• You are here:
  • Home »
  • แท็บเล็ต

Tag Archives for " แท็บเล็ต "

โทรศัพท์มือถือ: เครื่องอ่านหนังสือ ในมือคุณ

ถ้าหากจะต้องอ่านอีบุ๊คสักเล่มการใช้เครื่องอ่านอีบุ๊คอย่างอีรีดเดอร์ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากเจ้าเครื่องนี้เป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่ถนอมสายตามากที่สุดเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ว่าผู้อ่านทุกคนจะมีอีรีดเดอร์ไว้ในครอบครองเนื่องจากบางคนก็ยังเห็นว่าอีรีดเดอร์เป็นอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับตัวเองในเวลานั้น ๆ การอ่านอีบุ๊คด้วยด้วยแท็บเล็ตและหรือใช้มือถืออ่านหนังสือแทนจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักอ่านกลุ่มนี้ ในส่วนของผู้ที่มีอีรีดเดอร์เองก็คงมีบางโอกาสที่หันไปใช้โทรศัพท์มือถืออ่านอีบุ๊คอยู่บ้างเป็นครั้งคราว อย่างเช่นในกรณีที่อีรีดเดอร์แบตหมดหรือไม่ได้พกอีรีดเดอร์ติดตัวไปด้วยหรืออาจจะไม่สะดวกที่จะหยิบมาใช้ก็ตาม ในการใช้สมาร์ทโฟนอ่านหนังสือก็เลยดูจะง่ายกว่าในบางเหตุการณ์เพราะมือถือเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวแทบจะตลอดเวลานั่นเอง วันนี้ Thai Publisher จะพาผู้อ่านไปพบกับผู้ผลิตมือถือบางรายที่พยายามจะปรับปรุงให้มือถือเป็นเครื่องอ่านหนังสืออิเล็คทรอนิกส์ที่มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับอีรีดเดอร์กันค่ะ

ยอดขายสมาร์ทโฟนทิ้งห่างอีรีดเดอร์แบบไม่เห็นฝุ่น

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่นอกจากจะมีไว้สำหรับพูดคุยแล้วยังช่วยให้ผู้ใช้งานทำอะไรได้เกือบจะทุกสิ่งอย่าง ในขณะที่อีรีดเดอร์นั้นมีไว้เพื่ออ่านอีบุ๊คเป็นหลักโดยมีฟีเจอร์อื่นๆ เสริมไม่มาก การจะเทียบยอดขายของอุปกรณ์ทั้งคู่จึงดูไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก แต่ในบทความนี้แอดมินได้อ้างอิงยอดขายสมาร์ทโฟนเทียบกับยอดขายอีรีดเดอร์ ก็เพื่อให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนนั้นเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถเข้าถึงอีบุ๊คได้ในปริมาณที่มากกว่าอีรีดเดอร์นั่นเอง อ้างอิงจาก Statista.com อีรีดเดอร์มียอดขาย 16.7 ล้านเครื่องในปี 2010, 39.6 ล้านเครื่องในปี 2011, 41.4 ล้านเครื่องในปี 2012, 34.2 ล้านเครื่องในปี 2013 และ 30 ล้านเครื่องเมื่อนับถึงควอเตอร์ที่ 3 ของปี 2014 ในขณะที่ตลาดอีรีดเดอร์มียอดขายในหลักสิบล้านเครื่องนั้นจะเห็นว่าค่อนข้างต่างกับสมาร์ทโฟนที่มียอดขายในหลักร้อยล้านเครื่องมาตั้งแต่ปี 2012 โดยในปีนี้นับถึงควอเตอร์ที่ 3 สมาร์ทโฟนมียอดขายราว 300 ล้านเครื่องเข้าไปแล้ว การที่ผู้ใช้นิยมสมาร์ทโฟนกันมากแม้จะมีราคาค่อนข้างแพงนั้น ก็น่าจะถือโอกาสใช้มือถือราคาสูงเหล่านี้ให้คุ้มค่ามากขึ้นด้วยการใช้เป็นเครื่องอ่านอีบุ๊คไปด้วยเลย

ยอดขายอีรีดเดอร์ทั่วโลก: Unit sales of E-Readers worldwide 2010-2014

ยอดขายอีรีดเดอร์

 

ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลก 2009-2014

ยอดขายสมาร์ทโฟน

 

ผู้อ่านนิยมอ่านอีบุ๊คผ่านมือถือมากกว่าใช้แท็บเล็ตอ่านหนังสือ

เมื่อเทียบการใช้งานโทรศัพท์มือถือกับแท็บเล็ตในแง่ที่เป็นอุปกรณ์อ่านอีบุ๊คนั้น แท็บเล็ตอาจมีข้อได้เปรียบตรงที่มีหน้าจอใหญ่กว่าซึ่งดูจะเหมาะสำหรับอ่านหนังสืออีบุ๊คมากกว่า แต่บทความของ venturebeat.com กลับบอกว่าจริงๆ แล้ว ผู้ใช้งานส่วนใหญ่นั้นใช้สมาร์ทโฟนอ่านหนังสือมากกว่าใช้แท็บเล็ตอ่านหนังสือเสียอีก โดยบทความนี้อ้างคำพูดของ Henrik Berggren ผู้ก่อตั้งแอพอ่านอีบุ๊ค Readmill (ปัจจุบันแอพดังกล่าวปิดตัวไปแล้ว)

มือถือหน้าจอ E-Ink อีกทางเลือกของการอ่านอีบุ๊ค

ถึงแม้ว่าผู้ใช้มือถือจะนิยมอ่านอีบุ๊คผ่านสมาร์ทโฟนเพราะใช้งานได้สะดวกก็ตาม แต่ถ้าหากจะใช้เพื่ออ่านหนังสือในระยะยาวๆ หรือใช้เป็น เครื่องอ่านหนังสือ เป็นหลักแล้ว ก็จะพบว่าเมื่ออ่านไปได้ไม่นานเท่าไหร่ก็ต้องเลิกอ่านเพราะปวดตา เนื่องจากหน้าจอมือถือส่วนใหญ่จะเป็น LCD ซึ่งไม่เหมาะที่จะจ้องอ่านที่หน้าจอนานๆ นั่นเอง ด้วยข้อจำกัดของการแสดงผลของหน้าจอนี่เองจึงมีผู้คิดแก้จุดด้อยดังกล่าว โดยปรับแต่งสมาร์ทโฟนให้มีหน้าจอเป็นแบบมือถือขาวดำแทน

InkCase หน้าจอที่สองสำหรับแสดงผลแบบขาวดำ

InkCase เป็นโปรเจ็คระดมทุนในเว็บไซต์ Kickstarter ที่มีผู้สนับสนุนกว่า 1,500 คนและได้ทุนไปกว่า 2 แสนเหรียญ โครงการดังกล่าวสำเร็จออกมาเป็นรูปร่างเรียบร้อยแล้ว โดยที่ InkCase คือเคสสำหรับสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับหน้าจอขาวดำแบบ E-Ink Screen เป็นหน้าจอที่สองเพื่อใช้อ่านอีบุ๊คบนมือถือสมาร์ทโฟนนั่นเอง นอกจากตัวเคสแล้วผู้ผลิตยังมีตัวแอพลิเคชั่นสำหรับรองรับการอ่านอีบุ๊คด้วย นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถเลือกแสดงภาพถ่ายให้เป็นแบบขาวดำได้เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้น ปัจจุบัน InkCase สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ไม่กี่รุ่นได้แก่ iPhone 5, Samsung Galaxy S4, Samsung Note II แต่ทางผู้ผลิตกล่าวว่าจะมีรุ่นอื่นๆ ให้เลือกได้มากขึ้น

ในแง่ของการใช้งานจริงนั้น ผู้บริจาคเงินในชุมชน Kickstarter ดูจะไม่ค่อยพอใจกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้เท่าไหร่ เพราะถึงแม้แนวคิดจะดีแต่หลายๆ ความเห็นก็พูดไปในทางเดียวกันคือ ตัวเคสนั้นออกแบบมาได้ดีและน่าพอใจแต่ตัวซอฟท์แวร์ที่แสดงผลสำหรับอ่านนั้นทำงานได้ไม่ค่อยจะดีเอาเสียเลย (อ่านข้อมูลเพิ่มเติม: InkCase Plus: E Ink screen for Android phone)

เปลี่ยนโทรศัพท์ให้เป็น เครื่องอ่านหนังสือ หน้าจอ E-Ink

หน้าจอแบบ E-Ink ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่

 

วีดีโอรีวิวการใช้งาน InkCase กับ iPhone5 http://youtu.be/mSoYWsPXa1E

Onyx Boox E43 E-Ink Smartphone

นอกจากการปรับแต่งเคสแล้ว ยังมีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือที่หันมาผลิตสมาร์ทโฟนหน้าจอขาวดำโดยใช้เทคโนโลยีอีอิงค์โดยเฉพาะ และ Onyx Boox E43 ก็คือโทรศัพท์ตัวที่เรากำลังพูดถึงนั่นเอง Onyx E43 ผลิตโดย Onyx International ซึ่งเป็นผู้ผลิตอีรีดเดอร์รายใหญ่ในยุโรป โดย Onyx E43 ออกวางขายเมื่อเดือนกันยายน 2013 โทรศัพท์รุ่นดังกล่าวไม่มีกล้องหลัง แบตเตอรี่อยู่ได้นาน 1 อาทิตย์และใช้ระบบแอนดรอยด์ 2.3.5 ทางด้านเสียงตอบรับจากผู้ใช้งานในฟอรั่ม MobileRead นั้น ผู้ใช้บอกว่ายังใช้งานได้ไม่ดีเลย เพราะสเปคเครื่องน้อยเกินไป การดาวน์โหลดไฟล์ใช้เวลานานมาก บางคนก็บอกว่าใช้โทรไม่ติดหรือต่ออินเตอร์เนตไม่ได้เลยก็มี ส่วนการเลือกใช้แอนดรอยด์ 2.3 นั้น สมาชิกในฟอรั่มตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นเพราะสามารถรันหน้าจอแบบอีอิงค์ได้ลื่นที่สุดนั่นเอง

วีดีโอรีวิวโทรศัพท์หน้าจออีอิงค์: Onyx Boox E43 http://youtu.be/Hc_VlwWWodw

หลังจากนั้น Onyx E43 ได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เปลี่ยน Midia InkPhone “Explorer Edition” (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่) และปรับปรุงให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 2 อาทิตย์ นอกจากนี้ยังใช้หน้าจอแบบ E Ink® Mobius ซึ่งเป็นหน้าจอแบบเดียวกับอีรีดเดอร์ราคาแพงสุดๆ อย่าง Sony DPT-S1 อีกด้วย แต่เมื่อดูฟีดแบกจากรีวิวของทาง Goodereader ตามวีดีโอด้านล่างแล้ว ก็ดูเหมือนว่ายังเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ไม่เวิร์คนักจนถึงเข้าขั้นแย่เลยก็ว่าได้ เนื่องจากการที่ใช้ระบบแอนดรอยด์ 2.3 นั้นทำให้แอพลิเคชั่นหลายๆ ตัวใช้งานไม่ได้ ส่วนฟีเจอร์ของอีรีดเดอร์บางตัวก็ใช้งานไม่ได้อย่างเช่น Text-to-Speech เป็นต้น นอกจากนี้ความจุยังน้อยเกินไปแค่ดาวน์โหลดดิกชันนารีมาลงเครื่องก็กินพื้นที่ไปเยอะแล้ว นอกจากนี้การตอบสนองของหน้าจอก็ยังถือว่าค่อนข้างช้าซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหน้าจออีอิงค์ แต่เมื่อต้องมาใช้งานเป็นโทรศัพท์ไปในตัวนั้นถือว่าแย่มากๆ เมื่อทดลองโหลดโปรแกรมอีบุ๊คอย่าง Amazon Kindle มาอ่านหนังสือดูก็พบว่าการเปลี่ยนหน้าจอทำได้ช้ามากๆ จึงทำให้การอ่านหนังสือผ่านมือถือตัวนี้เป็นเรื่องที่น่ารำคาญมากกว่าจะน่าอ่านไปแทน

Onyx InkPhone รีวิว: http://youtu.be/eZVN5YM6uUI

Fast Fact:

  • นอกจาก Onyx แล้วยังมีผู้ผลิตโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรายอื่น ๆ เริ่มหันมาผลิต E-Ink Smartphone กันแล้วหลายรายอย่างเช่น Yotaphone, Gajah, Pocketbook, และ Alcatel (อ้างอิง: the-digital-reader.com)

Credit: pcmag.com
Photo: JD Hancock

เคส iPad และแท็บเล็ต สำหรับนักอ่าน

เคสแท็บเล็ต ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ

เวลาเลือกซื้อแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือ หลาย ๆ คนจะมองกันที่สเปคเครื่อง ความคุ้มค่าของราคาเทียบกับการใช้งาน หรือบางคนก็อาจเป็นแฟนคลับแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนยี่ห้อที่ตัวเองชื่นชอบ เรียกว่าขอให้ออกมือถือหรือแท็บเล็ตรุ่นใหม่ ๆ มาเถอะเดี๋ยวจะตามไปสอยมาให้ได้ และพอได้มาครอบครองสมใจแล้วอุปกรณ์เสริมสำหรับมือถือและแท็บเล็ตชิ้นแรก ๆ ที่ผู้ใช้งานจะต้องซื้อติดมาด้วยก็คงหนีไม่พ้นซองใส่แท็บเล็ตรุ่นต่าง ๆ อย่างเช่น เคส iPad ลายการ์ตูนที่ตัวเองชอบ หรือถ้าเป็นนักธุรกิจก็อาจจะมองหาเคสแท็บเล็ตที่สวยหรูดูดีมีระดับ การเลือกซื้อที่ใส่แท็บเล็ตเหล่านี้ สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานแต่ละคนเป็นอย่างดี และถ้าหากว่าคุณเป็นนักอ่านที่ใช้งานแท็บเล็ตอยู่ทุกวันล่ะ จะหาเคสแท็บเล็ตแบบไหนดี ถึงจะบอกความเป็นตัวตนของคุณได้โดนสุด ๆ วันนี้ Thai Publisher จึงขอพาผู้อ่านไปพบกับไอเดียการตกแต่งเคสแท็บเล็ตในแบบต่าง ๆ สำหรับคนรักหนังสือกันดูค่ะ

จับหนังสือเล่มโปรดมาทำเป็น ปกเคสแท็บเล็ต

ขึ้นชื่อว่านักอ่านก็ย่อมจะมีหนังสือเล่มโปรดอย่างน้อย ๆ ก็สักเล่มที่คุณรักหรือมีความหมายต่อคุณเป็นพิเศษ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วจับเอาหน้าปกหนังสือหรือตัวละครที่เราชอบหรือ Gimmick อื่น ๆ ในหนังสือมาทำเป็นลายบนเคสซะเลยดีมั๊ย  สำหรับตัวอย่างเคสที่นำมาให้ชมกัน ก็ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มดัง ๆ อย่างเช่น Harry Potter iPad Case, Pride and Prejudice Case และ Dr. Seuss’s Tablet Case ซึ่งเคสเหล่านี้จะเป็นงาน Handmade (แฮนด์เมด) ราคาจึงค่อนข้างจะสูงแต่ก็แลกมากับเคสแท็บเล็ตตัวใหม่ สวยมีสไตล์ ไม่ซ้ำกับคนอื่น สิ่งที่ควรนึกถึงอย่างหนึ่งก็คือ เคสเหล่านี้ทำจากมือ เพราะฉะนั้นความทนทานและการนำมาใช้งานได้จริงอาจจะแตกต่างกันไปสำหรับงานแต่ละชิ้น และตลาดขายงานแฮนด์เมดที่คนนิยมไปช้อปปิ้งและมองหาไอเดียแห่งหนึ่งก็คือเว็บ Esty ซึ่งถ้าหากผู้อ่านสนใจก็ลองไปมอง ๆ ดูกันได้ค่ะ

เคส iPad

เคสหนัง iPad

แค่เปลี่ยน เคส iPad ธรรมดาไปมั๊ย ?

สำหรับผู้ที่ใช้งาน iPad (ไอแพด) คงจะทราบว่าทางแอปเปิ้ลมีบริการสลักข้อความลงบนตัวเครื่องได้ที่เรียกกันว่า iPad Engraving ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ไอแพดของคุณแตกต่างจากคนอื่น ๆ และบ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี สำหรับไอเดียการแกะสลัก iPad อันหนึ่งที่ดู Cool มาก ๆ ก็คือเปลี่ยนปกหนังสือเรื่อง The Gigiving Tree ให้เป็นภาพสลักบนแท็บเล็ตซะเลย (ชมภาพ: The Giving Tree Book on iPad)

เคสมือถือและ Notebook มีมั๊ย ?

นอกจากเคสแท็บเล็ตที่นำมาให้ชมกันแล้ว ถ้าหากผู้อ่านมองรอบ ๆ ตัวแล้วหันไปเจอโน้ตบุ๊คและโทรศัพท์มือถืออยู่ข้าง ๆ แล้วอยากจะจับอุปกรณ์เหล่านี้มาเปลี่ยนลุคใหม่ให้เข้ากับแท็บเล็ตไปด้วยกันเลย เราก็มีตัวอย่างซองใส่โทรศัพท์และกระเป๋าโน้ตบุ๊คสวย ๆ ที่ทำออกมาเอาใจคนรักหนังสือด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเคสหนังสำหรับใส่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ในสไตล์ Book Style จากผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมอย่างเช่นภาพด้านล่าง ซึ่งน่าจะทนทานกว่าสินค้าประเภทแฮนด์เมดอยู่พอสมควร

เคสโน้ตบุ๊ค

เคส MacBook ที่ทำออกมาเลียนแบบหนังสือ

ไม่ถูกใจเลย ทำเคสแท็บเล็ตซะเองเลยดีมั๊ย ?

สำหรับใครที่ดูแล้วชอบใจแต่ยังไม่มีเคสที่โดนใจ และคันไม้คันมืออยากจะทำเคสแท็บเล็ตใช้เองเก๋ ๆ แบบไม่ซ้ำใครก็อาจจะมองหาเว็บสอนวิธีทำเคสแท็บเล็ตเองดูก็ได้ และแอดมินนำ Video Tutorial มาให้ดูกันเป็นแนวทางกันไปพลาง ๆ ก่อน ข้อดีของวิธีนี้ก็คือ เราจะได้เคสแท็บเล็ตราคาประหยัด และดีไซน์ได้เองตามใจชอบกันไปเลย

DIY iPad Cover http://youtu.be/FgNJood9VHQ

Photo & Source: amazon.com , twelvesouth.com

Kindle Fire HD รีวิว

มาช้ายังดีกว่าไม่มา: Kindle Fire HD รีวิว

สำหรับผู้ที่ใช้งานแท็บเล็ตแอนดรอยด์หลาย ๆ คนคงจะมีแท็บเล็ตตัวโปรดที่ใช้งานกันอยู่ และก็เป็นแท็บเล็ตยอดนิยมในตลาดไม่ว่าจะเป็น Samsung , HTC หรือแท็บเล็ตเจ้าอื่น ๆ ก็ตาม อย่างไรก็ดีมีแท็บเล็ตอีกยี่ห้อหนึ่งที่แม้จะไม่ได้ความนิยมในวงกว้างเท่าไหร่แต่ก็มีผู้ให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย นั่นคือ แท็บเล็ตจาก Amazon ที่มาในชื่อของ Kindle Fire นั่นเอง สำหรับแอดมินเองก็เป็นอีกคนนึงที่ใช้เจ้า Kindle Fire กับเค้าด้วย เลยถือโอกาสเขียนรีวิวเจ้าเครื่องนี้เสียเลย เพราะว่าเป็นแท็บเล็ตรุ่นนึงที่หาข้อมูลจากผู้ใช้จริงในไทยได้ยากเหลือเกิน อย่างไรก็ตามต้องขอบอกไว้ก่อนว่าแท็บเล็ตที่เขียนถึงนั้นไม่ใช่รุ่นล่าสุดแต่อย่างใด เพราะอเมซอนเพิ่งจะเปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นใหม่ไปเมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา และก็การรีวิวต่าง ๆ คงจะไม่ได้เปรียบเทียบในแง่ของสเป็คเครื่องหรืออะไรที่ไปในทางเทคนิคจ๋า เพราะไม่ถนัดเลยส่วนหนึ่งและความตั้งใจในการเขียนรีวิวนี้ก็เพื่อจะพูดในแง่การใช้งานจริง ๆ มากกว่าเผื่อว่าจะช่วยให้ใครที่สนใจ Kindle Fire อยู่จะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

แท็บเล็ต Kindle Fire คืออะไร จะซื้อมาใช้ดีไหม ?

จริง ๆ แล้วแท็บเล็ต Kindle Fire ก็เป็นแท็บเล็ตแอนดรอยด์ตัวหนึ่ง แต่จะบอกว่ามันคือแอนดรอยด์แท็บเล็ตเลยก็ไม่น่าจะใช่ เนื่องจากว่าแท็บเล็ตแอนดรอยด์จะมีความยืดหยุ่นสูง ปรับแต่งการใช้งานได้ตามสกิลของคนใช้ และก็แน่นอนว่าจะต้องใช้งาน Google Play Store ได้อย่างสะดวกสบาย แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนั้นไม่มีใน Kindle Fire เลยสักข้อ อย่างแรกก็คือ ไม่สามารถใช้งาน Google Play Store ได้ ส่วนการปรับแต่งก็ทำได้จำกัดเท่าที่อเมซอนจะเปิดให้สำหรับผู้ใช้งานระดับ User ทั่ว ๆ ไป ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็เนื่องมาจาก Kindle Fire ได้ใช้ระบบของแอนดรอยด์ก็จริง แต่ก็เอาไปปรับแต่งใหม่ให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ได้เฉพาะแท็บเล็ตของอเมซอนเอง โดยตั้งชื่อว่า Fire OS พูดง่าย ๆ ว่า Fire OS เป็นระบบเฉพาะของตัวเองโดยอิงจาก OS หลัก คือ Android OS

ทำไมอเมซอนถึงจำกัดการใช้งาน ? ถ้าหากใครเป็นลูกค้าหรือซื้อของจากอเมซอนอยู่บ่อย ๆ ก็คงจะรู้ดีว่าการเป็นร้านค้าออนไลน์เบอร์ 1 นั้นไม่ได้มากันแบบฟลุ๊ค ๆ แต่เป็นเพราะอเมซอนนั้นเมพขิง ๆ ในด้านการมีสินค้าที่หลากหลายรวมไปถึงโปรโมชั่นล่อใจมากมาย การที่อเมซอนผลิตแท็บเล็ตราคาถูกคุณภาพดีออกมาจำหน่าย และขายดีเป็นเทน้ำเทท่านั้น ก็เพราะในแง่คนซื้อเราอาจจะมองแท็บเล็ตดังกล่าวเป็นเครื่องพักผ่อนหย่อนใจ แต่สำหรับอเมซอนมันคือ เครื่องขายสินค้าดี ๆ นี่เอง เพราะผู้ซื้อแท็บเล็ตจะได้ซื้อทั้งอีบุ๊ค เพลง หนัง และนิตยสาร จากอเมซอนได้เลยจากเครื่องเดียว แล้วเหตุอันใดจะไปทำแท็บเล็ตระบบเปิดให้เงินลูกค้าลอยไปที่อื่นกันเล่า ? เมื่อเดินทางมาถึงบางอ้อแล้วจึงไม่น่าแปลกใจกับแนวคิดแบบปิดประตูตีแมวซักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่อเมซอนทำเช่นนี้ได้เพราะมี Digital Content ที่แข็งแรงมาก คล้าย ๆ กับ iOS ที่มี Digital Content แข็งแรงมาก ๆ เช่นกัน

 

Kindle Fire HD รีวิว

การใช้งานแท็บเล็ต Kindle Fire ค่อนข้างจำกัด ต่างจากแท็บเล็ตแอนดรอยด์อื่น ๆ

Kindle Fire HD Reviews: แท็บเล็ตคุณภาพดี สเปคแรง แต่…

จุดเด่นของ Kindle Fire (ตอนนี้อเมซอนเรียกว่า Fire เฉย ๆ) ก็คือเป็นแท็บเล็ตคุณภาพดีและราคาไม่แพง เหมาะกับการใช้งานสำหรับลูกค้าในสหรัฐ อาจจะรวมไปถึงยุโรปด้วย แต่ถ้าจะพูดถึงราคา Kindle Fire ในไทยแล้ว คงพูดไม่ได้ว่าเป็นแท็บเล็ตราคาถูกซะแล้ว เพราะเช็คจากราคาขายจากตัวแทนจำหน่ายในไทยอย่างเช่น Kindle Thailand ก็บวกไปเกือบ ๆ สองเท่าเลยทีเดียว หรือถ้าหากใครสนใจจะซื้อแท็บเล็ตออนไลน์จากอเมซอนโดยตรง เมื่อรวมยอดดูแล้วก็ไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่การซื้อกับอเมซอนตรง ๆ อาจจะดีกว่าหน่อยตรงที่ถ้าหากแท็บเล็ตมีปัญหาเราก็สามารถเคลมได้ง่าย เพราะอเมซอนขึ้นชื่อในการบริการที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว

สำหรับแอดมินแล้ว โดยความตั้งใจแรกนั้นก็คืออยากได้แท็บเล็ตมาอ่านหนังสือเป็นหลัก ใช้ท่องเน็ตและใช้งาน App ต่าง ๆ นิดหน่อย เพราะได้ซื้ออีบุ๊คจากอเมซอนไว้มากโขอยู่ และก่อนหน้านี้ก็ใช้วิธีอ่านอีบุ๊คจาก Amazon Cloud Reader เอา (โดยจะต้องเปิดอ่านจากเครื่องคอมพิวเตอร์) ครั้นจะซื้ออีรีดเดอร์ก็คิดว่าควรจะรอ Kindle Paperwhite รุ่นใหม่ ออกมาเสียก่อนดีกว่า ด้วยเหตุผลที่เข้าท่าบ้างไม่เข้าท่าบ้าง ก็เลยได้ Kindle Fire HD 8.9 2012 มาไว้ในมือจนได้ หลังจากนั้นก็ใช้งานเจ้าเครื่องดังกล่าวนี้ไปได้ 2 เดือนกว่า ๆ อย่างสบายอารมณ์ แต่ต่อมาไม่นานแท็บเล็ตตัวนี้ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นที่ทับกระดาษชั่วคราวไปเสียอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ Kindle Fire เป็นแท็บเล็ตที่ผลิตออกมาได้ดีมาก ๆ ตลอดสองเดือนที่ใช้งาน เครื่องไม่เคยรวน มีปัญหาอะไรก็ถามเจ้าหน้าที่ได้แถมตอบข้อสงสัยได้หมด แต่ว่า…

ของทุกอย่างไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเรา Kindle Fire ก็คงเป็นแบบนั้น เพราะในบรรดาสินค้าและบริการที่ผูกติดมากับเครื่องนั้น ผู้ใช้งานในไทยจะใช้ได้แค่เพียง การซื้อและอ่านอีบุ๊ค และรวมไปถึงออดิโอบุ๊คด้วย ส่วนสินค้าอื่น ๆ อย่างเช่น จะซื้อเพลง จะเช่าหนัง หรือใช้สิทธิอื่น ๆ นั้นก็ทำไม่ได้ เพราะบริการเหล่านี้มีให้แต่ในสหรัฐและอาจจะมียุโรปด้วย (ตรงนี้ไม่แน่ใจ) เพราะฉะนั้นคนไทยอด หมดสิทธิ์ ครั้นจะหันไปหาความบันเทิงจาก App Store นั้นก็จะพบว่า Amazon App Store นั้นมีแอพให้น้อยเหลือเกิน ใครคิดจะดูแอพทีวีไทย แอพของกูเกิ้ลหรือจะหาอะไรอินดี้มาก ๆ ขอรับรองว่ามันแทบจะไม่มีจริง ๆ และด้วยความเป็นแท็บเล็ตเพราะฉะนั้นเราจึงยังใช้ Browser ในการท่องเว็บได้ โดยอเมซอนจะติดตั้งเบราเซอร์ของตัวเองมาให้ ซึ่งมีชื่อว่า Silk Browser สำหรับการใช้งานก็โอเคทีเดียว การท่องเว็บอะไรก็ไม่มีปัญหาใช้งานได้ง่าย

แต่ถ้ามองในแง่การใช้งานแท็บเล็ตแล้ว ใช้ไปสักพักจะรู้สึกเลยว่ามันอึดอัด แม้ความตั้งใจจริง ๆ จะเอาไว้อ่านอีบุ๊คก็ตาม แต่ใครกันล่ะจะอ่านได้ตลอดทั้งวี่ทั้งวัน ด้วยเหตุนี้แท็บเล็ตอเมซอนตัวดังกล่าวจึงนอนนิ่งอยู่อย่างสวย ๆ เป็นเวลาเกือบเดือน

Kindle Fire HD Rooted รีวิว

หลังจากรูทแล้ว Kindle ก็เป็นแอนดรอยด์แท็บเล็ตเต็มตัว

จับ Kindle Fire HD ไป Root

ความจริงแล้วการรูทแท็บเล็ตแอนดรอยด์ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักเพราะความที่เป็นที่นิยมกันมาก ข่าวสารต่าง ๆ จึงหาได้ง่ายและมีให้ลองได้หลายวิธี แต่สำหรับการรูท Kindle Fire แล้วขอบอกเลยว่ามันยากจริง ๆ ถ้าหากไม่ใช่ Super User ที่เก่งจริง ๆ นั้นทำได้ยากมาก แอดมินซึ่งเป็น User แสนธรรมดาจึงใช้วิธีลัดด้วยการซื้อโปรแกรมรูทกึ่งสำเร็จรูปเอาแทน ในที่สุดจึงได้ปลดแอกและได้ใช้งานแท็บเล็ตโฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม เพราะว่ามันกลายเป็น Kindle Fire Rooted ไปแล้วนั่นเอง สำหรับในแง่การใช้งานหลังจากรูทแล้วก็ไม่ต่างจากแท็บเล็ตแอนดรอยด์ทั่ว ๆ ไป

[box]การรูทเครื่องจะทำให้หมดประกัน จึงเท่ากับเราต้องดูแลแท็บเล็ตอย่างดี และด้วยความที่ไม่ใช่แท็บเล็ตรุ่นยอดนิยมแถมยังรูทไปเรียบร้อย จึงปิดประตูเรื่องความคิดที่จะขาย Kindle Fire HD ตัวปัจจุบันลงไปได้เลย ดังนั้นผู้คิดจะใช้แท็บเล็ต Fire จึงควรคิดถึงจุดนี้ด้วย[/box]

Kindle Fire HD Original vs Rooted Kindle Fire

สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าควรจะรูทตัวเครื่อง Kindle จะดีไหม จึงขอเปรียบเทียบการใช้งานโดยอิงประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งอาจจะไม่เป็นข้อมูลที่ถือเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ โดยจะแยกเป็นข้อ ๆ คือ

  • ชั่วโมงการใช้งานยาวนานขึ้น จากเดิมที่ทางอเมซอนเคลมว่าแบตใช้งานได้ถึง 9 ชั่วโมง แต่จากที่ใช้งานจริงก็ราว ๆ นั้นจริง แต่ต้องปิดไวไฟ และตั้งหน้าจอให้มีความสว่างต่ำ ๆ เข้าไว้ แต่หลังจากทำการรูทแล้วแท็บเล็ตตัวเดิมกลับอึดขึ้นมาก ๆ จากที่ได้ทดลองใช้ต่อเนื่องโดยเปิดไวไฟไว้ตลอดและใช้งาน App สลับกันกับการใช้เน็ต รวมถึงสลับไปอ่านหนังสือ ก็พบว่าแบตอยู่ได้ถึง 12 ชั่วโมงเลย (จริง ๆ ไม่ได้โม้)
  • ความเสถียร หลังจากรูทแล้ว ต้องทำใจเรื่องนี้เพราะเครื่องแบบเดิมนั้นใช้งานได้ลื่นไม่มีสะดุด แต่หลังจากรูทแล้วเครื่องก็ใช้ได้ดีความลื่นอาจจะพอ ๆ กัน แต่ว่ามันจะค้างบ่อยกว่าเดิมมาก
  • ฟีเจอร์ของ Amazon Kindle Fire ที่หายไปบางส่วนอย่างเช่น ฟังค์ชั่น X-Ray ซึ่งตรงนี้เอาไว้สำหรับดูตัวละครคร่าว ๆ ใน Kindle eBook ตัว X-Ray จะบอกว่ามีตัวละครตัวไหนโผล่มาในส่วนใดของนิยายบ้าง อีกฟีเจอร์ที่หายไปก็คือ Text to Speech ซึ่งตัวนี้จะให้แท็บเล็ตอ่านหนังสือให้เราฟังได้ โดยใช้โปรแกรมอ่านหนังสืออัตโนมัติ
  • ความร้อน แท็บเล็ตแบบดั้งเดิมถือว่าไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความร้อนมากนัก (หรือไม่เคยใช้งานหนัก ๆ เท่ากับหลังจากที่รูทไปแล้วก็ไม่แน่ใจ) แต่เมื่อรูทไปแล้ว หลังจากใช้งานติดต่อกัน 7-8 ชั่วโมงแล้ว แท็บเล็ตร้อนจนรู้สึกได้
  • อีบุ๊คส่วนใหญ่ใน Amazon Book Store เป็นภาษาอังกฤษ มีอีบุ๊คภาษาไทยน้อยมาก เมื่อรูทเครื่องแล้วเราสามารถอ่านอีบุ๊คภาษาไทยได้จาก App อื่น ๆ (อ่านเพิ่มเติม: App อ่านอีบุ๊คภาษาไทย เลือกตัวไหนดี)
  • สำหรับการใช้แท็บเล็ตเพื่ออ่านหนังสืออิเล็คทรอนิกส์ เท่าที่ใช้มาถือว่าทำได้ดีพอ ๆ กันทั้งก่อนที่จะรูทและหลังจากที่รูทแล้ว ทั้งการใช้งานตอนกลางวันและเวลาที่ปิดไฟแล้ว โดยเคยอ่านติดต่อกัน 3-4 ชั่วโมง ก็ไม่มีปัญหาเรื่องปวดสายตาแต่อย่างใด (แต่ก็คงจะไม่ดีเท่ากับการอ่านจากอีรีดเดอร์ ซึ่งเป็นเครื่องอ่านอีบุ๊คโดยตรง)
  • ถ้าหากไม่อยากเสี่ยงกับการรูทเครื่อง แต่อยากใช้แอพนอกสโตร์ ก็มีอีกทางเลือกคือใช้เลือกวิธีการติดตั้งแอพเป็นแบบ Allow Installation from Unknown Source แล้วติดตั้งไฟล์ .apk โดยตรง แต่เนื่องจากแท็บเล็ต Kindle Fire เป็นระบบที่ค่อนข้างปิดมาก ๆ การติดตั้งแอพจากนอกสโตร์หลาย ๆ ครั้งก็ใช้งานไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Google App ทั้งหลาย เช่น Youtube หรือ Gmail เป็นต้น
  • นอกจากการติดตั้งไฟล์ .apk แล้ว ผู้ใช้งานยังติดตั้งสโตร์อื่น ๆ เอาเองก็ได้เหมือนกัน เท่าที่เคยทดลองแล้วใช้งานได้ดีก็คือ 1mobile และ ฺBlackmart for Android แต่การติดตั้งสโตร์แบบนี้ก็เปิดช่องโหว่ที่จะเสี่ยงติดไวรัส หรือโดนขโมยข้อมูลไปได้อยู่เหมือนกัน
  • รีวิวนี้อ้างอิงจากการใช้งาน Kindle Fire HD 2012 โดยใช้มาประมาณ 7 เดือน

สำรวจตลาด : Kindle Fire มีรุ่นไหนบ้าง

จบในส่วนของรีวิวกันไปแล้ว ก็อยากจะแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักกับแท็บเล็ตรุ่นต่าง ๆ ของอเมซอนกันไปในบทความนี้เลย ทั้งนี้ตั้งใจว่าถ้าหากมีข่าวแท็บเล็ตจากอเมซอนรุ่นใหม่ ๆ ออกมาวางขายอีกเมื่อไหร่ ก็จะอัพเดทข้อมูลคร่าว ๆ เอาไว้ที่หน้านี้เลย เผื่อว่าถ้าใครสนใจจริง ๆ แต่ไม่รู้จะเลือก Kindle รุ่นไหนดีจะได้เปรียบเทียบข้อมูล Fire รุ่นต่าง ๆได้ง่ายขึ้น

Kindle Fire 1st Generation

อเมซอนได้ประกาศพร้อมวางจำหน่ายแท็บเล็ตรุ่นแรกคือ Kindle Fire (Previous Generation – 1st) ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2011 (อ้างอิง: Amazon unveils Kindle Fire tablet for $199, coming Nov. 15 , Amazon Kindle Fire tablet: $199, 7-inch screen, ships Nov. 15 ) แท็บเล็ตรุ่นดังกล่าวมีหน้าจอขนาด 7 นิ้ว และวางขายในราคา 199 ดอลล่าร์ สำหรับผู้ใช้แท็บเล็ตตัวนี้ก็จะสามารถเชื่อมต่อกับบริการต่าง ๆ ของอเมซอนได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้ออีบุ๊คออนไลน์ การซื้อหรือเช่าหนัง , ฟังเพลง , ดูรายการทีวีต่าง ๆ รวมทั้งดาวน์โหลดแอพจาก Amazon App Store เป็นต้น ซึ่งสินค้าต่าง ๆ ที่ซื้อมา เมื่อถูกลบออกจากตัวเครื่องก็จะถูกจะเก็บไว้ที่ Cloud เมื่อเราต้องการดาวน์โหลดมาดูใหม่อีกครั้งก็ทำได้ตลอด ลองชมวิดีโอเกี่ยวกับแท็บเล็ตคินเดิลไฟร์รุ่นแรกได้ตามด้านล่าง

http://youtu.be/8vVmuSCOJfM

Kindle Fire 2nd Generation 2012

วันที่ 6 กันยายน 2012 อเมซอนได้ประกาศพร้อมวางขาย Kindle Fire รุ่นที่สอง โดยใช้ชื่อว่า Kindle Fire HD และขนาดหน้าจอให้เลือก 2 แบบ คือรุ่น 7 นิ้ว วางตลาดในวันที่ 14 กันยายน และรุ่น 8.9 นิ้ว วางจำหน่ายในวันที่ 20 พฤศจิกายน โดยตั้งราคาขายเริ่มต้นที่ 159 เหรียญ (ข้อมูลเพิ่มเติม: Kindle Fire HD 7 ” 2012 , Kindle Fire HD 8.9″ 2012 ) และแท็บเล็ตของอเมซอนได้ปรับแต่ง Operating System (OS) ของตัวเองเสียใหม่ จากเดิมที่เป็น Android OS ให้เป็น Fire OS ซึ่งใช้ได้เฉพาะกับแท็บเล็ตตระกูลคินเดิลเท่านั้น

วีดีโอรีวิว Kindle Fire HD รุ่น 7 นิ้ว http://youtu.be/Riipdi0BSbc

Kindle Fire HD 7″ 3rd Generation 2013

ปีต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม 2013 อเมซอนได้วางจำหน่ายแท็บเล็ต Kindle Fire HD 7″ 3rd Generation ที่ราคาเริ่มต้นที่ 139 เหรียญ โดยขนาดความจุที่ 8GB และ 16GB นอกจากเปคแรงขึ้นแล้วยังปรับดีไซน์จากรุ่นเดิมที่มีมุมสัมผัสแบบโค้งมนให้เป็นแบบลาดเอียง
วีดีโอรีวิว Kindle Fire HD 7 นิ้ว รุ่น 2013 http://youtu.be/ZTsPPziI5Ak

Kindle Fire HDX 2013

หลังจากอัพเกรดแท็บเล็ตตระกูล HD ไปเดือนกว่า ๆ ทางอเมซอนก็ได้ปล่อยแท็บเล็ตรุ่นใหม่สเปคแรงกว่าเดิมในชื่อ Kindle Fire HDX ซึ่งพูดแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือแท็บเล็ตรุ่นใหม่จะมีการแสดงผลหน้าจอที่ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ ประมาณว่า HDX ย่อมดีกว่า HD อะไรประมาณนั้น โดยมีขนาดหน้าจอให้เลือก 2 แบบคือ Kindle Fire HDX 7″ ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อ 18 ตุลาคม 2013 ในราคา 229 และ Kindle Fire HDX 8.9″ วางจำหน่ายเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2013 ในราคา 379 เหรียญ ฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มมาก็คือ Mayday เอาไว้ช่วยแนะนำการใช้งานถ้าเกิดเจ้าของเกิดสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานขึ้นมาก็ให้กดไปที่ปุ่ม Mayday จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของอเมซอนโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอคอยให้ความช่วยเหลือได้ โดยที่ผู้ใช้แท็บเล็ตจะเห็นหน้าตาเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่จะมองไม่เห็นเรา แต่ก็มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งคือเจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นหน้าจอของเราได้ ดังนั้นหากจะต้องพิมพ์รหัสส่วนตัวก็เป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ต้องมองเห็นอย่างแน่นอน แอดมินจำได้ว่าเคยดูวีดีโอรีวิวเรื่องนี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็มีแต่เสียงหัวเราะให้กลับมาเป็นคำตอบ

วีดีโอรีวิว Kindle Fire HDX 8.9″ http://youtu.be/5ndz5NjFQJA

Kindle Fire 2014

ปลายปี 2014 ทางอเมซอนได้ส่งแท็บเล็ตออกวางขายถึง 5 รุ่นด้วยกัน โดยแยกเป็นรุ่นต่าง ๆ ดังนี้

Fire HD 2014

เดือนตุลาคม 2014 ทางอเมซอนได้วางหน่ายแท็บเล็ต Kindle Fire HD โดยปรับชื่อใหม่เป็น Fire HD Tablet และมี 2 ขนาดให้เลือก คือ Fire HD 6 ซึ่งมีราคาขายที่ยั่วน้ำลายมาก ๆ เพราะเริ่มต้นที่ 99 เหรียญเท่านั้น แถมยังมีให้เลือกถึง 5 สี อีกต่างหาก และอีกขนาดก็คือ Fire HD 7 โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 139 เหรียญ นอกจากนั้นอเมซอนยังจับแท็บเล็ตทั้งสองรุ่นมาแต่งตัวใหม่ ใส่เคสกันกระแทกน่ารัก ๆ แปลงโฉมให้เป็น Fire HD Kids Edition เสียเลย โดยมีทั้งขนาดหน้าจอ 6 นิ้วและ 7 นิ้วให้เลือกแถมด้วย Kindle Freetime apps ให้เด็ก ๆ ได้เล่นกัน 1 ปีเต็ม โดยตั้งราคาขายเริ่มต้นที่ 149 เหรียญ ที่หน้าเว็บอเมซอนยังมีสโลแกนเก๋ ๆ ว่า If they break it, we’ll replace it. No questions asked. เหมือนจะบอกให้ซื้อรุ่นมีเคสไปเลยดีกว่ายังไงยังงั้น เพราะไม่ต้องกลัวว่าเด็ก ๆ จะทำหน้าจอแท็บเล็ตแตกอีกต่อไป อย่างไรก็ตามในแง่การตลาดนั้น Fire HD Kids Edition อาจจะเป็นแท็บเล็ตสำหรับเด็กก็จริง แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในแง่การใช้งานมันเหมาะกับเด็ก ๆ จริงหรือเปล่าเพราะฟีเจอร์หลัก ๆ ก็เหมือนกับรุ่นปกติที่ผู้ใหญ่ใช้อยู่นั่นเอง

วีดีโอโฆษณา http://youtu.be/WA7w3tBOpz0

Fire HDX 8.9 2014

แท็บเล็ตใหม่ล่าสุด และเป็นแท็บเล็ตจอใหญ่รุ่นท็อปของอเมซอนนับถึงปี 2014 คือ Fire HDX 2014 ที่มีหน้าจอแท็บเล็ตใหญ่ขนาด 8.9 นิ้ว ซึ่งวางจำหน่ายในวันที่ 20 ตุลาคม 2014 โดยเริ่มต้นราคาที่ 379 เหรียญ

วีดีโอรีวิว Fire HDX 8.9 http://youtu.be/6iRfm6sQId8

เปรียบเทียบสเปคแท็บเล็ต Kindle Fire รุ่นต่าง ๆ

ตารางแสดงการเปรียบเทียบสเปคแท็บเล็ต Kindle Fire ทุกรุ่นที่มีวางขายในตลาด

Photo Credit: Amazon
Source: wikipedia.org/Kindle Fire , wikipedia.org/Kindle Fire HD , wikipedia.org/Kindle_Fire_HDX , engadget.com ,  gigaom.com , developer.amazon.com , arstechnica.com , .engadget.com

Kobo บอกลาแท็บเล็ต มุ่งผลิต eReader อย่างเดียว

แท็บเล็ตจ๋า Kobo ลาก่อน

ตลาดสินค้าแท็บเล็ตคงจะแข่งขันกันดุเดือดเกินไปเสียแล้ว เมื่อบริษัท Kobo (โกโบ) ได้ออกมาแสดงท่าทีว่าบริษัทจะเลิกผลิตแท็บเล็ตออกสู่ตลาดเสียแล้ว พูดแล้วก็น่าเศร้า เพราะโกโบนั้นผลิตแท็บเล็ตคุณภาพดีราคาถูกออกมาและก็ได้รับความนิยมพอสมควรทีเดียวในตลาดยุโรปและญี่ปุ่น จากบทความของ thebookseller.com  ได้อ้างถึงคำพูดจากนักวิเคราะห์นามว่า Douglas McCabe (ดักลาส แม็คเคบ) ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การถอนตัวจากตลาดแท็บเล็ตนั้นน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง โดยเขากล่าวว่า “สำหรับตลาดแท็บเล็ตนั้นปัจจุบันมีขาใหญ่ครองตลาดอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็น Apple, Samsung, Sony, Google, Tesco และก็ Amazon การจะสู้ในสงครามการค้าที่มีแต่คู่แข่งเขี้ยว ๆ ขนาดนี้ มองไปก็เห็นแต่ทางแพ้” ดักลาสยังให้คำแนะนำต่อไปอีกว่า โกโบเป็นผู้จำหน่ายอีบุ๊คออนไลน์ที่เป็นตลาดเฉพาะ (niche) ของตัวเองและมีผู้ใช้งานอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็แนะนำให้โกโบหันไปพัฒนา content ที่วางขายให้มีความ exclusive มากขึ้น พูดง่าย ๆ ว่าให้หาหนังสือเด็ด ๆ ที่ลูกค้าจะหาซื้อได้มาวางจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

หันไปพัฒนา eReader App และ eReader

แม้ว่าจะไม่มีแท็บเล็ตรุ่นใหม่จากโกโบอีกต่อไปแล้ว แต่บริษัทก็ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้หลักอยู่อีก นั่นก็คือ eBook Store , eReader App และ eReader ภายใต้ชื่อของโกโบอยู่ด้วย จากคำสัมภาษณ์ของ Michael Tamblyn  (ไมเคิล แทมบลิน) CEO ของบริษัทได้กล่าวว่า บริษัทจะหันไปให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาเครื่องอีรีดเดอร์ที่มีอยู่แล้ว อันได้แก่ Touch, Aura และ H2O ซึ่งเป็นอีรีดเดอร์แบบ E-Ink

kobo touch and kobo aura

Touch และ Aura เป็นอีรีดเดอร์ที่จะพัฒนาต่อไป

H2O อีรีดเดอร์รุ่นกันน้ำ ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นเดือนตุลาคม โดยไมเคิลกล่าวว่า เป็นอีรีดเดอร์ที่มียอดการจองสูงมากในบรรดาผลิตภัณฑ์ของโกโบทั้งหมด

Kobo Aura H2O

Aura H2O อีรีดเดอร์รุ่นกันน้ำ ก็เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับการพัฒนาต่อ

สำหรับการทำตลาดเครื่องอีรีดเดอร์นั้นโกโบได้ร่วมมือกับร้านขายหนังสืออย่าง WHSmith ในอังกฤษเพื่อทำแผนการโปรโมต eReader Application รวมไปถึงการส่งเสริมการขายอื่น ๆ ภายในร้านด้วย สำหรับในตลาดอเมริกานั้นโกโบยังไม่มีพันธมิตรเข้าร่วมแต่อย่างใด แม้ว่าจะเคยร่วมมือกับร้านค้าในอเมริกามาก่อน แต่ไม่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จจนต้องยุบโครงการไป

มีการ์ตูนจาก Marvel ให้อ่านใน Kobo แล้ว

หลังจากที่ได้แจ้งไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่าจะหันไปพัฒนา eReader App มากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทางโกโบได้ร่วมมือกับผู้ผลิตการ์ตูนชั้นนำอย่าง Marvel โดยที่ผู้อ่านอีบุ๊คจาก Kobo eReader App จะได้ซื้อการ์ตูนยอดนิยมเหมือนกับอีบุ๊คสโตร์ร้านใหญ่อื่น ๆ แล้ว โดยที่มีการ์ตูนยอดนิยมอย่างเช่น The Avengers, Guardians of the Galaxy, Captain America และ Amazing Spider Man มาวางจำหน่าย ทางด้าน David Gabriel (เดวิด การ์เบียล) ผู้บริหารด้านการตลาดของ Marvel Entertainment (มาร์เวล เอนเตอร์เทนเม้น) กล่าวว่า “ทางมาร์เวลรู้สึกแฮปปี้จริง ๆ ที่ได้ร่วมมือกับทางโกโบเพราะว่าแฟน ๆ การ์ตูนของเราจะได้มีอีกทางเลือกที่ดีในการอ่านการ์ตูนของเรา”

Fast Fact :

  • โกโบได้เริ่มผลิตแท็บเล็ตออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2011 โดยได้จำหน่ายแท็บเล็ตหลายรุ่นเช่น Vox , Arc , Arc 7 , Arc 10 HD และ Glo เป็นต้น
  • ทางเว็บไซต์ the-ebook-reader.com ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคล้าย ๆ กับ เมื่อครั้งที่ Barnes and Noble ได้ตัดสินใจเลิกผลิตอีรีดเดอร์อย่าง Nook แล้วหันไปพัฒนา eReader App (แอพสำหรับอ่านอีบุ๊ค) แทน รวมไปถึงการร่วมมือกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์อย่างซัมซุงในการออกแท็บเล็ตรุ่นพิเศษอย่าง Samsung Galaxy Tab for Nook เป็นต้น
[box]บทความที่เกี่ยวข้อง
Kobo ปล่อยอีรี๊ดเดอร์รุ่นกันน้ำ![/box]

Photo Credit: Kobo.com
Source: thebookseller.com , goodereader.com , blog.the-ebook-reader.com

ซื้อแท็บเล็ตให้ลูก เอาไว้อ่านอีบุ๊คจะดีไหม

แท็บเล็ตกับเด็กเล็ก สื่อเสริมความรู้หรือตัวปิดกั้นพัฒนาการ ?

ผู้ปกครองหลายท่านที่กำลังคิดจะ ซื้อแท็บเล็ตให้ลูก เพื่อเอาไว้ใช้อ่านหนังสือการ์ตูนให้เด็ก ๆ ฟัง และคิดว่าวิธีดังกล่าวเป็นการใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษาที่เข้าท่า และน่าจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาการในวัยเด็กเล็กแล้วล่ะก็ ท่านอาจจะต้องชะงักความคิดเอาไว้ชั่วคราวแล้วลองอ่านบทความนี้ดูก่อนว่ายังอยากได้แท็บเล็ตมาให้เด็ก ๆ ใช้อยู่อีกหรือไม่ เมื่อกุมารแพทย์และนักวิจัยออกมาเบรคว่า ยังไม่อาจสรุปลงไปได้ว่าการใช้สื่อดิจิตอลกับเด็ก ๆ ในขั้นประถมวัยนั้นความเหมาะสมมันอยู่ที่ตรงไหน

เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการของเด็ก ต่างก็ให้คำแนะนำกับผู้ปกครองให้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เนิ่น ๆ ในช่วงประถมวัย โดยได้อ้างผลการศึกษาว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กในด้านการใช้ภาษา การใช้คำศัพท์และรวมไปถึงทักษะการเข้าสังคมด้วย และถ้าจะให้ดีผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน The American Academy of Pediatrics ก็ย้ำว่าควรจะอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปเลยยิ่งจะดีกันไปใหญ่

แต่สำหรับการอ่านหนังสือภาพหรือหนังสือการ์ตูนกับเด็กเล็ก ๆ ด้วยการใช้แท็บเล็ตแล้วล่ะก็ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามันอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีก็ได้ โดย Kyle Snow ผู้อำนวยการด้านการวิจัยแห่งสถาบัน The National Association for the Education of Young Children กล่าวว่า “เราได้ศึกษาและทราบดีถึงพัฒนาการในการอ่านหนังสือของเด็ก ๆ แต่สำหรับการส่งเสริมการอ่านด้วยสื่อดิจิตอล (แท็บเล็ตและอีบุ๊ค) นั้น เรายังไม่แน่ใจว่าจะส่งผลกระทบดีหรือเสียอย่างไรแน่” ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์พกพาอย่างแท็บเล็ตเพิ่งจะเข้ามามีบทบาทได้ไม่นานนัก

อย่างไรก็ตามได้มีการศึกษาในปี 2013 พบว่าในเด็กวัย 3-5 ขวบ ที่พ่อแม่อ่านหนังสืออีบุ๊คให้ฟังจากแท็บเล็ต มีอัตราความเข้าใจในเนื้อหาต่ำกว่า ครอบครัวที่สอนให้เด็ก ๆ อ่านนิทานจากหนังสือธรรมดา “ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า เวลาที่ใช้แท็บเล็ตอ่านหนังสือกับลูก พ่อแม่ต่างก็ต้องใช้นิ้วจิ้มหน้าจอเพื่อเปลี่ยนหน้า หรือซูมรูปภาพต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ความสนใจของเด็ก ๆ ถูกหันเหไปจากการ ‘อ่าน’ นั่นเอง

ทางด้านผู้ผลิต eBook และผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นให้ความเห็นว่า สื่ออีบุ๊คสำหรับเด็กนั้นเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการในการเรียนรู้ได้ โดยได้อ้างการศึกษาของมหาวิทยาลัย Wisconsin ในปี 2013 ที่พบว่าเด็กวัย 2 ขวบ สามารถเรียนรู้คำศัพท์ได้ไวขึ้นเมื่อใช้ Interactive App

การใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา ซื้อแท็บเล็ตให้ลูก

การใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กวัยเรียน

ควรจะให้ลูกใช้แท็บเล็ตอย่างไรถึงจะดี

ในเมื่อยังไม่มีข้อสรุปแบบฟันธงสำหรับการใช้การใช้แท็บเล็ตร่วมกับหนังสือนิทานประเภทอีบุ๊ค สำหรับในตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญก็ได้ให้คำแนะนำเอาไว้สั้น ๆ แต่มีประโยชน์ว่า

  • สำหรับเด็กวัยต่ำกว่า 2 ขวบนั้น ไม่ควรเล่นอุปกรณ์จำพวกแท็บเล็ตทั้งหลายโดยเด็ดขาด
  • และสำหรับเด็กในวัยโตกว่านี้ก็แนะนำให้เล่นหรือใช้งานไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

Source: startribune.com
Photo Credit: Gretchen CaserottiBrad Flickinger

error: Content is protected !!