• You are here:
  • Home »
  • แสนแสบ

Tag Archives for " แสนแสบ "

แสนแสบ

นวนิยายเรื่อง แสนแสบ ตอนที่ ๑ : โดย ไม้เมืองเดิม

[dropcap]เ[/dropcap]มื่อตะวันบ่ายข้ามทุ่ง แลท้องน้ำแสนแสบผ่านยอดเจดีย์หักวัดบางกะปิตกท้ายบางกอกโน้นแล้ว เพลาคาบบ่ายคาบเย็นก็มาถึง แม้เนื้อนาและกล้าเขียวของบางกะปิต้นน้ำยังอบอุ่นได้แสงตะวันอยู่ แต่นาล่มนาเขินท้ายน้ำของตำบลแสนแสบกำลังจะเย็นเงียบเชียบ ด้วยตะวันทิ้งดวงไปแล้วไกล หัวน้ำขึ้นของเดือน ๑๑ กุ้งปลากำลังหลากมากับนํ้าใหม่ ข้าวก็ตั้งท้อง บางแห่งแก่ใกล้เกี่ยวพวกบ้านนาที่ว่างงานก็หาลำไพ่อื่น แต่ที่ผู้ขยันเป็นอย่างยอดคือ เจ้าแผลงลูกเจ้าท้ายน้ำแสนแสบ เจ้าหนุ่มที่คิดจะหาทรัพย์ในดินสินในน้ำด้วยบากบั่นมานะ เพราะมันถือว่าจนไม่เหมือนยังเพื่อนหนุ่มอื่น เมื่อตะเพิดควายขึ้นจากปลักต้อนเข้าคอกแล้ว ก็คว้าข้องและสวิงตรงมาหน้าศาลจ้าวขวัญ ซึ่งปลูกอยู่ชายน้ำหว่างแสนแสบต่อบางกะปิด้วยกุ้งปลาชุมกว่าแห่งอื่น โดยพวกบ้านทุ่งบ้านนาทั้งหลาย หามีใครกล้ามาลงสวิงหรือทอดแหไม่ ต่างพากันคร้ามเกรงความศักดิ์สิทธิ์ของจ้าวทุ่งตนนี้ ทั้งหน้าศาลก็เป็นวังท้ายน้ำคุ้ง บนฝั่งเป็นนาดอนสุมทุมไปด้วยมิ่งไม้และเถาวัลย์และไกลหลังศาลมืดทึบ

สวิงอีกคันหนึ่งยังโหว่รูเบ้อเร่อ เป็นสวิงของนังโปรยที่วานถัก นัดจะมาเอาเย็นๆ แล้วจะเลยลงปลาด้วยกัน เจ้าแผลงนั่งเหยียดขาปากร้องเพลงเอื่อย ใจก็ตั้งอยู่ว่าจะถักให้สวยเพื่อถูกใจเจ้าโปรย แต่ก็ถักผิดคร่อมตาสวิงบ่อยๆ เพราะตามันชำเลืองไปจับอยู่ที่หัวคุ้ง คอยฟังเสียงจ๋อมของใบพายจุ่มน้ำ คอยเหลือบดูหัวเรือเพรียวที่จะโผล่หัวคุ้ง เมื่อถักผิดก็ต้องแก้ใหม่แล้วก็ผิดอีกและแก้อีกเลยยุ่งกันใหญ่ ตะวันก็รอนลงสวิงก็ไม่แล้ว ซ้ำเจ้าโปรยยังไม่มาสวิงจึงถูกเหวี่ยงไปทางหนึ่งแล้วก็เอนเอกเขนก นึกเพลงอะไรนิดๆ หน่อย ก็ร้องแก้รำคาญจนกว่านังหน้ามนจะมาตามนัด ร้องเองรับเองทั้งลิเกและเพลงเกี่ยวข้าวที่จำได้หมดพุง ยังแถมเพลงฉ่อยที่ถนัดก็หมดถึงต้องใช้ด้น มันเพลิดเพลินที่จะหาคำเกี้ยวเพราะๆ ผูกกลอนไว้แทงใจเจ้าโปรยเล่น จึงหารู้ไม่ว่าที่ริมน้ำท้ายพงกก ได้มีผู้หญิงมาซุ่มฟังเพลงฉ่อยอย่างขบขันด้วยกลอนด้นมันตาย แลก็เงียบเหลือแต่เสียงผิวปากรับกลอนสด นังผู้หญิงในเรือหัวเราะคิกๆ ขำใจ เมื่อปักพายุผูกเรือมั่นคงดี จึงตะโกนเย้าโยนขึ้นไปให้เจ้าคอเพลงบนตลิ่งว่า “ด้นสวิงเฮ๊อะ อย่าด้นเพลงเลยปลามันจะไม่เหลือกิน” รีบผลุบลงบังกราบเรือ พงกก เจ้าแผลงถลันยืนมองไปหัวคุ้งและชายคลอง หามีใครนอกจากน้ำกระเพื่อมฝั่งรอบๆ ตัว แลหลังศาลเป็นนาเขินมีแต่พงแขมและอ้อถูกลมพัดเกรียวกราวท้าย โน่นก็ดงโสน ใครเล่าลองดี

แต่มันเสียงผู้หญิงหรือนังพวกคอเพลงบางกะปิเตลิดมาหาปลาถิ่นปลายนํ้านี่ จะว่าผู้ชายอ้ายหนุ่มนาโน้นก็ผิดไป นี่มันบ้านท้ายคุ้งปลายน้ำ ทุ่งนี้มันลือมาแต่จ้าวขวัญเจ้าพ่อยังทรงชีวิตอยู่เป็นเสือขวัญมาแล้วใครจะห้าวเข้ามาเหยียบมั่ง เบิ่งข้ามพงกกไปฟากคลองโน้น แล้วป้องไปรอบๆ เพื่อหาตัวคนขัดคอ แต่เมื่อตรวจถ้วนถี่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครอื่นอีก แม้ควายจะดุ่มอยู่ในนาสักตัวก็ไม่มี จึงคิดว่าหูตาหวาดไปเองก็นั่งลง ซึ่งทำให้นังร่างงามที่อยู่ในเรือขำในท่าทางเก่งก๋าของมัน จึงกู่ขึ้นคล้ายเสียงนกกุ๊กบ้าง สุนัขหอนมาแต่ไกลบ้าง บางครั้งฟาดขาลงน้ำเหมือนปลาใหญ่ผุดแล้วก็หลบลงกลางลำเรือ ก้มหน้าหัวเราะชอบใจอยู่คนเดียว เจ้าแผลงเอะใจ นกหนูร้องกันแซ่หมาก็หอนวิเวก ซ้ำปลาใหญ่ผุดโผงอยู่เมื่อครู่ กำลังหัวเราะคิกหลบหน้าชอบใจ ประเดี๋ยวเถอะจะแก้ลำเจ้าให้รู้สำนึก เจ้าหนุ่มบ้านใกล้จึงวางสวิงย่องกริบเข้าชิดเกาะท้ายเรือเพรียวลำเล็กกระโชกขึ้นจนสุดเสียง ทั้งโห่ร้องป้องปีกมือก็เขย่าโคลงเรือแทบจะล่ม

นังสาวผมประไหล่ร้องกรี๊ดขวัญหนีดีฝ่อ ตะโกนร้องไปตามความตกใจ “ต๊าย พี่แผลงเร็วช่วยฉัน” แล้วลุกเผ่นตะกายจะขึ้นตลิ่งตัวสั่นไม่เป็นท่า แผลงหัวเราะก๊ากที่สมอุบาย พอนางปลาใหญ่นํ้าหลากโผนก็รวบตัวไว้แนบอก “ขวัญเอ๋ยพี่เอง โปรย โปรยเอ๋ยเจ้าอยู่ในอกพี่เอง ใช่ ใครอื่นหรอก” ความสงัดของท้องน้ำหน้าศาล แลทุ่งวิเวกบนฝั่งใกล้พลบ เมื่อถูกกระโชกโฮกฮากไม่รู้ตัว เจ้าโปรยก็แทบสิ้นสติ แม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นใครก็ยังตัวสั่น หลับตากอดเจ้าแผลงแน่น ปากพร่ำเรียกชื่อเจ้าหนุ่มที่ถูกกู่หลอนอยู่เมื่อกี้ พอได้ยินคำรับขวัญและเรียกชื่อทั้งกอดรัดแน่นขึ้น จึงรู้ว่าเสียกลเจ้าเพื่อนชายบ้านเคียง เสียรู้และตกใจ ทำให้โมโหเกิดแล้วแสนงอนก็ตามติดๆ ข่วนอกเจ้าแผลงทั้งหยิกและปากช่วยเป็นแว่นๆ เพื่อสลัดให้พ้นจากอ้ายคนอวดดี

“ปล่อยนะ เล่นอะไรพันนี้เฮิ๊บจนตกใจขวัญบินไปหมด แล้วยังจะ…” คำก็ห้วนลงด้วยกระดากนึกอายที่เสียรู้มันกอด “ยังจะอะไรล่ะโปรย หา! บอกให้รู้ไปเรอะ เออแน่ เจ้าจะกอดพี่เองหรอกน๊ะ” แผลงเป็นคนสนุก เมื่อพูดแล้วก็จับแขนเจ้าโปรยให้กอดคอมันเอง “เมื่อภัยก็เรียกหาอ้ายแผลง ครั้นพ้นแล้วจะไล่ส่ง รางวี่รางวัลก็ไม่มี มันจะใช้ได้ที่ไหนล่ะเจ้าโปรย” ฟังคำเจ้าหนุ่มท้ายนํ้าพูดเอาแต่ได้ถอนฉิว ทุบแทบว่าหน้าอกจะพังมันก็ยังทำหน้าระรื่นหัวร่อ เจ้าโปรยดิ้นสุดแรง แล้วโถมตัวชนมันเซเลยรั้งเจ้าล้มพงกกไปด้วยกัน “ปล่อยน่ะพี่แผลงผ่าซีเอ้อ ข่มเหงหัวใจอะไรกันยังงี้ล่ะ” สะบัดจะลุกขึ้นแต่กลับถูกรั้งให้นั่งลงไปอีก ต้นกกหักราบเป็นทาง “ข่มเหง” แผลงล้อคำทำตาปรือๆ ยังเอกเขนกลุกไม่ขึ้น “พี่รึจะข่มเหงเจ้าลงคอนั่งราบลงเถอะโปรย ฉันใช่คนดุร้ายสามหาวอย่างไรหรอก เราบ้านข้างเรือนเคียงยังต้องเห็นหน้ากันไปอีกนานๆ ก็พอจะคบจะพูดกันได้อยู่ไม่ใช่หรือไร” เจ้าโปรยหน้ากล่ำกลัดเลือดตอบเรื่อยๆ ว่า “ก็พี่ปล่อยมือข้าซี ยึดไว้ยังงี้ข้ากลัว” “กลัว” เจ้าแผลงชะโงกศีรษะขึ้น “เออแน่ะช่างว่าแท้ แม่ะล่ะ เจ้ากลัวผีหรือกลัวพี่ว๊ะหะโปรย จะเย็นจะค่ำอยู่แล้วทำห่างข้าไป ผีมันจะหลอกเจ้าล่ะนาไม่ว่า” ถึงเป็นลูกบ้านนา เจ้าโปรยก็มีนิสัยกลัวผี, ยิ่งรู้ว่านี่เป็นหน้าศาลเจ้าขวัญจ้าวทุ่งปีศาจกล้า ก็อดจะหวาดไม่ได้ แผลงก็ไม่ยอมปล่อยข้อมือ ซํ้าคอยดักมองพบหน้าให้นึกบัดสีใจพิกล
ชั่วครู่ที่นังโปรยเลื่อนไปอื่น ข้อแขนที่อยู่ในกำมือสั่นเทิ้มกำดัดสาวของเจ้าโปรยทั้งที่เขินที่เบือน เหลือที่เจ้าแผลงจะอดใจรัก จึงขยับตัวขึ้นแล้วรั้งรวบเจ้าโปรยไว้ ลอบพบปะกันนักต่อนักแล้ว ไม่ชื่นเหมือนมื้อนี้เลย

แสนแสบ ปกนิยาย ไม้ เมืองเดิม

“หายตกใจแล้วรึโปรย แม่คุณขวัญอ่อนแท้” แข็งใจถือวิสาสะจูบเพียงเบาๆ แต่นังโปรยเป็นสาวบริสุทธิ์ไม่เคยต้องมือชาย ก็ปัดป้องหลบหลีกดิ้นเร่าๆ เมื่อเห็นไม่พ้นเขาแน่ก็ซุกหน้าแอบ ถอนใจครั้งนี้ก็ถูกรัดแน่นอีกครั้งหนึ่งจนต้องวอนขอตัว “คลายพอฉันหายใจออกมั่งเถอะพี่แผลง ยังงี้เมื่อยแทบขาเป็นเหน็บปวดหมดทั้งตัว” เสียงเจ้าโปรยน่าสมเพช พูดสั่นๆ แหลมลึกแทงใจ อยากจะกอดโปรยจูบโปรย แล้วก็สบถสาบานให้มันฟังว่า เมืองมนุษย์ที่แสนแสบนี่มันสุขเหลือ ตายไปแล้วสวรรค์สิบชาติก็หาปรารถนาเท่ากอดเจ้าโปรยมื้อเดียว “นั่งตามสบายซิโปรย นั่งให้เต็มตักพี่ก็แล้วกันได้หายเหน็บ อย่าเกรงใจเลย ฉันน่ะจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ายังไรก็ยอม ที่จะให้โปรยรับสบายทุกอย่าง” “ฉันขอนั่งดินเถอะจ๊ะพี่แผลง” โปรยวอนถอยตัว แต่เจ้าผู้ชายก็หายอมไม่ คงกอดแน่นหนาจูบถนอมเจ้าจนสั่นเทิ้มไปทั่ว ปากก็พร่ำว่าด้วยคำหวานต่างๆ ตะวันรอนลมก็โกรกแรง พงกกที่ยังตั้งลำก็โอนเอนโน้มยอดชายน้ำข้างหน้าเล่า เรือเพรียวของเจ้าโปรยกำลังโต้ระลอกลม แต่ในหัวอกเจ้าของมันระลอกรักกำลังวิ่งพล่านกาย หวั่นไหวมิผิดเรือเพรียวโต้ระลอก “โปรยเงยหน้าทีรึ ฉันจะพูดอะไรด้วยสักหน่อย” จับคางเชยขึ้น หน้าตาโปรยยังร้อนผ่าวด้วยความอายแทบจะแทรกดิน “กวนเสียเรื่อยจะพูดอะไรก็พูดไปล่ะซิ”

แผลงหัวเราะฮาใหญ่ นังลูกสาวกำนันแสนแสบมันยิ่งงอนยิ่งงาม หลับตาปี๋กัดริมฝีปากจะยิ้มแต่ลักยิ้มมันผุดบุ๋มอยู่บนแก้ม จะเข้าสองหน้าเกี่ยวแล้วที่รักกันก็เพียงเฉียดฉวยข้อมือยังปลื้มนอนไม่หลับ นี่มิอิ่มใจลืมข้าวน้ำไปชั่วปีล่ะหรือนี่ “ความมันก็ไม่มีอะไรนักหรอกโปรยเอ๋ย, มันก็พี่รักเจ้า แลอยากให้โปรยรักฉัน เหมือนฉันรักโปรยนั่นแหละ” “อ๊อ-” นังผู้หญิงลากเสียงคราง “นึกว่าขออื่นขอไกล พี่หามาเปรียบเอากะคนยังฉัน แล้วก็ฉันขอขึ้นมามั่ง นั่นจะขัดใจไหมล่ะ” “ขอไรล่ะ ฉันก็รักโปรยอยู่เป็นหนักหนาแล้วขออะไรอีก รึว่าจะขอไม่ให้รักอีช้อยก็พูดมาให้มันเกรงใจเถอะ ฉันจะสาบานเสียต่อหน้าตะวันมันจะตก แล้วจะเอาจ้าวขวัญนี่แหละเป็นองค์พยาน” ถูกใจดำเจ้าโปรยยิ้มแฉ่ง แต่ซ่อนหน้าไปเสียอื่น มือแหน็บสีข้างเจ้าหมอที่ทำนายเก่งเข้าให้ ตอบเป็นคำเปรยเหมือนความนั้นมันไม่สำคัญ “ก็สาบานไปซีล่ะ ฉันจะว่าไร คนเมื่อปากมันไม่เกรงใจแล้วควายมันก็จะดีกว่าคน” “เอานั่น” เสียงแซมและหัวเราะสิ้นแต้ม “เรื่องการคารมล่ะ ฉันกลัวเจียวแม่เอ๊ย พับผ่าเถิด แล้วที่ฉันพูดน่ะมันถูกมั่งไหมละ เมื่อถูกก็บอกกันกรงๆ แต่อ้ายที่จะให้ฉันพูดพล่อยสาบานไปคนเดียว ไม่รู้ความนั่นมันจะทำให้ฉันเป็นบ้าอยู่นะแม่โปรย เอ้อ งั้นน่ะซี ไม่ต้องกระซิบ พูดดังก็ไม่มีใครมาซุ่มฟังอยู่หรอก เอ้อ เฮอ” แล้วแผลงก็เค้นหัวเราะให้ดังขึ้นอีก “ห้ามจนถึงว่านอนร่วม ชายคาเทียวเหรอะ เอาละวะทุกวันนี้ฉันก็นอนเฝ้าควายที่ห้างอยู่ทุกๆ คืนน่ะปะไร อือโปรยฮึ้มมันช่างสมเป็นลูกกำนันจริงๆ ออกข้อบังคับแต่ละข้อ หมายอำเภอยังสู้ไม่ได้ เออ-เออ เมื่อมองอีช้อยนานไม่ได้ ฉันก็จะเบิ่งไปดูควายกลางนาก็เห็นจะไม่ผิด”

“อ้ายปากพูดนี่น่ะนี่…นี่” เจ้าโปรยคว้าริมฝีปากบิดเสียเป็นเกลียว “ปากนี่มันไม่น่าจะมาอยู่เป็นคนท้องนา ช่างพูด มันต้องอยู่บางกอกถึงจะเหมาะสมัย สาบานก็สาบานซีจะฟัง ถ้าใครไม่เกรงคำก็อย่าให้มันแคล้วเลย เจ้าขวัญแม่เรียมที่ตายอยู่กลางน้ำขอให้ยินคำเขาไว้มั่ง” ‘‘เออซีน่าเจ้าโปรย ยิ้มให้แก้มบุ๋มๆ เสียก่อนปะไร เมื่อจูบแล้วก็จะได้สาบานเสียให้สมกะที่จูบ” ถึงไม่คิดจะยิ้มก็อดยิ้มไปไม่ได้ เพราะเจ้าหนุ่มลูกบ้านนามันพูดชวนขันอยู่ร่ำไป แกล้งหลบยิ้มไปทางหนี่ง มันจับได้ก็ถูกปล้ำจูบเสียอ่อนใจ ยังแถมบังคับให้ตอบว่ารักมันหนา แล้วอ้อนออดมาแต่คำเหมือนจะเด็ดหัวใจไปไว้ในอกมัน แต่ก็เพลินฟังเสียจนลืมว่าจะค่ำมืดอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว น้ำก็ท่วมฝั่งขึ้นมาจนเกือบต้องนั่งแช่ เตือนขึ้นว่า “เอาซี, เมื่อเพียงพอแล้วก็อย่าให้มันคลาดสัญญาเนิ่นนานไปอีกเลย” “พอ-ฮ๊ะ! จูบโปรยน่ะรึจะพออิ่ม ให้ตกนรกไปเถอะ มันจะตายโหงหรือตายดีก็แล้วแต่ เมื่อตายก็ขอให้โลกันตร์มาสูบไปทีเดียว ทว่าใจมันรักโปรยน้อยไปกว่าปาก ถึงเมื่อไม่ตายก็ขอให้ฉิบหายมีอันเป็นไป ยังว่าเถอะตัวอย่างก็มีอยู่แล้วเจ้าแม่และเจ้าพ่อขวัญนั่นปะไร ก็เหมือนฉัน มันเสียคำก็ให้มันตายฉิบหายไปยังว่าซีเล่า” คำที่กล่าวเน้นแน่นแต่ละคำก็มีนํ้าหนัก เป็นความเต็มใจของลูกผู้ชายที่จะสาบานให้สมกับที่มันรัก นังผู้หญิงนิ่งฟังนึกหวาดๆ ไป คำว่าสาบานนั่นมันจะเป็นลางให้ร้าย

เห็นเจ้าโปรยงันตั้งอกตั้งใจ แผลงก็แหวกแขนหักพงกกราบเป็นช่อง ตรงข้างหน้าที่แลเห็นคือศาลจ้าวขวัญซึ่งมีรูปเจว็ด เบื้องซ้ายเป็นรูปตุ๊กตาผู้หญิงห่มแพรแดงคือจ้าวแม่เรียม “ฟังซิโปรย ลางทีเจ้าจะยังไม่จำความได้กระมัง เมื่อจ้าวขวัญแกตายฉันก็ยังย่อมอยู่นัก ฟังไว้เสียเถอะจะได้จำเรื่องของแกรำลึกถึงเราเวลานี้ และเวลาชิงพลบนี่แหละจ้าวขวัญกับจ้าวเรียม แกกำลังสิ้นใจอยู่กลางน้ำ แกเรียกหากันได้ ๓-๔ คำ แล้วก็ขาดใจไปด้วยกันทั้งคู่ปลายนํ้านี่เอง” แผลงชี้มือไปอีกฟากหนึ่งตอนหัวคุ้ง แล้วก็เล่านิยายของเจ้าสองคนให้โปรยฟังย่อๆ แต่เมื่อถึงตอนที่เจ้าคนผู้หญิงจะตายเพราะเสียสัตย์ต่อความรักนั้น เจ้าหนุ่มยํ้าอีกเพื่อให้นังคนรักฟังแปลบเข้าหัวใจ ฟังนิยายของเจ้าถิ่น แล้วมองดูเจว็ดบนศาลนึกเสียวใจหวาดกลัว เจ้าโปรยจึงห้ามขึ้นว่า “แต่พอการเถอะพี่แผลงฉันออกกลัวขึ้นมาทีเดียว กลับเสียทีล่ะจะดี ค่ำมืดแล้วฉันโกหกพ่อแกว่าจะมาลงปลาสวิง ที่วานถักนั่นแล้วกันมั่งหรือยัง” “เออ-ลืมสนิท ยังไม่แล้วเลยถักๆ แก้ๆ อยู่นั่นแหละ เพราะใจมันไปรออยู่ที่หัวคุ้งโน้นน่ะซี ผ่าเถอะน๊ะโปรย อ้ายหัวใจฉันนี่มันจะยังไงๆ เสียแล้ว นึกอยากให้คนมันตายกันหมดทั้งแสนแสบ เหลือแต่ฉันกับโปรยสองคน ไร่นามันก็จะเป็นของเรา ข้าวน้ำมันก็เป็นสมบัติเรา ลงกุ้งลงปลาให้มันสบายกันแต่สองคน มันคงเอ้อระเหยสนุกอยู่ในน้ำวันยังค่ำแสนสบายเชียวนะ-โปรย”

“ฉันถามสวิงคำเดียวพี่แผลงตอบเป็นกอง แล้วก็เอาเรื่องข้าวเรื่องน้ำอะไรเปื่อยมาให้ฉันฟังไม่รู้” ขัดคอแลชี้นิ้วยันหน้าผู้ชายหงึก “มันยังงี้นี่เล่า อ้ออ้ายคนหน้านี้มันสำคัญ เมื่อลับหลังคนมันชวนใจคนให้เสียยังงี้เอง พอใกล้คนละเหมือนควายหน้าไถ ไม่พูดไม่จาโด่งจะเอาแต่งาน พอเดือน ๑๑ ขึ้นดอนเข้าคอกแล้ว ควายมันก็เป็นคน มันก็เป็นค๊น” เมื่อเน้นเจ้าโปรยก็เน้นฟันลงที่แขนของอ้ายควายเจ้าชู้ “โอ๊ยน่าแม่โปรย” สูดปากเพราะเจ้าโปรยเน้นอย่างมันเขี้ยว “คงจะระแวงไปอีช้อยอีกละซี บอกว่าอีช้อยมันลูกของลุง ฉันก็เลี้ยงมันมาแต่เล็กและมันจะมาใยดีอะไรกับฉันน๊ะ อ้ายเทียม มันมีไร่นาสาโทแลสวยกว่าฉันเป็นกองสองกอง” “ก็ใจนังช้อยเขาจะชอบพี่ขึ้นมาล่ะ จะไปว่าไรฮ๊ะ ก็โจนงับไปเท่านั้นเอง ผู้ชายน่ะเร๊อมันก็เหมือนสวิงลงปลานั่นแหละ ยิ่งตักได้ทีละหลายๆ ตัวมันก็ยิ่งชอบ ปากสวิงมันก็อ้ายใจผู้ชายนั่นแหละรับปลาไม่รู้จักอิ่ม อย่าทำเอียงเข้ามาออเซาะเลย พอลับตาฉันตักนี้มันก็เป็นห้างนอนของอีช้อย ดูควายที่มันจะแปลงเป็นคน แล้วอ้ายปากนี่มันก็สาบานให้ฟังยังงี้อีกใช่แม๊ะล่ะ แผลงร้องเอ๊อ “พิพากษาไปตามตัวใจซีแม่ะ อ้ายฉันมันเป็นชายเชลยแล้ว ก็ต้องฟังอยู่วันยังค่ำน่ะแหละ” “ฟังแล้วก็จำซี” “อย่าให้มันมากข้อนักข้อนักซิล่ะ กระดาษดินสอฉันก็ไม่ติดจะมา จดข้อบังคับของแม่โปรย ที่จำได้แม่นใจก๊อว่าห้ามนอนร่วมชายคาเรือนกะอีช้อย และก็ห้ามมองมันนานๆ ก็ถ้าเผื่ออีช้อยมันด่าฉันอยู่ทางนี้มิต้องเมินไปอีกทาง แล้วก็ด่าตอบมันออกไปกลางนางั้นรึ”

“มันไม่ด่า ฉันก็ไม่ด่าเพราะรักพี่แผลง ถ้ามันด่าฉันก็ต้องไม่หนักใจซี นี่มันไม่ด่าเพราะมันรัก” แผลงครางอ่อยๆ “โอ้ย-นี่ฉันไม่ต้องให้ผู้หญิงแสนแสบด่าเสียทุกๆ คนก่อนรึนี่ หาแม่โปรยก็ยังจะว่าเขามารักอยู่กะฉัน” โปรยเลยนึกขันคำเปรียบฝ่ายเดียวของเจ้า กลั้นหัวเราะแล้วก็ยังคิกๆ ออกมา แต่เมื่อเห็นเป็นทีก็ต้องเข้ากะตัวไปก่อน เพราะถือว่าควายถ้าสวมแอกมันก็ต้องก้มหน้าลากไถทำงาน พอแอกออกพ้นคอก็จะเบิ่งออกทุ่ง มันกลัวกันเมื่อรักแล้วถึง เมื่อชังก็ยังจะเกรงไม่เลวหลาย
“ยิ่งพามาด่าเสียต่อหน้าฉันจะยิ่งดี ฉันลูกผู้หญิงเสียเปรียบก็ต้องพูดกันไว้ก่อน เพราะเผื่อพี่ไปเหลิงขึ้นเมื่อหน้าแล้ว ฉันจะลำบากเจ็บใจ” สีหน้าโปรยที่เง้างอนเมื่อสักครู่หายแล้ว ก็เก็บเอาความคิดต่างๆ ในเรื่องที่เจ้าแผลงจะเป็นอื่นขึ้นตรึกตรอง แลก็นึกไปเองว่าเจ้าต้องชํ้าใจ ความร่าเริงเพลิดเพลินไปด้วยความรักก็จาง แลครู่นั้นเจ้าโปรยก็เป็นผู้หญิงที่โศกเศร้า หัวใจเปลี่ยนหม่นหมองทุกข์ร้อน “ถ้าจริงยังว่าแล้ว แสนแสบนี่มันก็เป็นเมืองสวรรค์ในหัวอกฉันนั่นแหละ แต่ถ้าว่าไว้มันไม่จริงทั้งนรกและนาแสนแสบมันก็สุมหัวฉันคนเดียว พ่อแม่แกเลี้ยงฉันแกก็หวังได้พึ่ง แต่อ้ายคนที่แกจะหวังพึ่งก็กำลังจะเสียคน เพราะมันใจไม่ดี มันกรรมพ่อกรรมแม่น๊ะพี่แผลงที่มีลูกอย่างฉัน เสมียนอำเภอเขามาขอ ฉันไม่ยอมพ่อแกก็ตามใจ แต่ถ้าแกรู้ว่าฉันเป็นยังงี้ไปแล้วแกคงร้องไห้ตายไม่ตียับแล้วไล่ส่ง” แผลงนิ่งฟังตาปรอยคิดเห็นอกนังคนรัก แล้วก็หวนนึกถึงตัวเองขึ้นมามั่งที่อาศัยอยู่กับลุงและป้า ไม่ผิดอยู่กะนายเงินที่จ้องจะเคี่ยวเข็ญเอาแต่งาน “พรรค์นั้นน่ะ อย่าเป็นทุกข์เลยแม่โปรย ว่าแต่เรามาช่วยปรึกษากันจะทำยังไงดี ผู้ใหญ่เขาถึงจะยกยอขอให้ยอมเห็นงามกับเราล่ะแม่โปรยเอ๋ย ฉันเองมีนาก็เหมือนไม่มี เพราะพ่อแกตายก็มอบให้ลุงดูแล แต่ลุงแกก็ผัดแล้วผัดเล่าไม่เห็นโอนให้สักทีจะ ไปอยู่ที่อื่นก็ไม่ได้ใจตั้งไว้ว่าเดือน ๑๒ ใกล้เกี่ยวจะขึ้นหนองจอกรับจ้างเขาเกี่ยวข้าวหาเงิน พอได้ซื้อผ้าผ่อนของเรานุ่งมั่ง ที่เหลือจะเก็บประสมประเสไว้สู้ความ เพราะทำไงแกคงโกงฉันแน่ เมื่อนามันเป็นของเราแล้วน่ะโปรยเอ๋ย สามสิบไร่นี่สองคนผัวเมียเหลือกินทีเดียว ฉันโอนใส่ชื่อโปรยให้หมด ถึงท่านกำนันรู้คงไม่ขัด”

เพลินฟังแผลงพูดโปรยหัวใจค่อยชุ่มชื่น ยังอดนึกสงสารเจ้าชู้รักไม่ได้ กำพร้าทั้งพ่อและแม่ซ้ำยังจะถูกลุงโกง แล้วมันก็คงไม่มีสมบัติติดตัวนอกจากสวิงกับข้องหาปลา เมื่อเห็นเจ้าแผลงเหงาจึงคิดปลอบใจว่า “เรื่องถ้อยเรื่องความนั่น พ่อแกก็พอจะรู้ประสาอยู่มั่ง ฉันจะลองปรึกษาแกดูดีไหมพี่แผลง ? เพราะทุกวันนี้พ่อแกไม่รู้หรอกว่านาเป็นของพี่ ฉันก็เพิ่งรู้เมื่อบอกนี่เอง ดีทีเดียวเผื่อพ่อแกรู้ว่าพี่มีนา บางทีแกจะรักพี่ขึ้นอีกมั่ง แล้วเราก็คง—” “ก็ดีเหมือนกัน แต่โปรยต้องสั่งแกให้ปิดเป็นความลับเทียวนา หาไม่เขารู้ตัวเราจะเสียท่าเพราะหนังสือของพ่อเขาเป็นคนเก็บไว้ทั้งสิ้น” เจ้าโปรยรับรองแข็งแรงที่จะทำเรื่องนี้ให้สนิทแล้ว ความในใจของนายแผลงที่เก็บไว้แต่หน้าเกี่ยวปีก่อน ในเรื่องสาวโปรยก็เป็นอันเบาออกไป ความรักกำลังจะเก็บเกี่ยวได้ผลแล้ว เจ้ารักเจ้างามก็กอดกันกลมอยู่ชายตลิ่ง พอหมดวันก็มาคืน แต่มิใช่คืนที่ค่ำมืดเหมือนข้างแรม พระจันทร์ขึ้นแจ่มแต่หัวค่ำ ในคลองน้ำก็ท่วมฟากไหลเอื่อยลง และนํ้าจะถอยลดในกลางดึก ทางขวาของสายนํ้าแลดูเคี้ยวไปตามจดคลอง ไม่มีสวะหรือแหนสาหร่ายใดๆ เหมือนจันทร์ที่หมดเมฆทรงกลดบนฟ้า เจ้าหนุ่มซึ่งนั่งประคองสาวชมจันทร์เหนือทุ่ง ชมนํ้าท่วมฝั่งจนจะลืมว่าทางบ้านคงเที่ยวติดตามค้นคว้าหาเจ้าโปรย ที่หายมาแต่เย็นกระทั่งนังผู้หญิงเตือนขึ้น จึงคว้าสวิงอีกอันลงคลองด้วยความคุ้นเคยชำนาญมามาก ในชั่วครู่ที่เจ้าแผลงดำลงเพียงโผล่ ๔-๕ ครั้ง ปลาก็เต็มข้องที่จะมอบให้เจ้าโปรยไปเป็นประกันแก้ตัว

ต่อมา, เรือเพรียวเล็กนั่งคนเดียวก็เบนพ้นตลิ่งพายมา กลางกระแสน้ำตัดเข้าคุ้ง แม้ว่าเจ้าของเรือเพรียวจะเป็นหญิงพายมากลางสายนำที่ปราศจากเรืออื่น เป็นสถานที่เปลี่ยวสองฝั่งวิเวกไปด้วยทิวไม้ไผ่และมิ่งไม้ขึ้นสลับซับซ้อนเป็นหมู่ ผ่านไปอีก ชั่วคุ้งก็เป็นทุ่งเข้าเนื้อนาก็ดี จะได้คิดหวาดไปในโจรฉกชิงหรือว่าชาติพาลเกกมะเหรกหนุ่มอื่นก็หาไม่ เพราะในน้ำข้างเรือมีอ้ายหนุ่มทรหด ข้อลำแข็งขันแหวกว่ายมาด้วยฤทธิ์คะนองราวกับผีประจำท้องน้ำ จะเข้าสองคุ้งอยู่แล้วเรือว่าเร็วก็ยังไม่ทิ้งให้มันอยู่ล้าไปได้ น้ำถึงจะเย็นเยียบเป็นวังวน เจ้าชาติผู้ชายลูกแสนแสบก็ คงว่ายคู่มากับเรืออย่างร่าเริง ตะโขงตะเข้ที่ดุร้ายเมื่อมันไม่นึกกลัวเสียแล้วก็หลีกลงวังไปเอง กระทั่งส่งเรือลับเข้ากระโดงในเนื้อนากำนันแปลก

[button link=”https://bitly.com/sansabb”]Buy Now Save 42%[/button]

error: Content is protected !!