่อทำดีไปแล้ว มันไม่มีคุณก็ไม่กล่อม” “ฟังข้าก่อน” ลือว่า และโบกมือห้ามน้องเมีย “เอ็งอย่าอึกทึกนักซี เดี๋ยวเจ้าเผื่อนตื่น ก็จะหันมาเล่นข้าอีกแน่ะ ผัน เอ็งน่ะเข้าใจผิดรู้ไม๊ เอ็งทำคุณแก่อ้ายแดงก็เหมือนทำคุณแก่ข้า แต่เพลงอื่นถมไปนี่ว๊ะผัน เพลงไหนๆ ก็ได้ออกถมถานไป หูฟังอย่างอ้ายแดงน่ะ มันไม่รู้เพราะรู้เจาะหรอก” บัวผันประหลาดหัวใจนัก คิดไม่ออกว่าทำไมจึงถูกห้ามกล่อมเพลงนี้ ครั้นจะว่าพี่เขยมันพาลชวนทะเลาะ แต่สีหน้าและคำกล่าวก็ไม่มีวี่แวว หากนิสัยเอาชนะหัวดื้อของเจ้าผันมีอยู่มาก จึงเถียงไปเสียอีกข้างๆ “จำได้เพลงนี้ก็กล่อมเพลงนี้ แล้วประเดี๋ยวจะกล่อมอีก”

รอยไถ ไม้ เมืองเดิม

เจ้าลือส่ายหน้าหนักหัวใจ ทั้งพี่ทั้งน้องมันงอนไม่ทิ้งนิสัยกันเลย และครู่นั้นก็ใจคอหาย เพราะเจ้าบัวเผื่อนมันตื่นขึ้นมอง “อะไรกันพี่ลือ ฮึ! เจ้าถามเสียงขุ่น “แม๊พอ จะได้ม่อยพักมั่ง งีบสองงีบ ก็เถียงกันขึ้นมาอีก เหมือนยังกะจะแกล้ง มันเป็นเรื่องอะไรกันวะ ผัน ? ” “จะมีอะไรเสียอีก” ผันตอบพี่สาวฉุน ๆ “ข้าไม่เห็นมีเรื่องอะไรเลย นอกจากข้ากล่อมอ้ายแดงพอจะหลับ พี่ลือก็เกิดมาห้ามกล่อมเสียอีก ข้าก็แปลกนัก” พอฟังตอบน้องสาว บัวเผื่อนก็ค้อนแปล็บมายังผัว “พิลึกคน ไม่กล่อมแล้วทำไมมันจะหลับนะ รึว่าจะให้มันอยู่กวนคนกวนโลกเล่น แล้วน้ำมะหน้าแก นะจะมาอยู่เลี้ยงเร๊อะ” ลือนั้นขี้เกรงใจเมีย แต่เห็นช่องจะได้พูดถึงความหวาดระแวงในใจที่เก็บไว้นาน ก็ตอบอ้อมแอ้มเหมือนจะเย้าเมียเล่น “เจ้าผันมันกล่อมเพลงวัดโบสถ์ ก็เพราะดีหรอก แต่พอฟัง ๆ ไปมันรำคาญหัวใจฉัน” “รำคาญบ้าอะไร” ลือหัวเราะไม่สนิท “มันน่ารำคาญน่ะแม่เผื่อน เพราะกลอนกล่อมมันไปลงลูกเขยตกยาก แม่ยายก็พราก-เอ้ออ้ายฉันน่ะมันอดระแวงที่จะคิดไปเสียมิได้เท่านั้น ถึงได้ขอให้มันเลิกกล่อม” บัวเผื่อนแค่นหัวเราะ “อ้อ ! มิน่าล่ะ อ้ายคนเรา ลงหัวใจมันไม่หมดบ้าแล้ว ก็มักจะคิดบ้านอกทางไปเสมอ เถอะ, เมื่อคิดได้แล้วข้าก็ทำได้เหมือนกัน แล้วจะมาว่าไม่ดีนะ”

“ว๊ะ บัวเผื่อน” เจ้าผัวร้องเต็มเสียง “เราพูดเย้ากันเล่นหรอกน๊ะ แล้วทำไมโกรธเอาเป็นจริงเป็นจังไปเล่านั่น” “ไม่รู้” เจ้าโบกมือ “คนเราถ้าใจไม่คิดแล้ว ปากมันไม่พูดหรอก” “โธ่เอ๊ย ! เย้าเล่นเท่านั้นก็โกรธ” ลือทรุดนั่งลงใกล้ ๆ นึกเป็นกรรมของมันเองที่ได้เมียสวย แล้วต้องร้อนหัวใจไม่สร่าง แล้วเลยพูดปะโสปะเสไปอีก “ผัวกันเมียกันก็ต้องเย้ากันมั่ง ถึงแม่เผื่อนก็พูดเย้าฉันไม่เป็นจริงไปได้ ใช่ไม๊ล่ะ อะไรลูกเต้าเราก็มีด้วยกัน จะเป็นไปงั้นเชียวเร๊อะ แน่ะ, อย่ามัวทะเลาะกันอยู่เลย ฉันน่ะตั้งใจจะปรึกษาว่า จะให้แม่เผื่อนออกปากยืมควายแม่แกมาสักคู่หนึ่ง เพราะในวันมะรืนฉันคิดจะ ออกทุ่งไถดะเสียก่อนเร็ว ๆ พอ ๓ วันเสร็จก็ไถแปร เห็นเป็นไง ? แต่เมียถามขัดคอว่า “ยืมมาขายเล่นโปอีกงั้นเร๊อะ” “แล้วกัน” เจ้าผัวหน้าสลด “พูดจริง ๆ นาแม่เผื่อนนา โธ่ ! อ้ายเรื่องหลัง ที่มันแล้วกันไปน่ะ จะเก็บมาฟื้นอีกทำไมน่ะแม่เผื่อน ฉันน่ะรึเห็นว่าฝนมันลงมาราวฟ้าจะแตก พอจะลงไถได้แล้วสบาย ถึงได้คิดจะให้ออกปากยืมแม่แกสักคู่หนึ่งก่อน” “เฮ๊อะ” เมียหัวเราะใส่หน้า “ฉันได้ห้ามแลัวแต่เมื่อปีกลายก็ไม่เชื่อ งัดเอาโน่นนี่มาอ้าง จะเลิกนาซื้อเรือล่องแลกข้าวละ อะไรสารพัด โฮ่ย, ขี้เกียจฟังไหนล่ะอ้ายควาย ๒ คู่ที่ขายน่ะ ได้ซื้อเป็นแจวมาได้มั่งไม๊ สักครึ่งค่อนเล่ม” ลือหัวเราะไปแกนๆ พอหลบตาจากเมียก็พบเจ้าผันกำลังค้อนเอาค้อนเอา แถมพูดว่า “หลักแจวไว้ตีหมาก็ไม่ได้” “เอานั่นอีผัน” เจ้าพี่เขยอดหัวเราะไม่ได้ “เอ็งมันคอยเป่ากันเป็นพายุอยู่ยังงี้ข้าก็แย่” “แปลว่าฉันหูเบางั้นซิ” เผื่อนสอดขึ้นมา “ดีละน่าที่แม่แกไม่อยู่ ถ้าอยู่ก็จะต้องโดนด่าแหลกกว่านี้” ลือได้แค่พยักหน้า เพราะคำของเผื่อนเป็นคำจริง ยายบัวที่มันตกเข้ามาเป็นเขยนั้น ไม่ว่าใครต้องออกปากหมด ทุ่งบางเขนตลอดทั้งทุ่งสองห้องและบ้านกูบแดง ใครๆ ก็ให้สติเตือนมันแล้วหนักหนา “ฉันตั้งใจแท้นาเผื่อนนา” ลือออดแก้ตัวไปอีก “ฉันคิดตกแล้วว่า จะตั้งหน้าทำมาหากินจริงๆ เพราะอ้ายแดงมันก็นับวันแต่จะโตขึ้นทุกวัน” “โฮ่ย อย่าเลย อย่าไปคิดไถคิดหว่านให้มันเหนื่อยยากทำไม ปากท้องอ้ายแดงกะฉันน่ะไม่อดหรอก เพราะแม่แกยังมีชีวิตอยู่ พี่ตั้งหน้าหาเงินทำทุน เล่นโปกินเหล้าเลี้ยงเพื่อนต่อไปดีกว่า”

ฟังเมียแล้วสิ้นปัญญา สิ้นข้อคำที่จะอธิบายพอเข้าใจได้อีก แล้วก็นึกหนักอกไปถึงแม่ยาย ที่จะคอยด่าซ้ำเติมช่วยลูกสาว ชั่วครู่นั้นเจ้าลือก็ตะลึงงัน เพราะได้ยินเสียงตะโกนร้องเรียกชื่อบัวเผื่อน ไม่ช้ายายบัวก็ปราดโผล่มาที่ประตู มันใจคอหาย เพราะยายบัวแกเหมือนปีศาจ นึกไม่ผิดเลยว่าสัญชาติอีคนนานตาย พอนึกถึงคราวไรเป็นมาเสียทุกที ยกมือไหว้แกสีหน้าเรี่ย ๆ “เอ้อ-เชิญนั่งซียะแม่” แกโยนพายโครมเป็นการรับไหว้ มองหน้าลูกสาวลูกเขย แล้วก็เดาความเอาเอง
“อะไรกันขึ้นอีกล่ะฮึ อีเผื่อน” ค้อนปราดมาหาเจ้าลือ “กัดกันอีกแล้วซิ เออ ! ให้มันได้ยังงั้นซีวะ แน่ะเจ้าลือข้าจะบอกให้ อีเผื่อนน่ะ มีเถ้าแก่มาสู่ขอตบแต่ง มิใช่แล่นตามเอ็งมารู้ไม๊ล่ะ แล้วเอ็งจะมานั่งเคี่ยวเข็ญชวนทะเลาะวิวาทน่ะ มันจะไม่เกรงใจ ล้างอำนาจกันมากเกินไปเสียละ” “ฉันตายโหง” ลือหันไปทางแม่ยายที่กำลังเท้าเอวพูดตรัสรู้เอาเอง แล้วก็ลั่นสาบาน “ให้ตายไปเถอะแม่ อะไรฟังกันยังไม่ทันได้ศัพท์ ก็พูดกันเสียเป็นคุ้ง สองคุ้ง แม่ลองถามนังผันมันดูซีล่ะ ว่าฉันปรึกษากัน หรือทะเลาะเบาะแว้งกัน” “ข้าไม่รู้” ยายบัวไม่ฟังเสียง “ข้าน่ะแสนจะรำคาญนัก พอมาถึงนี่คราวไรก็เห็นปั้นหน้ายักษ์เข้าใส่กันทุกที แล้วจะให้ข้านึกว่ายังไง อีผันก็เหมือนกัน เมื่อว่าหลานมันค่อยหายสบายดีแลัว ก็ควรจะกลับบ้านช่องเสียทีซิ จะมาจมกินแก้วอะไรอยู่ล่ะ” บัวผันนั่งนิ่ง เจ้าลือนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ สิ้นศรัทธาที่จะพูดชี้แจงตัวเองว่า ถ้าดูหางเสียแต่แรกแล้วก็จะรู้ว่าช้าง เพราะตัวมันก็รู้นิสัยสันดานยายบัวอยู่ดีก่อนจะตกมาเป็นเขยว่าเป็นคนเช่นไร แต่ก็ไม่นึกว่าหญิงงามอย่างเจ้าเผื่อนจะมีนิสัยเช่นแม่

กระทั่งเย็น กว่าเจ้าลือลูกเขยจะเข้ารอยยายบัวได้ ก็ต้องประจบประแจงเสียอ่อนใจเพราะมาคิดว่าชั่ว ๆ ดีๆ ก็ยังเกี่ยวข้องเป็นเขย และสันดานของยายบัว เมื่อนิ่งทนให้ด่าแล้วโมโหก็หมดไปเอง แล้วก็เข้ารอยกันได้ ตลอดจนกระทั่งเจ้าเผื่อนและน้องเมียมันเอง ก็กำลังอุ้มเจ้าแดงขึ้นจากเปลเมื่อตื่น เมื่อให้สัญญาเป็นคำแน่แล้ว เจ้าลือก็แทบจะโลดเข้ากอดยายบัว ที่แกให้อนุญาตยืมควายคู่หนึ่งสำหรับจะใช้ไถในวันรุ่งขึ้น และก็ปล่อยให้เจ้าบัวเผื่อนกับแม่เจ้าคุยกันตามลำพัง ส่วนตัวเองเลี่ยงไปทางน้องเมีย หาเอาใจใส่กับการซุบซิบสนทนาของสองแม่ลูกไม่ พื้นนิสัยเดิมของเจ้าลือนั้น เมื่อสบายใจก็มักจะเป็นคนขี้เล่นขี้เย้า ครั้นบัวผันกำลังกอดฟัดอ้ายแดงก็ถามว่า ‘‘เอ็งรักมากรึผัน ข้าให้เอาไม๊ล่ะ ?” “แค่นจะพูด” เจ้าผันสะบัดเสียง “มีอำนาจยังไงจะมาบอกอนุญาตให้อ้ายแดง ?” “ก็ข้าเป็นพ่อมัน แล้วทำไมจะให้ไม่ได้” ผันชี้มือไปทางประตูโรงนา ซึ่งพี่สาวกำลังยืนพูดซุบซิบกับแม่ “โน่นแน่ะ, เขาจะได้เหยียบอกเอาปะไร แต่ถึงพี่เผื่อนจะอนุญาต ข้าก็ไม่อยากจะได้พันธุ์นี้ไว้หรอก” “เอ๊ะ ! เป็นไงว๊ะผัน ?” พี่เขยมันหัวเราะถามอมยิ้ม “ข้าก็ไม่ใช่คนเสียหายอะไรนี่ล่ะ” “ย่ะไม่เสีย” ผันประชดให้ “กะล่อนเป็นกรด จนจะไม่มีใครเขาคบแล้ว รู้ไม๊ ?” “ช่างหัวมันเถอะคนอื่นน่ะ รักกะชังใครจะไปห้ามใจใครได้ ว่าแต่อ้ายแดงเถอะ กะพ่อมันใครจะน่ารักกว่ากัน ?”

ผันเจ้าตอบคำเดียว “บ้า” แล้วก็ค้อนให้ “ไปออเซาะพี่เผื่อนเขาเถอะ อย่ามาทำปากพล่ามทีเล่นทีจริงหน่อยเลย ฉันไม่ชอบหรอก” “อ้าว !” ลือหัวเราะหน้าเจื่อน “เอ็งทำไมถึงระแวงไปนั่นล่ะ ?” ผันชี้หน้า “อย่าแก้ตัวเลยรู้เท่าหรอก ทำปากเปราะไปน่ะ ทุกวันนี้รู้สำนึกตัวมั่งรึเปล่าว่าเป็นยังไร” เห็นน้องเจ้าเผื่อนพูดจาขึงขัง และก็ล้วนเป็นข้อพิศวงมืดแปดทิศ ลือก็แปลกใจนัก ครั้นจ้องมองหน้าจะถามเจ้าผันก็เมินหลบไปที่อื่น แต่มาคิดไปอีกที คำเจ้าผันก็คงไม่มีหมายอะไรผิดไปกว่า ที่จะแกล้งว่ามันให้เจ็บ ๆ แสบ ๆ ในเรื่องแม่ยายเกลียด จึงตอบไปอย่างคำตลกคะนองไม่มุ่งไปอื่นว่า “ข้าก็รู้ว่าใครๆ เขาเกลียดข้า แต่แม่แกไม่เกลียดข้าแล้วเท่านั้นเป็นพอ ถึงเอ็งก็เหมือนกัน ไม่เกลียดข้าไม่ไช่รึ ?” “โอ้ย ! ไม่ต้องมาทำปะเหลาะ ทั้งทุ่งสองห้องย่านบางเขนนี่แหละ ไม่เคยจะเกลียดหน้าใครมากเหมือนพี่ลือเลยจะบอกให้” มันหัวเราะก๊ากแกล้งให้งอหาย “เออ! งั้นซีวะ พี่ชอบใจเอ็งนักผัน ว่าแต่เอ็งรักข้ามากจริง ๆ ล่ะรึ” “บ้าซี เออ ! คนเราน๊ะนี่มันจะบ้าไปถึงไหนกัน บอกอยู่หยก ๆ ว่าเกลียด-เกลียด” ฟังคำเน้นของเจ้าผัน ลือยิ่งชอบที่จะยั่วใหญ่ “เกลียดมันก็คือว่ารักนั่นแหละว๊ะผัน ใช่ไม๊ล่ะ” ผันหน้าเง้าแล้วเอ่ยปากตะโกนเรียกพี่สาว “พี่เผื่อน” ลือใจหายวาบ ถ้าอีผันคิดเขวไปว่าเกี้ยวมันแล้วคงจะเดือดร้อนอีก จึงจุปากห้าม แต่ก็ไม่ทันกันเพราะเสียงแหวมาจากเจ้าเผื่อน “อะไรกันอีกล่ะ ? ” “ดูพี่ลือซี” ผันชี้ไปที่เจ้าพี่เขยซึ่งยืนหน้าถอดสี “พี่ลือตามมายั่วข้าอีก” ค่อยโล่งใจถนัด ที่ผันมันตอบไปอีกทาง จึงหัวเราะกลบเกลื่อนแต่ก็ไม่วายจะถูกเมียลงขอเอาอีก “พี่ลือก็เป็นเด็กไม่รู้สึกเลย โตจนมีลูกเต้าแล้วยังจะทะเล้นเป็นเด็ก ๆ” “เปล่าหรอก แม่เผื่อน” “อย่าเปล่า ข้ารู้สันดานพี่ลืออยู่ดีหรอก อย่าเถียงน๊ะ อย่าเถียงเป็นอันขาด” เจ้าคนขี้เกรงเมียก็ยอมเงียบเป็นปลิดทิ้ง นอกจากหัวเราะอารมณ์ดีเข้าต่อ แล้วพูดเถลไถลถึงเรื่องงานนาที่จะไถในวันรุ่งขึ้นกับแม่ยาย และก็น่าประหลาดที่ยายบัวมิได้ด่าซ้ำซากเพิ่มเติมเหมือนอย่างก่อน เป็นแต่บอกให้บัวผันเก็บผ้าผ่อนเข้าห่อเตรียมกลับบ้าน เพราะเจ้าแดงก็พอจะหายสบายดีแล้ว จึงเป็นอันที่เจ้าลือจะต้องรับหน้าที่เลี้ยงลูกไปก่อน เพราะบัวเผื่อนจะต้องส่งแม่ที่ลำคลองชายนาโน้น

เรือแจวเกยเลนอยู่ชายตลิ่ง ถัดเรือสำปั้นยายบัวไปข้างเหนือ คนในประทุนนั่งชะโงกหน้า เฝ้าจ้องและชะเง้อตามองไปตลิ่งบ่อยครั้ง แล้วบ่นกับคนแจวที่นั่งง่วงอยู่ท้ายลำว่า “น้าแกบอกกะเอ็งว่า สักเมื่อไหร่จะกลับว๊ะ เปลี่ยน เอ็งจะฟังไม่แน่ละกระมัง ?” เจ้าคนแจวท้ายที่ชื่อเปลี่ยน ก้มมองมาในประทุน “แกบอกว่าพลบแน่นี่พี่อ่อน” “อูบ๊ะ” นายอ่อนเอ็ดเจ้าเปลี่ยน “ก็นี่มันร่วมจะพลบอยู่แล้ว เห็นไม๊ล่ะ, แล้วเรื่องแม่เผื่อนว่าไง เขาบอกเอ็งรึเปล่า ?” เจ้าเปลี่ยนสั่นหน้า “เอาแน่ไม่ได้, แม่เผื่อนบอกว่าหากเหมาะลางทีจะมาส่งน้าบัวด้วย” “บ๊า !” นายอ่อนเพิ่มความกระวนกระวายขึ้นอีก “คอยก็นานอยู่นักแล้ว ถ้าไม่พบก็เลยเสียเวลาเปล่า” แต่ครู่นั้น เจ้าเปลี่ยนก็ชะเง้อตัวชี้มือข้ามประทุนไปบนตลิ่ง “โน่น ! มันมากันลิบๆ โน่นใช่ไหมนั่น ?” “ฮึ ! ใช่แน่รึ อ้ายลือมาด้วยหรือเปล่าหนอ ?” เจ้าเปลี่ยนยืนป้องหน้าอยู่สักครู่ “ผู้หญิงทั้งนั้น อ้อ ! แม่เผื่อนก็มา อ้ายลือคงจะถูกเลี้ยงลูกถึงไม่เห็น”

นายอ่อนดีใจนัก โมโหหายเป็นปลิดทิ้งที่จะได้พบเจ้าเผื่อนชิ้นเก่า ถึงจะมีลูกไปแล้วก็ดี แต่ความงามของเผื่อนไม่ลดเลย บัวผันเสียอีกทั้งๆ ที่ยังกำลังสาว ก็งามไม่ลบแม่เผื่อนไปได้ “เข็น, อ้ายเปลี่ยน” นายอ่อนพยักหน้ากับสมุนแจวท้าย “ต้องลงเข็นให้ใกล้ตลิ่งเข้าไปอีก หาไม่ข้าจะขี่คอเอ็งบุกเลน” เจ้าเปลี่ยนเต็มใจลงเข็นเรือมากกว่าให้ขี่คอ เมื่อฟังคำสั่งนายอ่อนแลัวก็โดดลงท้ายเรือ ไหล่ดันเต็มแรงจนเรือเขยิบเข้าใกล้ ห่างอีกเพียงชั่วแขนกว่า ๆ แล้วชู้คอยของเจ้าเผื่อนก็เผ่นแผล็วขึ้นตลิ่ง ยายบัวใกล้เข้ามาอีก บัวเผื่อนช่วยน้องสาวหิ้วห่อผ้าอยู่กลาง ถัดไปเจ้าผันถือพายเดินตามมาหงอย ๆ ทั้งแม่และพี่สาวที่เดินไปข้างหน้า หารู้ไม่ว่าเจ้าผันนั้นมันเหลียวหลังไปดูโรงนาที่เห็นลิบๆ อยู่ข้างหลังโน่นด้วยหัวใจพิกล

ไม่ทันจะถึงตลิ่งที่ผูกเรือไว้ นายอ่อนก็รีบวิ่งไปรับห่อผ้าจากบัวเผื่อน “แหม ! นึกว่าจะไม่มาเสียอีก” แล้วมองไปทางคนสุดท้าย “อ้อ แม่ผัน, จะกลับบ้านวันนี้ด้วยละมัง ?” ผันพยักหน้าหงอยๆ ได้ยินพี่สาวตอบนายอ่อนว่า “เพิ่งจะรู้จากแม่เมื่อครู่นี้เองว่าพี่จะมา แล้วก็กระทันหันเหลือเกิน” “ฉันเพิ่งกลับจากบางกอก หัวใจร้อนเหมือนจะตาย” ชู้รักเจ้าเผื่อนพูดแก้ แล้วก็เลยขยายถึงความมั่งมีและธุระที่ไปบางกอก “จะตกลงกันในวันสองวันนี้แหละแม่เผื่อน คือว่าฉันคิดเหมาไม้ไปปลูกตลาดและโรงแถวให้เช่า เพราะที่ทางที่รับจำนำเขาก็เพิ่งจะหลุดมา หากจะทิ้งเปล่าให้ที่เหลือไว้ก็นึกเสียดาย” ยายบัวแกฟังปลื้มสมบัติอยู่ห่างๆ กระทั่งลูกสาวคนเล็กไขกุญแจโซ่เรือเสร็จ เดินมารับห่อผ้าจากนายอ่อน “อะไร, จะรีบกลับล่ะรึ แม่ผัน ?” ยายบัวรีบตอบก่อน “เย็นมากแล้ว ตะเกียงก็ไม่มีติดมา หน่อยมืดเสียกลางทางจะเกิดลำบาก” “อ้อ !” นายอ่อนพยักหน้า “งั้นก็ตามใจน้า แต่ถ้าไงค่ำนี้ฉันจะไปคุยที่เรือน” แกรีบเชื้อเชิญเต็มใจ แล้วเข็นเรือจากชายเลน ที่เกยสองคนกับเจ้าผันพายออกกลางน้ำบ่ายหัวล่องลงข้างใต้ หากว่าสายน้ำลดลงเชี่ยวสักเพียงไร หัวใจร้อนของนายอ่อนก็ยังเร็วกว่าที่จะเร่งให้เรือยายบัวพ้นคุ้งไปเสียเร็ว ๆ
“น้าแกไปแล้ว” นายอ่อนเศรษฐีทุ่งบางเขนบอกกับเจ้าเผื่อน “เราไปนั่งคุยกันในเรือก่อนเป็นไร”

“เย็นมากอยู่แล้ว” เผื่อนอิดออด “ที่โรงก็ไม่มีใครนอกจากพี่ลือกับอ้ายแดง” “อ้าว, ก็มีกันอยู่เท่านั้นแล้วแม่เผื่อนจะให้มีใครอีกล่ะ เถอะเราไปคุยกันก่อน แหมฉันน่ะ เพียงไปบางกอกชั่วเมื่อเช้าเท่านั้นเองแต่ดูมันนานยังกะสักปี” เผื่อนเจ้าค้อนสลัดแขนที่นายอ่อนเกาะ “อายพ่อเปลี่ยนเขามั่งเถอะ ไม่เหมาะหรอกที่จะคุยกันน่ะ เดี๋ยวเขามาตามพบเข้าก็จะเกิดเป็นความกันใหญ่แน่ และหมู่นี้ก็ดูเขาระแวงๆ พิกล” “ช่างหัวมันเถอะแม่เผื่อน” นายอ่อนตอบไม่เห็นสลักสำคัญ “เถอะ เมื่อกลัวก็ให้อ้ายเปลี่ยนมันขึ้นมาดูต้นทางก็แล้ว เฮ้ย เปลี่ยนขึ้นมาอยู่บนตลิ่งนี่” พอคนแจวท้ายบุกเลนขึ้นมาตลิ่ง นายอ่อนก็กระซิบที่ข้างหูว่า “เอ็งไปซุ่มอยู่หลังพุ่มข่อยโน้น คอยเฝ้าต้นทาง ถ้าใครมาต้องบอกให้ข้ารู้เร็ว” และผลักเจ้าเปลี่ยนรุนหลังให้ออกวิ่ง ตัวเองโดดลงเรือไปก่อน แล้วยื่นแขนมาให้เจ้าเผื่อนเกาะก้าวพาลงประทุนเรือ เผื่อนนั่งอิงกระทงเรือพับเพียบเรียบร้อย แต่นายอ่อนเหนี่ยวรั้งให้ชิดเข้ามาอีกจนรวบกอดได้

“คิดถึงนัก แม่เผื่อน เออ แล้วหนังสือที่ฝากน้ามานั่น อ่านแล้วรึยัง ?” ถึงมีลูกมีผัว แต่การผิดมือชายเผื่อนก็เกิดประหม่าเสียงตอบสะทกสะเทิ้น “ยังเลย เขาอยู่จะอ่านยังไง เลยต้องเหน็บซ่อนไว้ นั่งห่างหน่อยไม่ได้เร๊อะ ?” “โธ่เอ๋ย เผื่อน, ถ้ารวมตัวกันเสียได้ฉันก็จะรวม แม่เผื่อนไว้เสียในหัวใจทีเดียว” เผื่อนเงยหน้าค้อน “เพราะหูนัก ก็เห็นจะเป็นแต่เดี๋ยวนี้หรอก ต่อไปก็ยากจะเชื่อ เพราะพี่มีเงินและสาวนางก็มีออกตลอดทุ่งบางเขน พี่จะเลือกใครก็ได้” “โอ๊ย ! เผื่อน” อ่อนหัวเราะเหลือขัน จูบเผื่อนเมื่อเผลอแล้วหยอกเย้า “คนเราลงมันถูกหัวใจแล้ว จะต้องมาเลือกสาวเลือกนางอยู่ว่าไร จริงหรอก อีสาวๆบ้านอื่นนะ ถมเถไปถ้าจะต้องการ แต่หัวใจมันไม่รัก แล้วจะทำยังไง ?” เผื่อนโห่ให้ “รักเมียเขา เฮ่ว ! เขาชมจนชํ้าหมดแล้ว ก็มาหลงเก็บ” “แต่เผื่อนของพี่ยังไม่หายหอม” นายอ่อนพูดดื้อๆ มือกอดเจ้าเผื่อนๆ ก็รั้งให้เอนนอนเหนือตัก แม่เอ๋ย, เมียงามอ้ายลือ ยิ่งมีลูกยิ่งเพิ่มกระบวนงาม สองแก้มบ่มสีเลือด ร่มแขนที่พ้นแดดเผานั้นขาวเกลี้ยงขึ้นนวล ตลอดเอวตลอดร่างมันอวบเกือบจะเป็นคนเจ้าเนื้อ ยิ่งเมินเมียงตะแคงข้าง ก็ยิ่งเห็นเผื่อนเจ้างามสี่ด้าน ก็เหลือที่ชู้เจ้าจะอดใจ ทอดหน้าลงเกลือกอกเจ้าเผื่อน

“เชื่อเถอะ-เผื่อน, เชื่อรักของพี่เถอะว่าไม่มีเป็นอื่นอีกแล้วเป็นแท้” เผื่อนกำลังตื่นหัวใจ ลืมหน้าอ้ายแดงลูกรัก และเสือลือที่ทิ้งเกเรมาเป็นผัวเสียสิ้น ผิดมือผิดชาย ก็ทำให้เผื่อนเคลิ้มไปอย่างหลงไหล มีแต่คำเพ้อในรักเท่านั้น “เวลานี้ก็เชื่อแล้ว, แต่ต่อไปพี่ทิ้งฉันเสีย เผื่อนคงซ้ำใจตาย” “ทิ้งกระไรได้ เผื่อนเอ๋ย” นายอ่อนพูดกระชั้น หน้าชิดใกล้หู “รักเผื่อนเกินอื่นใด และฉันก็รักของฉันมาก่อนไอ้ลือใช่ไม๊ล่ะ โธ่ ! หากเป็นชายอื่น ผิดฉันไปแล้วใครเขาจะคอยอยู่อีก ผันมันก็เป็นสาวใหญ่แล้ว และมันสวย ทั้งน้าแกก็เต็มใจจะยกให้ แต่หัวใจมันไม่รัก ก็ต้องยอมทำบาปผิดลูกผิดเมียเขาเช่นนี้แหละ” หัวใจเผื่อนเจ้าหวนไปถึงลูกถึงอ้ายลือ นักเลงทุ่งสองห้องเมื่อก่อนแล้วเผื่อนก็ร้องไห้ “ฉันสงสารพี่ลือ” เจ้าว่า “พี่ลือรักฉันเสียมากมายและกลัวเกรงตลอด แต่ฉันก็มาเป็นไป” “ถูกแล้ว แม่เผื่อน, แต่หากแม่เผื่อนขืนจมอยู่กะมันแล้ว เพียงผ้าจะพันกายก็คงไม่มี เถอะ, เมื่อว่าจะคิดถึงคุณเขา ฉันจะออกเงินส่งมาให้คราวหลังอีกก็ได้”

เผื่อนท้อแท้หัวใจนัก เจ้าผัวลือจะหาใครรักเมียเหมือนมันอีกมิได้ แต่นิสัยนักเลงพนัน และใจเติบเลี้ยงเพื่อนนั้นแก้ไม่หายจนสิ้นเนื้อประดาตัว แต่เมื่อคิดถึงคุณพ่ออ่อนที่คํ้าชูแม่เจ้า และอุตส่าห์คอยจนหวนมารักกันอีกก็ยากใจ “ถ้าฉันทำไปจริง พี่ลือคงร้องไห้ถึงฉันแทบขาดใจ ทั้งอ้ายแดงคงได้ลำบากไม่น้อย” “ให้น้าแกไปรับทีหลังก็ได้” คนหนุ่มที่เฝ้ารักเจ้าเผื่อนมานานแสนนานปลอบน้ำใจ “การณ์ข้างหน้า อย่าคิดนักเลย แน่ะ แม่เผื่อน, ตะวันก็โพล้เพล้ลงนักแล้ว ฉันน่ะไม่เคยจะนึกรังเกียจข้อไรเลย ตลอดตัวแม่เผื่อนว่ามีผัวแลัว ถึงอ้ายแดงก็เถอะ เมื่อต่อไปมื้อหน้า เจ้าลือเขายินยอมฉันจะรับเลี้ยง และรักมันเหมือนกะลูกของฉันเองทีเดียว” เมื่อพูดถึงลูก ความสุขสบายของเจ้าแดงเมื่อเติบโตข้างหน้าจะได้อุปการะ หัวใจเผื่อนก็โอนอ่อน ระลึกเป็นบุญคุณ เขารักไปตลอดลูกและซํ้าออกเงินจะช่วยบำรุงผัว เผื่อนเจ้าก็เห็นว่าผู้ชายอย่างเขานั้นหายาก เจ้าลือมีแต่รูปและรักอย่างเดียว แต่หัวใจสนุกมันไม่สิ้น พอมีเงินติดตัวก็เหลิงจนลืมลูกลืมเมียเตลิดไปสนุก ยิ่งอยู่ยิ่งอายเพื่อนสาวบ้านอื่นรุ่นกันที่เขาได้ผัวดีเป็นหลักเป็นฐานไปแล้ว

ยิ่งตรอง เผื่อนก็ยิ่งเวียนความคิดไปข้างฝ่ายจะอยากตายเสียมากกว่าอื่น กระทั่งเสียงกู่ของเจ้าเปลี่ยนลอยลมมาจึงผละขึ้นนั่ง “ตายละ ! คงเป็นพี่ลือมาตามแน่” นายอ่อนก็พลอยใจเสีย แต่ฝืนตอบว่า “อย่าเพิ่งตกใจก่อน บางทีจะเป็นคนอื่น” “งั้นก็เถอะ ใครเห็นก็ไม่งามแน่ ฉันกลับก่อนล่ะ” นายอ่อนสุดจะขัด จึงก้าวไปเหยียบตลิ่งและรับเผื่อนให้เผ่นไป “อย่าลืมอ่านหนังสือน๊ะ แม่เผื่อน” เขารีบร้อน “ต้องอ่านให้ได้อย่างช้าก็พรุ่งนี้” เผื่อนพยักหน้ารับ เจ้าเช็ดหน้าเช็ดตาแห้งแล้วเดินออกจากซุ้มไม้ เลาะชายคลองเป็นที่เจ้าผันกับแม่กลับไป แล้วพอบ่ายหน้าออกทุ่งโน่น กระท่อมตะคุ่ม ลิบๆ หลังคามัว เพราะตะวันจะสิ้นแสงตกดิน ประหลาดใจที่เจ้าเปลี่ยนกู่ขึ้น เพราะไม่มีใครสวนทางมาเลย แต่เหลือบอีกทีจึงเห็นคนอุ้มเด็กอยู่หน้าประตู พี่ลืออ้ายแดง โธ่เอ๋ย ! พ่อลูกมันหลงคอยหารู้ชั่วของเผื่อนไม่ แล้วเผื่อนก็วิ่งมั่งเดินมั่งจนถึงหน้าโรง อ้ามือรับอ้ายแดงมากอด

ลือมันสนเท่ห์ เผื่อนไปเกินนานก็ฉงนอยู่แล้ว แต่การกลับของเผื่อนเจ้านองนํ้าตา เมื่อจูบอ้ายแดงก็อดจะถามไม่ได้ “แม่เผื่อนทำไมร้องไห้ ? ” เจ้าผัวค่อยปลอบ เมื่อเผื่อนมาถึงแคร่นอนโรงนา “บอกให้ฉันหายกลุ้มสักหน่อยเถอะ ว่าทำไมร้องไห้ ?” เผื่อนยิ่งร้องไห้หนัก วางอ้ายแดงลงกับเบาะแล้วตอบอย่างแสนยากเย็น “แม่แกด่า” ค่อยโล่งใจเมื่อฟังเจ้าเผื่อน แล้วมันก็หัวเราะชวนพูดไปข้างสนุก “อ๋อ ! จะถือสาอะไรแกเล่าแม่เผื่อน, คงจะด่าเรื่องฉันยืมควายแกเป็นแน่ เถอะ, พรึ่งนี้แต่หัวมืดถ้าเจ้าลอยเอาควายมาให้ ฉันจะนั่งกอดเข่าฟังแกด่าให้สนุกหูเสียก่อน แล้วจึงจะไปไถนา กินข้าวเสียเถอะแน่ะ, ฉันหุงหาไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะเห็นแม่เผื่อนไปนานเกินเวลา” แต่เมียคงสะอึกสะอื้นยิ่งขึ้นอีกเมื่อฟังมัน พูดสารพัดที่เจ้าลือจะถนอมใจ แต่กรรมก่อนตามมาทันแล้ว มันเองก็มองไม่รู้ตัว
“พี่กินเถอะ ฉันไม่หิวเลย” ลือประคอง เชยคางเผื่อนแสนสงสารที่เห็นน้ำตา “พี่คอยเผื่อน” แล้วก็ถอนใจ “มีปลาตัวเดียวเท่านั้นเองเผื่อน กินพร้อมๆ กันเถอะ” “อย่าห่วงเลย ฉันกินมั่งแล้วแต่เมื่อบ่าย” “แล้วกลางคืนจะหิวแย่” ลือไม่สิ้นห่วง และก็ไม่สิ้นสงสัยว่าเจ้าเผื่อนเคยถูกแม่ด่าจนแทบจะนับหนไม่ถ้วน ก็ไม่เห็นร้องไห้มากเหมือนวันนี้ และเจ้าเผื่อนก็ไม่เคยลงรอยดีกับมันมากเหมือนวันนี้เช่นกัน เมื่อถูกเมียคะยั้นคะยอหนัก เจ้าลือก็จำใจเข้าครัวเปิบข้าวอย่างเอร็ดอร่อย อิ่มไม่อิ่มข้าวครึ่งหม้อเล็กก็ต้องแบ่งไว้ให้เจ้าเผื่อน เมื่อเสร็จแล้วก็ควานมืดไปหาบนํ้ามาจากชายคลอง เผื่อเผื่อนเจ้าจะอาบน้ำ ก่อนนอนเสร็จแล้วมันก็หยอกเย้าสำราญใจพรัอมหน้าลูกและเมียรัก

[button link=”http://bit.ly/roytaii”]Buy Now Save 42%[/button]

แสนแสบ

นวนิยายเรื่อง แสนแสบ ตอนที่ ๑ : โดย ไม้เมืองเดิม

[dropcap]เ[/dropcap]มื่อตะวันบ่ายข้ามทุ่ง แลท้องน้ำแสนแสบผ่านยอดเจดีย์หักวัดบางกะปิตกท้ายบางกอกโน้นแล้ว เพลาคาบบ่ายคาบเย็นก็มาถึง แม้เนื้อนาและกล้าเขียวของบางกะปิต้นน้ำยังอบอุ่นได้แสงตะวันอยู่ แต่นาล่มนาเขินท้ายน้ำของตำบลแสนแสบกำลังจะเย็นเงียบเชียบ ด้วยตะวันทิ้งดวงไปแล้วไกล หัวน้ำขึ้นของเดือน ๑๑ กุ้งปลากำลังหลากมากับนํ้าใหม่ ข้าวก็ตั้งท้อง บางแห่งแก่ใกล้เกี่ยวพวกบ้านนาที่ว่างงานก็หาลำไพ่อื่น แต่ที่ผู้ขยันเป็นอย่างยอดคือ เจ้าแผลงลูกเจ้าท้ายน้ำแสนแสบ เจ้าหนุ่มที่คิดจะหาทรัพย์ในดินสินในน้ำด้วยบากบั่นมานะ เพราะมันถือว่าจนไม่เหมือนยังเพื่อนหนุ่มอื่น เมื่อตะเพิดควายขึ้นจากปลักต้อนเข้าคอกแล้ว ก็คว้าข้องและสวิงตรงมาหน้าศาลจ้าวขวัญ ซึ่งปลูกอยู่ชายน้ำหว่างแสนแสบต่อบางกะปิด้วยกุ้งปลาชุมกว่าแห่งอื่น โดยพวกบ้านทุ่งบ้านนาทั้งหลาย หามีใครกล้ามาลงสวิงหรือทอดแหไม่ ต่างพากันคร้ามเกรงความศักดิ์สิทธิ์ของจ้าวทุ่งตนนี้ ทั้งหน้าศาลก็เป็นวังท้ายน้ำคุ้ง บนฝั่งเป็นนาดอนสุมทุมไปด้วยมิ่งไม้และเถาวัลย์และไกลหลังศาลมืดทึบ

สวิงอีกคันหนึ่งยังโหว่รูเบ้อเร่อ เป็นสวิงของนังโปรยที่วานถัก นัดจะมาเอาเย็นๆ แล้วจะเลยลงปลาด้วยกัน เจ้าแผลงนั่งเหยียดขาปากร้องเพลงเอื่อย ใจก็ตั้งอยู่ว่าจะถักให้สวยเพื่อถูกใจเจ้าโปรย แต่ก็ถักผิดคร่อมตาสวิงบ่อยๆ เพราะตามันชำเลืองไปจับอยู่ที่หัวคุ้ง คอยฟังเสียงจ๋อมของใบพายจุ่มน้ำ คอยเหลือบดูหัวเรือเพรียวที่จะโผล่หัวคุ้ง เมื่อถักผิดก็ต้องแก้ใหม่แล้วก็ผิดอีกและแก้อีกเลยยุ่งกันใหญ่ ตะวันก็รอนลงสวิงก็ไม่แล้ว ซ้ำเจ้าโปรยยังไม่มาสวิงจึงถูกเหวี่ยงไปทางหนึ่งแล้วก็เอนเอกเขนก นึกเพลงอะไรนิดๆ หน่อย ก็ร้องแก้รำคาญจนกว่านังหน้ามนจะมาตามนัด ร้องเองรับเองทั้งลิเกและเพลงเกี่ยวข้าวที่จำได้หมดพุง ยังแถมเพลงฉ่อยที่ถนัดก็หมดถึงต้องใช้ด้น มันเพลิดเพลินที่จะหาคำเกี้ยวเพราะๆ ผูกกลอนไว้แทงใจเจ้าโปรยเล่น จึงหารู้ไม่ว่าที่ริมน้ำท้ายพงกก ได้มีผู้หญิงมาซุ่มฟังเพลงฉ่อยอย่างขบขันด้วยกลอนด้นมันตาย แลก็เงียบเหลือแต่เสียงผิวปากรับกลอนสด นังผู้หญิงในเรือหัวเราะคิกๆ ขำใจ เมื่อปักพายุผูกเรือมั่นคงดี จึงตะโกนเย้าโยนขึ้นไปให้เจ้าคอเพลงบนตลิ่งว่า “ด้นสวิงเฮ๊อะ อย่าด้นเพลงเลยปลามันจะไม่เหลือกิน” รีบผลุบลงบังกราบเรือ พงกก เจ้าแผลงถลันยืนมองไปหัวคุ้งและชายคลอง หามีใครนอกจากน้ำกระเพื่อมฝั่งรอบๆ ตัว แลหลังศาลเป็นนาเขินมีแต่พงแขมและอ้อถูกลมพัดเกรียวกราวท้าย โน่นก็ดงโสน ใครเล่าลองดี

แต่มันเสียงผู้หญิงหรือนังพวกคอเพลงบางกะปิเตลิดมาหาปลาถิ่นปลายนํ้านี่ จะว่าผู้ชายอ้ายหนุ่มนาโน้นก็ผิดไป นี่มันบ้านท้ายคุ้งปลายน้ำ ทุ่งนี้มันลือมาแต่จ้าวขวัญเจ้าพ่อยังทรงชีวิตอยู่เป็นเสือขวัญมาแล้วใครจะห้าวเข้ามาเหยียบมั่ง เบิ่งข้ามพงกกไปฟากคลองโน้น แล้วป้องไปรอบๆ เพื่อหาตัวคนขัดคอ แต่เมื่อตรวจถ้วนถี่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครอื่นอีก แม้ควายจะดุ่มอยู่ในนาสักตัวก็ไม่มี จึงคิดว่าหูตาหวาดไปเองก็นั่งลง ซึ่งทำให้นังร่างงามที่อยู่ในเรือขำในท่าทางเก่งก๋าของมัน จึงกู่ขึ้นคล้ายเสียงนกกุ๊กบ้าง สุนัขหอนมาแต่ไกลบ้าง บางครั้งฟาดขาลงน้ำเหมือนปลาใหญ่ผุดแล้วก็หลบลงกลางลำเรือ ก้มหน้าหัวเราะชอบใจอยู่คนเดียว เจ้าแผลงเอะใจ นกหนูร้องกันแซ่หมาก็หอนวิเวก ซ้ำปลาใหญ่ผุดโผงอยู่เมื่อครู่ กำลังหัวเราะคิกหลบหน้าชอบใจ ประเดี๋ยวเถอะจะแก้ลำเจ้าให้รู้สำนึก เจ้าหนุ่มบ้านใกล้จึงวางสวิงย่องกริบเข้าชิดเกาะท้ายเรือเพรียวลำเล็กกระโชกขึ้นจนสุดเสียง ทั้งโห่ร้องป้องปีกมือก็เขย่าโคลงเรือแทบจะล่ม

นังสาวผมประไหล่ร้องกรี๊ดขวัญหนีดีฝ่อ ตะโกนร้องไปตามความตกใจ “ต๊าย พี่แผลงเร็วช่วยฉัน” แล้วลุกเผ่นตะกายจะขึ้นตลิ่งตัวสั่นไม่เป็นท่า แผลงหัวเราะก๊ากที่สมอุบาย พอนางปลาใหญ่นํ้าหลากโผนก็รวบตัวไว้แนบอก “ขวัญเอ๋ยพี่เอง โปรย โปรยเอ๋ยเจ้าอยู่ในอกพี่เอง ใช่ ใครอื่นหรอก” ความสงัดของท้องน้ำหน้าศาล แลทุ่งวิเวกบนฝั่งใกล้พลบ เมื่อถูกกระโชกโฮกฮากไม่รู้ตัว เจ้าโปรยก็แทบสิ้นสติ แม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นใครก็ยังตัวสั่น หลับตากอดเจ้าแผลงแน่น ปากพร่ำเรียกชื่อเจ้าหนุ่มที่ถูกกู่หลอนอยู่เมื่อกี้ พอได้ยินคำรับขวัญและเรียกชื่อทั้งกอดรัดแน่นขึ้น จึงรู้ว่าเสียกลเจ้าเพื่อนชายบ้านเคียง เสียรู้และตกใจ ทำให้โมโหเกิดแล้วแสนงอนก็ตามติดๆ ข่วนอกเจ้าแผลงทั้งหยิกและปากช่วยเป็นแว่นๆ เพื่อสลัดให้พ้นจากอ้ายคนอวดดี

“ปล่อยนะ เล่นอะไรพันนี้เฮิ๊บจนตกใจขวัญบินไปหมด แล้วยังจะ…” คำก็ห้วนลงด้วยกระดากนึกอายที่เสียรู้มันกอด “ยังจะอะไรล่ะโปรย หา! บอกให้รู้ไปเรอะ เออแน่ เจ้าจะกอดพี่เองหรอกน๊ะ” แผลงเป็นคนสนุก เมื่อพูดแล้วก็จับแขนเจ้าโปรยให้กอดคอมันเอง “เมื่อภัยก็เรียกหาอ้ายแผลง ครั้นพ้นแล้วจะไล่ส่ง รางวี่รางวัลก็ไม่มี มันจะใช้ได้ที่ไหนล่ะเจ้าโปรย” ฟังคำเจ้าหนุ่มท้ายนํ้าพูดเอาแต่ได้ถอนฉิว ทุบแทบว่าหน้าอกจะพังมันก็ยังทำหน้าระรื่นหัวร่อ เจ้าโปรยดิ้นสุดแรง แล้วโถมตัวชนมันเซเลยรั้งเจ้าล้มพงกกไปด้วยกัน “ปล่อยน่ะพี่แผลงผ่าซีเอ้อ ข่มเหงหัวใจอะไรกันยังงี้ล่ะ” สะบัดจะลุกขึ้นแต่กลับถูกรั้งให้นั่งลงไปอีก ต้นกกหักราบเป็นทาง “ข่มเหง” แผลงล้อคำทำตาปรือๆ ยังเอกเขนกลุกไม่ขึ้น “พี่รึจะข่มเหงเจ้าลงคอนั่งราบลงเถอะโปรย ฉันใช่คนดุร้ายสามหาวอย่างไรหรอก เราบ้านข้างเรือนเคียงยังต้องเห็นหน้ากันไปอีกนานๆ ก็พอจะคบจะพูดกันได้อยู่ไม่ใช่หรือไร” เจ้าโปรยหน้ากล่ำกลัดเลือดตอบเรื่อยๆ ว่า “ก็พี่ปล่อยมือข้าซี ยึดไว้ยังงี้ข้ากลัว” “กลัว” เจ้าแผลงชะโงกศีรษะขึ้น “เออแน่ะช่างว่าแท้ แม่ะล่ะ เจ้ากลัวผีหรือกลัวพี่ว๊ะหะโปรย จะเย็นจะค่ำอยู่แล้วทำห่างข้าไป ผีมันจะหลอกเจ้าล่ะนาไม่ว่า” ถึงเป็นลูกบ้านนา เจ้าโปรยก็มีนิสัยกลัวผี, ยิ่งรู้ว่านี่เป็นหน้าศาลเจ้าขวัญจ้าวทุ่งปีศาจกล้า ก็อดจะหวาดไม่ได้ แผลงก็ไม่ยอมปล่อยข้อมือ ซํ้าคอยดักมองพบหน้าให้นึกบัดสีใจพิกล
ชั่วครู่ที่นังโปรยเลื่อนไปอื่น ข้อแขนที่อยู่ในกำมือสั่นเทิ้มกำดัดสาวของเจ้าโปรยทั้งที่เขินที่เบือน เหลือที่เจ้าแผลงจะอดใจรัก จึงขยับตัวขึ้นแล้วรั้งรวบเจ้าโปรยไว้ ลอบพบปะกันนักต่อนักแล้ว ไม่ชื่นเหมือนมื้อนี้เลย

แสนแสบ ปกนิยาย ไม้ เมืองเดิม

“หายตกใจแล้วรึโปรย แม่คุณขวัญอ่อนแท้” แข็งใจถือวิสาสะจูบเพียงเบาๆ แต่นังโปรยเป็นสาวบริสุทธิ์ไม่เคยต้องมือชาย ก็ปัดป้องหลบหลีกดิ้นเร่าๆ เมื่อเห็นไม่พ้นเขาแน่ก็ซุกหน้าแอบ ถอนใจครั้งนี้ก็ถูกรัดแน่นอีกครั้งหนึ่งจนต้องวอนขอตัว “คลายพอฉันหายใจออกมั่งเถอะพี่แผลง ยังงี้เมื่อยแทบขาเป็นเหน็บปวดหมดทั้งตัว” เสียงเจ้าโปรยน่าสมเพช พูดสั่นๆ แหลมลึกแทงใจ อยากจะกอดโปรยจูบโปรย แล้วก็สบถสาบานให้มันฟังว่า เมืองมนุษย์ที่แสนแสบนี่มันสุขเหลือ ตายไปแล้วสวรรค์สิบชาติก็หาปรารถนาเท่ากอดเจ้าโปรยมื้อเดียว “นั่งตามสบายซิโปรย นั่งให้เต็มตักพี่ก็แล้วกันได้หายเหน็บ อย่าเกรงใจเลย ฉันน่ะจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ายังไรก็ยอม ที่จะให้โปรยรับสบายทุกอย่าง” “ฉันขอนั่งดินเถอะจ๊ะพี่แผลง” โปรยวอนถอยตัว แต่เจ้าผู้ชายก็หายอมไม่ คงกอดแน่นหนาจูบถนอมเจ้าจนสั่นเทิ้มไปทั่ว ปากก็พร่ำว่าด้วยคำหวานต่างๆ ตะวันรอนลมก็โกรกแรง พงกกที่ยังตั้งลำก็โอนเอนโน้มยอดชายน้ำข้างหน้าเล่า เรือเพรียวของเจ้าโปรยกำลังโต้ระลอกลม แต่ในหัวอกเจ้าของมันระลอกรักกำลังวิ่งพล่านกาย หวั่นไหวมิผิดเรือเพรียวโต้ระลอก “โปรยเงยหน้าทีรึ ฉันจะพูดอะไรด้วยสักหน่อย” จับคางเชยขึ้น หน้าตาโปรยยังร้อนผ่าวด้วยความอายแทบจะแทรกดิน “กวนเสียเรื่อยจะพูดอะไรก็พูดไปล่ะซิ”

แผลงหัวเราะฮาใหญ่ นังลูกสาวกำนันแสนแสบมันยิ่งงอนยิ่งงาม หลับตาปี๋กัดริมฝีปากจะยิ้มแต่ลักยิ้มมันผุดบุ๋มอยู่บนแก้ม จะเข้าสองหน้าเกี่ยวแล้วที่รักกันก็เพียงเฉียดฉวยข้อมือยังปลื้มนอนไม่หลับ นี่มิอิ่มใจลืมข้าวน้ำไปชั่วปีล่ะหรือนี่ “ความมันก็ไม่มีอะไรนักหรอกโปรยเอ๋ย, มันก็พี่รักเจ้า แลอยากให้โปรยรักฉัน เหมือนฉันรักโปรยนั่นแหละ” “อ๊อ-” นังผู้หญิงลากเสียงคราง “นึกว่าขออื่นขอไกล พี่หามาเปรียบเอากะคนยังฉัน แล้วก็ฉันขอขึ้นมามั่ง นั่นจะขัดใจไหมล่ะ” “ขอไรล่ะ ฉันก็รักโปรยอยู่เป็นหนักหนาแล้วขออะไรอีก รึว่าจะขอไม่ให้รักอีช้อยก็พูดมาให้มันเกรงใจเถอะ ฉันจะสาบานเสียต่อหน้าตะวันมันจะตก แล้วจะเอาจ้าวขวัญนี่แหละเป็นองค์พยาน” ถูกใจดำเจ้าโปรยยิ้มแฉ่ง แต่ซ่อนหน้าไปเสียอื่น มือแหน็บสีข้างเจ้าหมอที่ทำนายเก่งเข้าให้ ตอบเป็นคำเปรยเหมือนความนั้นมันไม่สำคัญ “ก็สาบานไปซีล่ะ ฉันจะว่าไร คนเมื่อปากมันไม่เกรงใจแล้วควายมันก็จะดีกว่าคน” “เอานั่น” เสียงแซมและหัวเราะสิ้นแต้ม “เรื่องการคารมล่ะ ฉันกลัวเจียวแม่เอ๊ย พับผ่าเถิด แล้วที่ฉันพูดน่ะมันถูกมั่งไหมละ เมื่อถูกก็บอกกันกรงๆ แต่อ้ายที่จะให้ฉันพูดพล่อยสาบานไปคนเดียว ไม่รู้ความนั่นมันจะทำให้ฉันเป็นบ้าอยู่นะแม่โปรย เอ้อ งั้นน่ะซี ไม่ต้องกระซิบ พูดดังก็ไม่มีใครมาซุ่มฟังอยู่หรอก เอ้อ เฮอ” แล้วแผลงก็เค้นหัวเราะให้ดังขึ้นอีก “ห้ามจนถึงว่านอนร่วม ชายคาเทียวเหรอะ เอาละวะทุกวันนี้ฉันก็นอนเฝ้าควายที่ห้างอยู่ทุกๆ คืนน่ะปะไร อือโปรยฮึ้มมันช่างสมเป็นลูกกำนันจริงๆ ออกข้อบังคับแต่ละข้อ หมายอำเภอยังสู้ไม่ได้ เออ-เออ เมื่อมองอีช้อยนานไม่ได้ ฉันก็จะเบิ่งไปดูควายกลางนาก็เห็นจะไม่ผิด”

“อ้ายปากพูดนี่น่ะนี่…นี่” เจ้าโปรยคว้าริมฝีปากบิดเสียเป็นเกลียว “ปากนี่มันไม่น่าจะมาอยู่เป็นคนท้องนา ช่างพูด มันต้องอยู่บางกอกถึงจะเหมาะสมัย สาบานก็สาบานซีจะฟัง ถ้าใครไม่เกรงคำก็อย่าให้มันแคล้วเลย เจ้าขวัญแม่เรียมที่ตายอยู่กลางน้ำขอให้ยินคำเขาไว้มั่ง” ‘‘เออซีน่าเจ้าโปรย ยิ้มให้แก้มบุ๋มๆ เสียก่อนปะไร เมื่อจูบแล้วก็จะได้สาบานเสียให้สมกะที่จูบ” ถึงไม่คิดจะยิ้มก็อดยิ้มไปไม่ได้ เพราะเจ้าหนุ่มลูกบ้านนามันพูดชวนขันอยู่ร่ำไป แกล้งหลบยิ้มไปทางหนี่ง มันจับได้ก็ถูกปล้ำจูบเสียอ่อนใจ ยังแถมบังคับให้ตอบว่ารักมันหนา แล้วอ้อนออดมาแต่คำเหมือนจะเด็ดหัวใจไปไว้ในอกมัน แต่ก็เพลินฟังเสียจนลืมว่าจะค่ำมืดอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว น้ำก็ท่วมฝั่งขึ้นมาจนเกือบต้องนั่งแช่ เตือนขึ้นว่า “เอาซี, เมื่อเพียงพอแล้วก็อย่าให้มันคลาดสัญญาเนิ่นนานไปอีกเลย” “พอ-ฮ๊ะ! จูบโปรยน่ะรึจะพออิ่ม ให้ตกนรกไปเถอะ มันจะตายโหงหรือตายดีก็แล้วแต่ เมื่อตายก็ขอให้โลกันตร์มาสูบไปทีเดียว ทว่าใจมันรักโปรยน้อยไปกว่าปาก ถึงเมื่อไม่ตายก็ขอให้ฉิบหายมีอันเป็นไป ยังว่าเถอะตัวอย่างก็มีอยู่แล้วเจ้าแม่และเจ้าพ่อขวัญนั่นปะไร ก็เหมือนฉัน มันเสียคำก็ให้มันตายฉิบหายไปยังว่าซีเล่า” คำที่กล่าวเน้นแน่นแต่ละคำก็มีนํ้าหนัก เป็นความเต็มใจของลูกผู้ชายที่จะสาบานให้สมกับที่มันรัก นังผู้หญิงนิ่งฟังนึกหวาดๆ ไป คำว่าสาบานนั่นมันจะเป็นลางให้ร้าย

เห็นเจ้าโปรยงันตั้งอกตั้งใจ แผลงก็แหวกแขนหักพงกกราบเป็นช่อง ตรงข้างหน้าที่แลเห็นคือศาลจ้าวขวัญซึ่งมีรูปเจว็ด เบื้องซ้ายเป็นรูปตุ๊กตาผู้หญิงห่มแพรแดงคือจ้าวแม่เรียม “ฟังซิโปรย ลางทีเจ้าจะยังไม่จำความได้กระมัง เมื่อจ้าวขวัญแกตายฉันก็ยังย่อมอยู่นัก ฟังไว้เสียเถอะจะได้จำเรื่องของแกรำลึกถึงเราเวลานี้ และเวลาชิงพลบนี่แหละจ้าวขวัญกับจ้าวเรียม แกกำลังสิ้นใจอยู่กลางน้ำ แกเรียกหากันได้ ๓-๔ คำ แล้วก็ขาดใจไปด้วยกันทั้งคู่ปลายนํ้านี่เอง” แผลงชี้มือไปอีกฟากหนึ่งตอนหัวคุ้ง แล้วก็เล่านิยายของเจ้าสองคนให้โปรยฟังย่อๆ แต่เมื่อถึงตอนที่เจ้าคนผู้หญิงจะตายเพราะเสียสัตย์ต่อความรักนั้น เจ้าหนุ่มยํ้าอีกเพื่อให้นังคนรักฟังแปลบเข้าหัวใจ ฟังนิยายของเจ้าถิ่น แล้วมองดูเจว็ดบนศาลนึกเสียวใจหวาดกลัว เจ้าโปรยจึงห้ามขึ้นว่า “แต่พอการเถอะพี่แผลงฉันออกกลัวขึ้นมาทีเดียว กลับเสียทีล่ะจะดี ค่ำมืดแล้วฉันโกหกพ่อแกว่าจะมาลงปลาสวิง ที่วานถักนั่นแล้วกันมั่งหรือยัง” “เออ-ลืมสนิท ยังไม่แล้วเลยถักๆ แก้ๆ อยู่นั่นแหละ เพราะใจมันไปรออยู่ที่หัวคุ้งโน้นน่ะซี ผ่าเถอะน๊ะโปรย อ้ายหัวใจฉันนี่มันจะยังไงๆ เสียแล้ว นึกอยากให้คนมันตายกันหมดทั้งแสนแสบ เหลือแต่ฉันกับโปรยสองคน ไร่นามันก็จะเป็นของเรา ข้าวน้ำมันก็เป็นสมบัติเรา ลงกุ้งลงปลาให้มันสบายกันแต่สองคน มันคงเอ้อระเหยสนุกอยู่ในน้ำวันยังค่ำแสนสบายเชียวนะ-โปรย”

“ฉันถามสวิงคำเดียวพี่แผลงตอบเป็นกอง แล้วก็เอาเรื่องข้าวเรื่องน้ำอะไรเปื่อยมาให้ฉันฟังไม่รู้” ขัดคอแลชี้นิ้วยันหน้าผู้ชายหงึก “มันยังงี้นี่เล่า อ้ออ้ายคนหน้านี้มันสำคัญ เมื่อลับหลังคนมันชวนใจคนให้เสียยังงี้เอง พอใกล้คนละเหมือนควายหน้าไถ ไม่พูดไม่จาโด่งจะเอาแต่งาน พอเดือน ๑๑ ขึ้นดอนเข้าคอกแล้ว ควายมันก็เป็นคน มันก็เป็นค๊น” เมื่อเน้นเจ้าโปรยก็เน้นฟันลงที่แขนของอ้ายควายเจ้าชู้ “โอ๊ยน่าแม่โปรย” สูดปากเพราะเจ้าโปรยเน้นอย่างมันเขี้ยว “คงจะระแวงไปอีช้อยอีกละซี บอกว่าอีช้อยมันลูกของลุง ฉันก็เลี้ยงมันมาแต่เล็กและมันจะมาใยดีอะไรกับฉันน๊ะ อ้ายเทียม มันมีไร่นาสาโทแลสวยกว่าฉันเป็นกองสองกอง” “ก็ใจนังช้อยเขาจะชอบพี่ขึ้นมาล่ะ จะไปว่าไรฮ๊ะ ก็โจนงับไปเท่านั้นเอง ผู้ชายน่ะเร๊อมันก็เหมือนสวิงลงปลานั่นแหละ ยิ่งตักได้ทีละหลายๆ ตัวมันก็ยิ่งชอบ ปากสวิงมันก็อ้ายใจผู้ชายนั่นแหละรับปลาไม่รู้จักอิ่ม อย่าทำเอียงเข้ามาออเซาะเลย พอลับตาฉันตักนี้มันก็เป็นห้างนอนของอีช้อย ดูควายที่มันจะแปลงเป็นคน แล้วอ้ายปากนี่มันก็สาบานให้ฟังยังงี้อีกใช่แม๊ะล่ะ แผลงร้องเอ๊อ “พิพากษาไปตามตัวใจซีแม่ะ อ้ายฉันมันเป็นชายเชลยแล้ว ก็ต้องฟังอยู่วันยังค่ำน่ะแหละ” “ฟังแล้วก็จำซี” “อย่าให้มันมากข้อนักข้อนักซิล่ะ กระดาษดินสอฉันก็ไม่ติดจะมา จดข้อบังคับของแม่โปรย ที่จำได้แม่นใจก๊อว่าห้ามนอนร่วมชายคาเรือนกะอีช้อย และก็ห้ามมองมันนานๆ ก็ถ้าเผื่ออีช้อยมันด่าฉันอยู่ทางนี้มิต้องเมินไปอีกทาง แล้วก็ด่าตอบมันออกไปกลางนางั้นรึ”

“มันไม่ด่า ฉันก็ไม่ด่าเพราะรักพี่แผลง ถ้ามันด่าฉันก็ต้องไม่หนักใจซี นี่มันไม่ด่าเพราะมันรัก” แผลงครางอ่อยๆ “โอ้ย-นี่ฉันไม่ต้องให้ผู้หญิงแสนแสบด่าเสียทุกๆ คนก่อนรึนี่ หาแม่โปรยก็ยังจะว่าเขามารักอยู่กะฉัน” โปรยเลยนึกขันคำเปรียบฝ่ายเดียวของเจ้า กลั้นหัวเราะแล้วก็ยังคิกๆ ออกมา แต่เมื่อเห็นเป็นทีก็ต้องเข้ากะตัวไปก่อน เพราะถือว่าควายถ้าสวมแอกมันก็ต้องก้มหน้าลากไถทำงาน พอแอกออกพ้นคอก็จะเบิ่งออกทุ่ง มันกลัวกันเมื่อรักแล้วถึง เมื่อชังก็ยังจะเกรงไม่เลวหลาย
“ยิ่งพามาด่าเสียต่อหน้าฉันจะยิ่งดี ฉันลูกผู้หญิงเสียเปรียบก็ต้องพูดกันไว้ก่อน เพราะเผื่อพี่ไปเหลิงขึ้นเมื่อหน้าแล้ว ฉันจะลำบากเจ็บใจ” สีหน้าโปรยที่เง้างอนเมื่อสักครู่หายแล้ว ก็เก็บเอาความคิดต่างๆ ในเรื่องที่เจ้าแผลงจะเป็นอื่นขึ้นตรึกตรอง แลก็นึกไปเองว่าเจ้าต้องชํ้าใจ ความร่าเริงเพลิดเพลินไปด้วยความรักก็จาง แลครู่นั้นเจ้าโปรยก็เป็นผู้หญิงที่โศกเศร้า หัวใจเปลี่ยนหม่นหมองทุกข์ร้อน “ถ้าจริงยังว่าแล้ว แสนแสบนี่มันก็เป็นเมืองสวรรค์ในหัวอกฉันนั่นแหละ แต่ถ้าว่าไว้มันไม่จริงทั้งนรกและนาแสนแสบมันก็สุมหัวฉันคนเดียว พ่อแม่แกเลี้ยงฉันแกก็หวังได้พึ่ง แต่อ้ายคนที่แกจะหวังพึ่งก็กำลังจะเสียคน เพราะมันใจไม่ดี มันกรรมพ่อกรรมแม่น๊ะพี่แผลงที่มีลูกอย่างฉัน เสมียนอำเภอเขามาขอ ฉันไม่ยอมพ่อแกก็ตามใจ แต่ถ้าแกรู้ว่าฉันเป็นยังงี้ไปแล้วแกคงร้องไห้ตายไม่ตียับแล้วไล่ส่ง” แผลงนิ่งฟังตาปรอยคิดเห็นอกนังคนรัก แล้วก็หวนนึกถึงตัวเองขึ้นมามั่งที่อาศัยอยู่กับลุงและป้า ไม่ผิดอยู่กะนายเงินที่จ้องจะเคี่ยวเข็ญเอาแต่งาน “พรรค์นั้นน่ะ อย่าเป็นทุกข์เลยแม่โปรย ว่าแต่เรามาช่วยปรึกษากันจะทำยังไงดี ผู้ใหญ่เขาถึงจะยกยอขอให้ยอมเห็นงามกับเราล่ะแม่โปรยเอ๋ย ฉันเองมีนาก็เหมือนไม่มี เพราะพ่อแกตายก็มอบให้ลุงดูแล แต่ลุงแกก็ผัดแล้วผัดเล่าไม่เห็นโอนให้สักทีจะ ไปอยู่ที่อื่นก็ไม่ได้ใจตั้งไว้ว่าเดือน ๑๒ ใกล้เกี่ยวจะขึ้นหนองจอกรับจ้างเขาเกี่ยวข้าวหาเงิน พอได้ซื้อผ้าผ่อนของเรานุ่งมั่ง ที่เหลือจะเก็บประสมประเสไว้สู้ความ เพราะทำไงแกคงโกงฉันแน่ เมื่อนามันเป็นของเราแล้วน่ะโปรยเอ๋ย สามสิบไร่นี่สองคนผัวเมียเหลือกินทีเดียว ฉันโอนใส่ชื่อโปรยให้หมด ถึงท่านกำนันรู้คงไม่ขัด”

เพลินฟังแผลงพูดโปรยหัวใจค่อยชุ่มชื่น ยังอดนึกสงสารเจ้าชู้รักไม่ได้ กำพร้าทั้งพ่อและแม่ซ้ำยังจะถูกลุงโกง แล้วมันก็คงไม่มีสมบัติติดตัวนอกจากสวิงกับข้องหาปลา เมื่อเห็นเจ้าแผลงเหงาจึงคิดปลอบใจว่า “เรื่องถ้อยเรื่องความนั่น พ่อแกก็พอจะรู้ประสาอยู่มั่ง ฉันจะลองปรึกษาแกดูดีไหมพี่แผลง ? เพราะทุกวันนี้พ่อแกไม่รู้หรอกว่านาเป็นของพี่ ฉันก็เพิ่งรู้เมื่อบอกนี่เอง ดีทีเดียวเผื่อพ่อแกรู้ว่าพี่มีนา บางทีแกจะรักพี่ขึ้นอีกมั่ง แล้วเราก็คง—” “ก็ดีเหมือนกัน แต่โปรยต้องสั่งแกให้ปิดเป็นความลับเทียวนา หาไม่เขารู้ตัวเราจะเสียท่าเพราะหนังสือของพ่อเขาเป็นคนเก็บไว้ทั้งสิ้น” เจ้าโปรยรับรองแข็งแรงที่จะทำเรื่องนี้ให้สนิทแล้ว ความในใจของนายแผลงที่เก็บไว้แต่หน้าเกี่ยวปีก่อน ในเรื่องสาวโปรยก็เป็นอันเบาออกไป ความรักกำลังจะเก็บเกี่ยวได้ผลแล้ว เจ้ารักเจ้างามก็กอดกันกลมอยู่ชายตลิ่ง พอหมดวันก็มาคืน แต่มิใช่คืนที่ค่ำมืดเหมือนข้างแรม พระจันทร์ขึ้นแจ่มแต่หัวค่ำ ในคลองน้ำก็ท่วมฟากไหลเอื่อยลง และนํ้าจะถอยลดในกลางดึก ทางขวาของสายนํ้าแลดูเคี้ยวไปตามจดคลอง ไม่มีสวะหรือแหนสาหร่ายใดๆ เหมือนจันทร์ที่หมดเมฆทรงกลดบนฟ้า เจ้าหนุ่มซึ่งนั่งประคองสาวชมจันทร์เหนือทุ่ง ชมนํ้าท่วมฝั่งจนจะลืมว่าทางบ้านคงเที่ยวติดตามค้นคว้าหาเจ้าโปรย ที่หายมาแต่เย็นกระทั่งนังผู้หญิงเตือนขึ้น จึงคว้าสวิงอีกอันลงคลองด้วยความคุ้นเคยชำนาญมามาก ในชั่วครู่ที่เจ้าแผลงดำลงเพียงโผล่ ๔-๕ ครั้ง ปลาก็เต็มข้องที่จะมอบให้เจ้าโปรยไปเป็นประกันแก้ตัว

ต่อมา, เรือเพรียวเล็กนั่งคนเดียวก็เบนพ้นตลิ่งพายมา กลางกระแสน้ำตัดเข้าคุ้ง แม้ว่าเจ้าของเรือเพรียวจะเป็นหญิงพายมากลางสายนำที่ปราศจากเรืออื่น เป็นสถานที่เปลี่ยวสองฝั่งวิเวกไปด้วยทิวไม้ไผ่และมิ่งไม้ขึ้นสลับซับซ้อนเป็นหมู่ ผ่านไปอีก ชั่วคุ้งก็เป็นทุ่งเข้าเนื้อนาก็ดี จะได้คิดหวาดไปในโจรฉกชิงหรือว่าชาติพาลเกกมะเหรกหนุ่มอื่นก็หาไม่ เพราะในน้ำข้างเรือมีอ้ายหนุ่มทรหด ข้อลำแข็งขันแหวกว่ายมาด้วยฤทธิ์คะนองราวกับผีประจำท้องน้ำ จะเข้าสองคุ้งอยู่แล้วเรือว่าเร็วก็ยังไม่ทิ้งให้มันอยู่ล้าไปได้ น้ำถึงจะเย็นเยียบเป็นวังวน เจ้าชาติผู้ชายลูกแสนแสบก็ คงว่ายคู่มากับเรืออย่างร่าเริง ตะโขงตะเข้ที่ดุร้ายเมื่อมันไม่นึกกลัวเสียแล้วก็หลีกลงวังไปเอง กระทั่งส่งเรือลับเข้ากระโดงในเนื้อนากำนันแปลก

[button link=”https://bitly.com/sansabb”]Buy Now Save 42%[/button]

แผลเก่า

นวนิยายเรื่อง แผลเก่า ตอนที่ ๑ : โดย ไม้เมืองเดิม

[dropcap]ค[/dropcap]ลองปลายน้ำ สุดฟากข้างทางซ้ายของทุ่งบางกะปิ เป็นคลองเล็กแคบแต่น้ำไหลลึกมีนํ้าเดินตลอดปี สองฝั่งราบรื่นไปด้วยเงาต้นไม้ใหญ่ ซุ้มเซิงของเถาวัลย์และพงอ้อพงแขมมีอยู่บ้างห่าง ๆ เมื่อพ้นไปเป็นทุ่งหญ้าเวิ้ง บางแห่งเป็นนามีข้าวชูรวงเหลือง สำแดงว่าหน้าเกี่ยวกำลังจะมาถึง ตะวันคล้อยหัวเพิ่งจะบ่าย แด่แดดจ้าความร้อนยังอบอ้าวคุกคามอยู่เหนือท้องทุ่ง แม้จะมีลมพัดบ้างเป็นครั้งคราวก็คงร้อนระอุเพราะเป็นลมหอบแดด เจ้าหนุ่มร่างงามลํ่าสันผิวคล้ำหน้าตาซื่อคมคาย นั่งร้องเพลงเอื่อย ๆ มาบนหลังควายอย่างไม่กังวลถึงความร้อนที่เผาอยู่บนหัว นางผู้หญิงนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เอียงคอฟังอยู่บนหลังควายที่เดินคู่กันมาอีกตัวหนึ่ง ตัดทุ่งโฉมหน้าเข้าสู่ฟากคลอง เพราะหน้าเกี่ยวข้าวกำลังจะมาถึง เพราะข้าวกล้าปลาดีและมาด้วยกันลำพังสองต่อสองกับคนรัก จึงทำให้เจ้าขวัญ หนุ่มบ้านทุ่งเพลิดเพลินอิ่มใจนักหนา เตรียมซักซ้อมเพลงกลอนไว้เมื่อหน้าเกี่ยว แต่แล้วเจ้าขวัญก็ด้นกลอนสดมาเกี้ยวเอาเจ้าเรียมที่มาด้วยกันดื้อ ๆ

พื้นของเจ้าเรียมเป็นคนแสนงอน ถึงแม้จะรู้ว่าหนุ่มคนรักว่าเพลงเกี้ยวพาราสี เพราะความปลาบปลื้มคะนองใจ แต่เมื่อเจ้าเรียมว่าเพลงแก้ไม่ตกก็เกิดโมโห ค้อนปราดๆ มา ๓-๔ วง พอดีมาถึงฟากคลอง อีเกเห็นน้ำเปี่ยมฝั่งกำลังร้อนแทบจะยอไม่หยุด สะบัดขาฟืดฟัดเบิ่งแล้วเบิ่งเล่าจะโผลงน้ำให้ได้ “เอ้อ-อีเก, มีงฮิมึง จะคอยสักประเดี๋ยวไม่ทันใจ เลยเห็นนํ้ายังกะเห็นแก้ว มึงน่ะมันน่าจะเป็นปลามากกว่าเป็นควายเสียละกระมัง?” เจ้าขวัญหัวเราะก๊ากใหญ่ รู้ดีว่าเจ้าเรียมพาลรีพาลขวางกับอีเกเพราะอะไร และตามธรรมดาของเจ้าขวัญ พอลืมตาขึ้นมาก็ชอบยั่วมนุษย์อยู่ตลอดวัน ยิ่งสำหรับเจ้าเรียม เจ้าขวัญชอบใหญ่ เพราะความแสนงอนของเจ้าเรียมนั่นดูงามขึ้นอีกเป็นกอง อ้ายเรียวที่ขี่มากำลังกระสับกระส่ายเมื่อเห็นนาเยี่ยงเดียวกับอีเก จึงเป็นช่องทางให้เจ้าขวัญได้พูดขึ้นมั่ง “จะเอาอย่างเขามั่งเรอะมึง อ้ายเรียว, ควายน่ะมันอยู่ในคอก ปลาน่ะมันอยู่ในน้ำนามึงนา เรามันเป็นผู้ชายจะทำ อะไรให้มันดูสมัยเขามั่ง จะเสือกแล่นโด่งไปก่อนน่ะผู้หญิง เขาจะติเอา”

โมโหก็โมโห แต่อดขำใจไม่ได้ เพราะเจ้าขวัญสั่งสอนอ้ายเรียวให้ทันสมัย เจ้าขวัญมันคงไม่เกิดมาสำหรับอย่างอื่นนอกจากยั่วเย้าคนไปชั่ววันๆ เท่านั้น เจ้าเรียมฝืนสีหน้าแล้วถามไปตรงๆ “อ้า-นั่นพี่ขวัญก็เป็นควายเหมือนอ้ายเรียวด้วยเรอะ เออแน่ะ” “คนย่ะ” ตอบทันใจ แล้วพูดอมยิ้ม ๆ “แต่ทว่า อ้ายเรียวกับฉันมันหัวอกอันเดียวกันเท่านั้นหรอกแม่เอ๊ย” “ถูกละย่ะพ่อคนฝีปากดี เมื่อรู้ว่าหัวอกอันเดียวกันก็พูดกันไปเถอะ อย่ามาพูดกับฉันอีกเลย” “นิ่งเขาฮิอ้ายเรียว” เจ้าหนุ่มเย้าอีก “ทำไงได้เล่ามึง เอ๋ย เรามันเกิดมามีกรรมก็ต้องทนๆ เอาหน่อยซี นังเกเขาเห็นใจเมื่อไหร่เอ็งก็สบายเมื่อนั้นแหละ” แล้วก็หัวเราะงอชอบอกชอบใจ “อย่ายั่วข้านักนาพี่ขวัญจะบอกให้ เกิดโมโหเต็มทน แล้วประเดี๋ยวก็หนีกลับเสียเท่านั้น” “อ๊ะจะทำใจน้อยไปยังงั้นเทียวหรือ ฝีตีนอีเกของแม่เรียมน่ะ จะหนีอ้ายเรียวพ้นเชียวรึว่าน่ะ”

“โอ๊…” นางผู้หญิงหัวเราะอย่างดูถูก “ถ้าอ้ายเรียวของพี่ขวัญวิ่งเร็วได้อย่างม้าฉันก็จะยอมหรอก แต่นี่ฉันก็เห็นอ้ายเรียวยังโดนตะพดอยู่ทุกๆ วัน เมื่อหน้าไถนี่เอง ฝีตีน มันก็คงไม่เกินควายไปได้” “ก็ถูกละแม่เอ๊ย” เจ้าขวัญตอบเสียงลอยลมแล้วก็พูด กับอ้ายเรียวเป็นเชิงท้าเจ้าเรียม “อ้ายเรียว ข้าจะบอกเอ็งให้รู้เสียก่อนน่ะว่าถึงเอ็งจะไม่ใช่ม้าก็เถอะ แต่ถ้าลงนางเกเขาหนีแล้วเอ็งขับไม่ทันล่ะก็ ข้าเป็นขายเอ็งส่งไปเมืองมินพรุ่งนี้แหละ ให้แขกไถนาเสียให้เข็ดมันอยากแพ้ฝีตีนเขา” เมื่อพูดกับควายแล้วจึงกราดตามองมาพบเจ้าเรียมกำลัง ค้อนควัก เจ้าเรียมเป็นคนตาแหลม ใครๆ ที่ถูกเจ้าเรียม ค้อนก็เท่ากับเห็นปลายเข็มกำลังพุ่งเข้าหัวใจ

ในคลองน้ำกำลังขึ้นเจิ่งฝัง ทำให้เรียมนึกอยากลองดี นายขวัญหนุ่มลูกผู้ใหญ่เขียนนัก อีเกแม้จะวิ่งไม่เร็วบนบก แต่ในน้ำแล้วมันว่ายเร็วและทนทานเป็นหนึ่งจึงอยากจะดูน้ำหน้าเจ้าขวัญว่ามันจะขายอ้ายเรียวจริงหรือไม่จริง จึงเปรยขึ้นบ้างว่า “อ้ายเรียวมันยังมีเขาและถูกไถนาอยู่ทุกๆ วันอย่างควายบ้านเรา เมื่ออีเกมึงยอมให้เขาขับทันได้ ข้าก็ต้องขายแขกพรุ่งนี้เหมือนกัน” “ก็ลองซีแม่เอ๊ย” เจ้าขวัญตอบด้วยความร่าเริงลำพองไม่ทันให้ท้าเป็นคำสอง นางเกก็ถูกกระทุ้งเตือนสนตะพายก็รู้สึกผ่อนเพลาเบาลง จึงเผ่นออกตะโพงไปอย่างสุดกำลังเพียงสามสี่วา ก็โครมลงไปในคลองนํ้าแหวกกระจาย และว่ายเร็วรี่ไปตามกระแสน้ำ อ้ายเรียวก็รู้ไม่หยอก พอถูกตบที่แผงคอเบาะๆ ก็ออก ตะโพงแล่นตามนางเกอย่างไม่ลดละ เหมือนรู้ใจเจ้าขวัญ การแข่งควายในน้ำจึงเกิดหนีเกิดไล่กันอย่างสนุกสนาน แม้อีเก จะว่ายนํ้าเก่งก็ยังเป็นรองเจ้าเรียวอยู่นั่นเอง เพราะเจ้าขวัญไม่ยอมขี่อุตส่าห์ทนว่ายน้ำเอาโดยเกรงเจ้าเรียวจะไล่ไม่ทัน หนำซํ้าร้องกระทุ้งตะเพิดเสียงสนั่นหวั่นไหว

ปกนิยายแผลเก่า
[dropcap]เ[/dropcap]สียงหายใจพรืดๆ ไล่หลังใกล้เข้ามาทุกที ทำให้เจ้าเรียมขวัญเสีย อีกแขนกว่าๆ เท่านั่นเขาอ้ายเรียวก็จะชนท้ายอีเก และก็เป็นแน่ละที่เจ้าขวัญจะต้องเยาะเย้ยใหญ่ในเมื่อจับได้ อ้ายข้อที่ร้ายยิ่งก็คีอ มันจะต้องเรียกเบี้ยปรับตามวิสัยของคนชนะ จะเร่งสักเท่าไหร่นางเกก็คงอืดอาดอยู่เช่นเคย เมื่อไม่เห็นลู่ทางใดๆ อีก เรียมจึงสละจากหลังอีเกโผนโผลงน้ำเพื่อเอาตัวรอด แล้วว่ายเร็วเฉียบเป็นปลาเข็มมุ่งตัดขึ้นหน้านางเก พอได้ระยะก็ดำหายไป เจ้าหนุ่มลูกทุ่งยิ้มแย้มนึกแต่ในใจว่า ชิซะเจ้าเรียมอ้ายกุ้งอ้ายปลาน่ะมันไม่อยู่ในน้ำหรอกหรือ พอน้ำใหม่มาทีไร ข้าก็เอากินเสียทุกที ประสาอะไรกะมนุษย์อยู่บนบกด้วยกัน อย่างจะดำอึดก็คงไม่ได้ครึ่งข้ากระมัง แล้วก็รีบสาวแขนปราดๆ จนขึ้นหน้าอีเกไปไกล จึงลอยตัวคอยดูอยู่ว่าเมื่อไหร่เจ้าเรียมจะโผล่แต่ก็เงียบ แม้น้ำก็ไม่มีวนเลยจนนึกเอะใจเข้าค้นตามข้างตลิ่ง พงอ้อกอข้าวถูกแหวกกระจาย สาหร่ายและสายบัวถูกเจ้าขวัญทึ้งขาดลอยเป็นแพเพี่อค้นหาเจ้าเรียมคนเดียว เรียมมิได้ดำไปไกลหรืออดทนอะไร นอกจากดำดิ่งลงน้ำลึกแล้วย้อนทวนขึ้นทางเก่าจนโผล่ยิ้มเกาะท้ายอ้ายเรียว พอเป็นที่กำบังแอบดูเจ้าขวัญกำลังคลั่งถอนกอข้าวและพงอ้อชายน้ำแทบตลิ่งจะพัง ขำเจ้าคนเก่งจะแกล้งให้หาเสียให้ตาย พอเจ้าขวัญเหลียวมาก็ดำซ่อนเสียสักครู่ เมื่อนานจนผิดสังเกตว่าอึดใจธรรมดา ก็ทำให้เจ้าขวัญนึกเฉลียวว่า ทำไงเสียนางเรียมคงเล่นฉลาดตลบหลังเป็นแน่ ครั้นจะเหลียวดูก็เกรงเสียรอยทำให้เจ้าเรียมรู้ตัว จึงทำไม่รู้ไม่ชี้ดำผลุดหายลงตรงนั้นแล้วย้อนตลบเอาแบบเจ้าเรียมบัาง พอเต็มอึดใจจึงโผล่ขึ้นค่อยๆ ระวังมิให้น้ำกระเพี่อมคล้อยหลังอ้ายเรียวเพียง ๒-๓ ชั่วตัว นั่นเองแม่ะล่ะ นังเรียมเกาะอ้ายเรียวผลุบโผล่อยู่นั่นเอง อารามดีใจจะจับให้ได้จึงโผและว่ายสุดๆ แขน เป็นเหตุให้เจ้าเรียมรู้ผละท้ายอ้ายเรียวจะดำก็ไม่ทัน จึงว่ายล่องตามน้ำไปอย่างรวดเร็วด้วยความชำนิชำนาญ เจ้าขวัญก็ไม่ลดละกวดจี๋จนเลี้ยวเข้าคุ้ง นางผู้หญิงก็อ่อนแรงแทบจะกระเดือกไม่ไหวจึงมุ่งเข้าหาฝั่ง คว้าได้เถาไทรย้อยพอจะพยุงตัวขึ้น เจ้าเสือน้ำก็ว่ายแหวกมาถึงพุ่งปราดเข้ารั้งแขน เป็นเหตุให้เถาไทรขาดหล่นตูมลงมาอีกทั้งสองคน

น้ำใกล้ตลิ่งพอหยั่ง แต่ถึงงั้นเจ้าเรียมก็ยืนไม่อยู่เพราะความเหน็ดเหนื่อย เจ้าขวัญจึงพยุงไวัและพากระเดือกเข้าฝั่ง เจ้าขวัญเองก็อ่อนใจเหมือนกัน เมื่อพยุงเจ้าเรียมมาถึง เกาะรากไทรข้างตลิ่งก็แทบหมดแรง “ฉันเหนื่อยเหลือเกินพี่ขวัญ” เจ้าเรียมหอบฮักๆ ส่ายหน้า “นานๆได้ว่ายสักที เหนื่อยแทบขาดใจตาย” เจ้าขวัญออกสงสารมองแล้วมองอีกรักกันมาร่วมปีก็เพิ่งมาวันนี้แหละที่ได้ถูกเนี้อต้องตัวกกกอดเจ้าเรียมเต็มมือแม้จะขาดใจเสียกลางสายน้ำนี้ก็ตามเถิด “พักเหนื่อยให้สบายเถิดแม่เรียม ฉัน-เออฉันจะทนอุ้มแม่เรียมไว้เอง” เสียงของเจ้าขวัญบ้านทุ่งตื่นๆ ไม่เต็มปาก เกาะรากไทรมือหนึ่ง โอบอุ้มเจ้าเรียมไวัมือหนึ่งรัดเจ้าเรียมไว้แน่นเหมือนเกรงสายน้ำจะพัดเจ้าหลุดลอยไป ความมุ่งหมายที่เก็บมาแรมปีวิ่งพลุกพล่านอยู่ไนหัวใจ ความรักกำลังก้าวออกจากสายตาเจ้าขวัญหนุ่มทุกๆ ขณะ ในน้ำซึ่งน่าจะเนี้อเย็น แต่เจ้าเรียมหน้าตาร้อนผ่าวๆรู้สึกจนกระทั่งว่าช่วงแขนของเจ้าขวัญหน้าอกหนาๆ ของเจ้าขวัญที่แช่น้ำอยู่ด้วยกัน ก็ยังร้อนอบอุ่นไปด้วยความเผลอไผลเหมือนต้องอำนาจมนต์ดลจิตผีครอบผีอำ อึดอัดอยู่ครู่หนึ่ง พอมีสติก็จะผละแต่เจ้าขวัญรัดไว้และมองด้วยสายตาที่เร่งเร้า เหมือนหนึ่งจะให้แม่เรียมเข้าใจในปัญหาแรมปี “พักเสียก่อนเถิด แม่เรียม พักเสียให้หายเหนื่อยแล้วฉันอุ้มส่งขึ้นตลิ่งเอง” เสียงเจ้าขวัญอ่อนโอนผิดเคยหน้าตามีความซื่อสัตย์ยิ่งขึ้น ประหนึ่งจะเป็นเพื่อนตายของเจ้าเรียมทุกขณะ “พี่ขวัญ” “จ๋า เรียม” “อ้า-ปล่อยเถอะจ้ะ ปล่อยให้ฉันยืนมั่งเถอะ” “อย่าเลย เลนทั้งนั้นแขยงตีนเปล่าๆ อยู่เฉยๆ เช่นนี้เป็นไรไปเล่าเรียมเอ๋ย” “อึดอัดจ้ะพี่ขวัญ โธ่แล้วนี่ถ้าใครพายเรือผ่านมาเห็นเข้าฉันจะทำอย่างไรล่ะนี่” เจ้าเรียมสำนึกตัว หลบหลีกสายตา ไม่ให้พบกับเจ้าขวัญ “เงยหน้าหน่อยเถอะเรียม ฉันจะพูดอะไรด้วยสัก ๒-๓ คำ”

กระแสเสียงเจ้าขวัญบอกจะพูดเรื่องอะไรเรียมจึงรู้สึกตัวว่า เจ้ากำลังชะตาคับขันเกิดใจคอหวั่นไหวตกประหม่า เจ้าหนุ่มบ้านใกล้ปล่อยมือที่เกาะตลิ่ง และเชยคางขึ้นเห็นเรียมหลับตาสนิท ความสมบูรณ์และทีท่าบ่ายเบี่ยงเอียงอายของเจ้า แทบจะบดหัวใจของเจ้าขวัญให้ละลายไปกับน้ำ “เรียม-แม่เรียมเอ๋ย เออ-ขอให้ฉันได้ตายกับแม่เรียมในลำน้ำนี้เถิด-รักจริง รักนัก เรียมข้ารักเจ้านัก” เจ้าขวัญมิได้พูดอะไรอีก จูบลงไป จูบเสียเหมือนอย่างจะจงใจเคี่ยวเข็ญให้เนี้อเจ้าเรียมนั่นแหลกเหลว ทั้งแก้มคางคิ้วคอเจ้าขวัญมิได้เว้น การดิ้นรนบ่ายเบี่ยงของเรียมเหมือนลมพัดกองเพลิงในอกเจ้าขวัญให้คุยิ่งขึ้น มันจูบซํ้าเติมอย่างไม่เบื่อ แม้จะต้องว่ายน้ำอีก ๗-๘ คุ้งก็ยังดีกว่า เพราะเวลานี้เจ้าเรียมไม่รู้สึกตัวว่าตัวเป็นอะไร ชาวนา หรือชาวไร่ หญิงบ้านนอกหรือบางกอกก็ลืม รู้อยู่แต่ว่าจมูกของเจ้าขวัญกำลังเขย่าอยู่บนอก ทำให้หัวใจครื้นเครงกระฉอกกระฉ่อน เหมือนลูกระลอกคลื่นๆ วิ่งไล่กันเข้าชนตลิ่งแล้วสะท้อนกลับ ทุ่งหญ้าแสงแดดส่องในตอนเช้า รวงข้าวที่สุกเหลืองเป็นทอง ปลาในน้ำตัวเล็กตัวใหญ่ว่ายเป็นหมู่ๆ ตามกอข้าว สิ่งเหล่านี้เหลืออยู่ในความจำของเจ้าเรียมเพียงครึ่งๆ กลางๆ รางเลือนคล้ายฝัน “พี่ขวัญ” เสียงเจ้าคลุมเครืออย่างจะร้องไห้ “หยุดเสียมั่งเถอะ สงสารฉันและหยุด หยุดทีเถอะ” “สงสารสิเรียม” เจ้าขวัญเงยหน้ามองดูหน้า “ฉันสงสารแม่เรียมฉันรักแม่เรียมเหมือนดวงใจ” “อย่าเพิ่งพูดเลยพี่ขวัญ ปล่อยฉันก่อนเถอะ” “จะไปไหนเล่า เออแน่, ไม่เชื่อหรือว่าฉันรักแม่เรียมนักหนาไม่มีอะไรเปรียบ” “ก็เป็นแต่เวลานี้หรอกพี่ขวัญ ถึงฉันยังไม่มีผัวก็พอจะรู้อยู่มั่งเพราะแม่แกเคยพูดอยู่เสมอๆ ว่า…” “ว่าอะไร แม่แกพูดว่าอะไรน่ะแม่เรียม” เจ้าขวัญรีบถามเรียมนึกอายๆ แต่เพี่อจะดักคอ และปราบๆ หัวใจเจ้าคนรักไว้ครั้งหนึ่งจึงตอบว่า

“แม่แกว่า ผู้ชายน่ะเหมือนปลาพอนํ้าใหม่มันก็ไปกับนํ้าใหม่ ฉันจึงกลัวนักเอ้อ” เจ้าส่ายหน้าปรับทุกข์กับตัวเอง “อ้ายฉันยิ่งกลัวมันมากแล้วมันจะมาได้กับอกฉันเองเสีย กระมัง” เจ้าผู้ชายนึกฉงน ยิ่งเห็นเรียมน้ำตาคลอหน่วยก็ยิ่งเพิ่มการไม่เข้าใจหนักขึ้น คิดเขวไปต่างๆ แต่แล้วก็จับเค้าได้ว่าเจ้าเรียมกลัวจะไม่รักจริง “อ๋อ-เรียม ก็จริงของแกอยู่บ้างหรอก แต่ใจฉันน่ะเห็นว่า น้ำใหม่มันก็น้ำเก่า อ้ายน้ำเก่ามันก็ไหลมาเป็นน้ำใหม่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในคลองเดียวกันนั่นแหละ เรียมเอ๋ยอย่ากลัวเลยพี่ไม่ใช่ปลารักน้ำอย่างว่าหรอก หัวใจพี่เติบ หัวใจพี่ใหญ่อย่างตะเข้รักวัง ถึงน้ำเก่าจะไปน้ำใหม่มันจะมาหรือ น้ำมันจะแห้งจนขอดพี่ก็ต้องตายคาวัง เพี่อต้องตายอยู่กับ เรียมคนเดียวจริงๆ” แล้วเจ้าขวัญก็รัดแขนทั้งสองแน่นขึ้น เป็นการยืนยันในคำมั่นสัญญา เจ้าเรียมร้องไห้กระซิกๆ อยู่ระหว่างอก เพราะหัวใจเจ้ากำลังคิดไปในเหตุต่างๆ ร้อยแปด คิดไปถึงเจ้าเริญพี่ชาย ซึ่งไม่ถูกกับเจ้าขวัญ คิดไปถึงพ่อของตัวซึ่งไม่ถูกกับผู้ใหญ่เขียน เพราะแพ้ความเรื่องรุกที่นา และจนทุกวันนี้ตาเรืองพ่อเจ้าเรียม กับผู้ใหญ่เขียนพ่อของเจ้าขวัญและตัวเจ้าขวัญเองกับเจ้าเริญ ก็ยังอาฆาตมาดร้ายกันอยู่เสมอ แต่เจ้าขวัญกับเจ้าเรียมกำลังรักกันเหมือนจะกลืน และมันจะเป็นผลสำเร็จกันได้อย่างไร ทอดตามองดูสายน้ำไหลแล้วถอนใจ สะอื้นไปถึงความหลังๆ และกาลข้างหน้า ไม่รู้ว่าอะไรมันมาจุกประดังอยู่ที่คอหอยจนพูดไม่ออก คนเหล่านั้นโกรธเกลียดอาฆาตกัน แต่เรารักกันแล้วใครจะเห็นใจเรา นอกจากเราเห็นกันเอง เมื่อต่อไปข้างหน้ามิต้องยึดสายน้ำที่พบปะลอบรักกันหรือ แล้วอีกสักกี่ปีกี่ชาติเล่าจึงจะสมรักอย่างเขาอื่น แต่ที่เจ้าเรียมกระวนกระวายใจกลัวหนักหนาก็คือ เจ้าขวัญกับหล่อนจะต้องค้างคอยลอบรักกันไปจนกว่าน้ำจะแห้งคลองจะเขิน แล้วก็หลับตาสิ้นอายุไปด้วยกันทั้งรักๆ “แล้วเราจะทำยังไงเล่าจ๊ะพี่ขวัญ เพราะพ่อกับท่านผู้ใหญ่แกก็เป็นศัตรูกัน หนำซ้ำพี่เริญก็ไม่ถูกกับพี่ขวัญเสียด้วย เฮ้อ ฉันกลุ้มเสียจริง” แข็งใจตอบไปว่า “ค่อยคิดค่อยอ่านเถอะเรียมเราค่อยๆดูเขาไปก่อนดีกว่า ไม่ช้าเขาก็ดีกันเองเพราะเราใช่อื่นไกล ผืนนาก็อยู่ติดๆ กัน บ้านใกล้เรือนเคียงจะโกรธกันไปถึงไหน” “ไม่เห็นเลยพี่ขวัญ ฉันมองไม่เห็นจริงๆ” แล้วเจ้าเรียม ก็ถอนใจอีก “นี้ฉันก็นับว่าเป็นลูกนอกคอกนอกคำพ่อแม่อย่างคนตกนรกทีเดียว แกห้ามนักห้ามหนาเพราะรู้จากพี่เริญ ว่าเรารักกันมานานแล้ว แกว่าถ้าไม่เชื่อคำแกก็อย่าอยู่ดูผีดูไข้กันเลย”

ความกระอักกระอ่วนของเจ้าขวัญถึงที่สุด ไม่รู้จะหาคำใดมาปลอบเจ้าเรียมอีกได้ เพราะอะไรมันก็จริงของเจ้าทั้งสิ้น ตลอดย่านปลายน้ำตลอดทุ่งเวิ้งบางกะปิและแสนแสบทั้งสองฟาก เจ้าขวัญไม่กลัวไม่พรั่นใคร ผีสางนางไม้ นักเลงทุกๆ รุ่น และหนุ่มคะนองกำลังแตกเปลี่ยวไม่ว่าหน้าไหนบางไหน เมื่อออกชื่อเจ้าขวัญลูกบ้านทุ่งปลายน้ำบางกะปิแล้วต้องรู้จักดี หลีกหมด เมื่อไม่หลีกก็เจอกันเท่านั้นเอง แต่นี้ล่ะตาเรืองเอย อ้ายเจริญเอยล้วนแต่สังคะญาติที่สำคัญๆ ของเจ้าเรียมทั้งสิ้นจะทำลงไปยังไง เหม่อมองไปอีกฟากหนึ่ง อีเกกับอ้ายเรียวกำลังคลอคู่ลอยฟ่องอยู่กลางน้ำ มันเป็นควายเดรัจฉานก็ยังรู้รักรู้ปลื้มกันตามประสา หันมามองเจ้าของเออ เจ้าเรียมกำลังร้องไห้อยู่หว่างอกร่ำรำพันถึงทุกข์ยากที่จะต้องประจันในข้างหน้า ตลอดคลองนี้ไม่มีใครสวยล้ำไปกว่าเจ้าเรียม จนหนุ่มๆ ติดกรอ แต่เจ้าเรียมไม่เล่นกับใคร อุตส่าห์ถนอมตัวมามอบรักกันเจ้าขวัญ เหลือที่เจ้าขวัญจะใจแข็งอีกต่อไป ซบหน้าลงกับหัวเจ้าเรียม น้ำตาไหลหยดลงเส้นผม เจ้าเรียมเมื่อรู้ว่าขวัญร้องไห้เจ้าก็ยิ่งร้องใหญ่ เจ้าขวัญก็คิดแค้นในวาสนาอาภัพไปต่างๆ นี่มันเป็นครั้งแรกคนแรกจริงๆ ที่เห็นนํ้าตาอ้ายขวัญอ้ายหนุ่มตัวยงลูกทุ่งปลายนํ้า
“พี่ขวัญร้องไห้ พี่ขวัญอย่าคิดอาฆาตแกเลย นึกว่าเห็นแก่ฉันเถอะ” “เปล่าหรอกเรียม พี่เจ็บใจวาสนาของเรา พี่ไม่อาฆาตแกหรอก เพราะแกก็เท่ากับพ่อของพี่เหมือนกัน ถึงอ้ายเริญก็เถอะ พี่อโหสิให้มันแล้วเพราะเห็นแก่เจ้า” “จริงหรือพี่ขวัญ” เจ้าเรียมคะยั้นคะยอไม่ค่อยจะเชื่อเพราะเคยรู้ฤทธิ์รู้คมเจ้าขวัญดี “ถ้างั้นพี่ขวัญก็รักฉันมาก เหลือเกินใช่ไหมจ๊ะพี่?” “ใช่แท้เทียวเรียมเอ๋ย พี่ไม่เห็นว่าอะไรจะน่ารักไปกว่าเรียมของพี่จริงๆ” เจ้าลูกผู้ใหญ่บ้านยืนยัน “พี่คิดถึงวันหน้าแล้วก็อยากจะร้องไห้เสียงดังๆ พอได้โล่งใจ พี่คิดเผลอไปว่าถ้าผู้ใหญ่เขาดีกันแล้ว พี่จะให้พ่อแกไปสู่ขอเจ้า แล้วต่อไปเราคงเป็นสุขมากทีเดียวเรียม นาของพ่อแกมีถึง ๕๐ ไร่ และพี่ก็เป็นลูกคนเดียวต้องได้หมดทั้งห้าสิบ เจ้าไปนาเย็นกลับบ้าน เราเห็นหน้ากันก็เป็นสุขจริงๆ หัวใจของพี่ไม่แส่หาอะไรมากมาย ในน้ำมีปลาในนามีข้าวและที่บ้านมีเรียมอยู่ พี่ก็แสนสบาย เมื่อพ้นหน้าเกี่ยวหน้าลานแล้วเราก็มีเงินซื้อทองแต่งเที่ยวงานวัด หรือเข้าบางกอกพออวดเพี่อนๆ เขาได้ แต่ว่า-เอ๊อเจ้าก็รู้เห็นอยู่ยังงี้ และจะให้พี่ทำยังไงดีกว่าร้องไห้เล่าเรียมเอ๋ย”

แต่เกิดมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ต้องใช้ความคิดสติปัญญาและความรอบรู้ของเจ้าขวัญก็เพียงอ่านหนังสือแตกเขียนไม่ค่อยคล่อง แต่เจ้าเรียมได้แต่อ่านออก หากจะเขียนก็ตู่ตัวเต็มทน ฉะนั้นงานนี้จึงเป็นงานใหญ่ที่หนักอกสำหรับความคิดของเจ้ารักเจ้างามทั้งคู่ กอดรัดจูบซ้ายจูบขวากันอยู่อีกครู่ใหญ่ เจ้าเรียมก็ระลึกได้ว่าบอกกับพ่อว่าจะพาอีเกมาอาบน้ำเพียงครู่เดียวเท่านั้นจึงชวน “เรากลับกันทีหรือพี่ เพราะนี่มันนานนักแล้วเดี๋ยวพ่อแกให้พี่เริญมาตามพบเข้าจะเกิดความใหญ่ พรุ่งนี้เราถึงมากันใหม่ และบางทีฉันจะเลยไปที่ศาลเจ้าพ่อด้วย” “ก็ดีเหมือนกัน” เจ้าขวัญคล้อยตาม มองหน้าสาวตะลึงตะไรเสียดายที่จะต้องจากกัน ‘‘พี่ไม่อยากห่างเรียมเลย เพราะคืนนี้ทั้งคืนจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ ดูมันนานราวกะสักปีหนึ่งทีเดียว เอาไปก็ไป เรียมเกาะหลังเถอะพี่จะว่ายไปเอง” แล้วเจ้าขวัญก็ผละตลิ่งโผออก วาดแขนแหวกน้ำสุดๆ แร้ ข้อลำและกล้ามเนื้อที่สร้างขึ้นด้วยหางไถว่ายน้ำและผ่าฟืนก็วาดไปวักไปอย่างชำนาญไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอะไรเลย ในการที่มีหญิงยอดชีวิตของมันเกาะหลังพ่วงไปทั้งคน พอถึงตลิ่งและขึ้นฝั่งได้ก็พบอ้ายเรียวกับอีเก กำลังเอื้องหญ้าอ่อนอยู่อย่างเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินใกล้ๆ กัน

[button link=”http://bit.ly/oldwound” window=”yes”]ดาวโหลดน์แผลเก่า ฟรี! Click![/button]

error: Content is protected !!