Tag Archives for " รอยไถ "

รอยไถ

นวนิยายเรื่อง รอยไถ ตอนที่ ๑ : โดย ไม้เมืองเดิม

[dropcap]ใ[/dropcap]นกระท่อมเล็ก ชายทุ่งบางเขนมื่อโน้น เจ้าผู้ชายหน้าคล้ำ ยืนเยี่ยมหน้าต่างโรงนา มองฝนที่เพิ่งขาดเม็ดปรอยไปได้สักครู่ อ้ายเอี้ยง ฝูงใหญ่ถลาลงเนื้อนา ไซ้ปีกรับแสงแดดอ่อนที่ส่องมา อีกเมื่อฝนหาย เห็นทุ่งโล่งสว่างเวิ้งนาแจ่มใส เจ้าลือหนุ่มที่ยืนเยี่ยมหน้าต่างก็ถอนใจยาวผืนนาใหญ่ลิบ ๆ นี้หลุดเป็นของเจ้าอ่อนไปสิ้นแล้ว และที่เจ้าอ่อนยอมให้เช่าทำกิน ก็เพราะมันเห็นแก่บัวเผื่อนเมียรักเจ้าลือ ซึ่งเคยเป็นคู่ติดพันกันมาแต่เก่าก่อนเท่านั้น แดดจ้าขึ้นอีกเพราะกำลังบ่าย เจ้าลือรู้สึกเมื่อย เพราะยืนมาตั้งแต่ฝนยังไม่หาย จึงถอยมาที่แคร่นอน ตั้งใจจะนอนเอนหลัง แม่เอ๋ย บัวเผื่อนเจ้าหลับไหลสนิทอยู่ก่อน เพราะเมื่อคืนอ้ายแดงไม่สบายกวนตลอดรุ่ง

อ้อ, เจ้าบัวผันน้าสาวกำลังนั่งเหยียดขาหลังอิงเสาไกวเปล แต่เจ้าแดงอายุครึ่งขวบก็ยังนอนดิ้นกระทุ้งขาไม่หลับ พอเหลือบพบกัน น้าอ้ายแดงก็ค้อนให้ขวับ แล้วตะเพิดเสียง “เอ้า, เมื่อไหร่จะหลับเสียสักทีเล่า รู้ว่าจะนอนยากนอนเย็นยังงี้ละก้อ ทำไมไม่ให้พ่อมึงจ้างขี้ข้ามานั่งไกว”เจ้าพี่เขยลือสะดุ้ง เจ้าบัวผันมันพลอยนิสัยเสียตามพี่สาวมันไปแล้วอีกคนหนึ่ง แต่บัวผันมันยังอ่อนแก่การนัก เพราะเป็นสาวอยู่เมื่อท้ายปีกลายนี้เอง ก็ทำดัดจริตใส่งอน มันหัวเราะก๊าก ลือหัวเราะจนบัวผันนึกเคือง ร้องถามว่า “หัวร่ออะไร? “อ้าว, แน่ะ อีผันนี่ เอ็งจะพิกลเสียใหญ่แล้ว” นังน้องเมียยิ่งเคืองพูดย้ำ ๆ ว่า “อีผัน หนอยเรียกอี ฉันเป็นขี้ข้าปากพี่ลือเร๊อะ จะได้มาเรียกอี” “อูว๊ะ ! ก็ข้าเคยเรียกยังงี้มาแต่ไหนแต่ไรนี่ล่ะ เอ็งมันพาลเสียสิ้นดีเชียวโว้ย ผัน” “พาลอะไร ? ” “ทำไมจะไม่พาล” เจ้าพี่เขยยืนยัน แล้วชี้ไปที่ลูกชาย “แน่ะ ข้าขอถามหน่อยเถอะว่า อ้ายแดงไม่หลับน่ะ หน้าที่ของเอ็งมันควรจะกล่อมดีกว่าจะด่าอ้ายแดงป่ายมาถึงข้าใช่ไม๊ล่ะ ? ” “ฉันไม่ได้ด่า ฉันพูดจริง ๆ เมื่อร้อนหูใครก็อย่าฟังซี” แลัวก็ค้อนขวับ ๆ หันหลังให้ เจ้าพี่เขยนึกระอาที่จะต่อล้อต่อเถียงอีก จึงหลบไปยืนอยู่ที่ประตูโรงนา มองแดดกล้าซึ่งส่องทุ่งเป็นตัวยิบ ๆ กำลังจะเพลิน ก็เป็นแน่แล้วที่เจ้าบัวผันคงจะคลายโมโหสิ้นงอนไปบ้าง เพราะส่งเสียงกล่อมอ้ายแดงอย่างเพราะเจาะหลายเพลงมาแล้ว ที่เจ้าลือมันนั่งนิ่งฟัง ชมเชยเสียงกล่อมของนังน้องเมีย จนกระทั่งถึงอีกเพลงหนึ่ง
“วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ มีต้นข้าวโพดสาลี
ลูกเขยมันตกยาก แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี
โอ้ข้าวโพดสาลี ป่านฉะนี้จะโรยรา”

พอสุดเสียงกล่อม เจ้าลือก็หันขวับมา เพราะข้อความเนื้อเพลงกล่อมนั้นกินใจลึก เจ้าผันจึงกล่อมเป็นลางปาก พูดกับน้องเมียสีหน้าไม่ค่อยดีว่า “เอ็งกล่อมเพลงอื่นเถอะว๊ะผัน” น้าเจ้าแดงกลับนึกฉิวไปว่า พี่เขยจะย้อนมาแขวะหาเรื่อง “เอ๊ะ ! นี่มันจะไม่รู้แล้วกันมั่งรึยังไง ฉันกล่อมอ้ายแดงก็ เพราะจะให้มันหลับนอนหรอก จะได้ไปทำงานอื่นมั่ง ก็แล้วจะห้ามปากห้ามเสียงกันยังงี้น่ะ ใครเป็นคนพาล ? ” “เปล่าหรอกว๊ะ ผัน,” ลือตอบเสียงอ่อย นึกอายหัวใจตัวเอง “ใช่ข้าจะพาลรีพาลขวางหรอก แต่เพลงนี้ข้าไม่ชอบ” บัวผันทิ้งสายไกว “ฉันกล่อมให้อ้ายแดงฟัง แต่เมื่อทำดีไปแล้ว มันไม่มีคุณก็ไม่กล่อม” “ฟังข้าก่อน” ลือว่า และโบกมือห้ามน้องเมีย “เอ็งอย่าอึกทึกนักซี เดี๋ยวเจ้าเผื่อนตื่น ก็จะหันมาเล่นข้าอีกแน่ะ ผัน เอ็งน่ะเข้าใจผิดรู้ไม๊ เอ็งทำคุณแก่อ้ายแดงก็เหมือนทำคุณแก่ข้า แต่เพลงอื่นถมไปนี่ว๊ะผัน เพลงไหนๆ ก็ได้ออกถมถานไป หูฟังอย่างอ้ายแดงน่ะ มันไม่รู้เพราะรู้เจาะหรอก” บัวผันประหลาดหัวใจนัก คิดไม่ออกว่าทำไมจึงถูกห้ามกล่อมเพลงนี้ ครั้นจะว่าพี่เขยมันพาลชวนทะเลาะ แต่สีหน้าและคำกล่าวก็ไม่มีวี่แวว หากนิสัยเอาชนะหัวดื้อของเจ้าผันมีอยู่มาก จึงเถียงไปเสียอีกข้างๆ “จำได้เพลงนี้ก็กล่อมเพลงนี้ แล้วประเดี๋ยวจะกล่อมอีก”

รอยไถ ไม้ เมืองเดิม

เจ้าลือส่ายหน้าหนักหัวใจ ทั้งพี่ทั้งน้องมันงอนไม่ทิ้งนิสัยกันเลย และครู่นั้นก็ใจคอหาย เพราะเจ้าบัวเผื่อนมันตื่นขึ้นมอง “อะไรกันพี่ลือ ฮึ! เจ้าถามเสียงขุ่น “แม๊พอ จะได้ม่อยพักมั่ง งีบสองงีบ ก็เถียงกันขึ้นมาอีก เหมือนยังกะจะแกล้ง มันเป็นเรื่องอะไรกันวะ ผัน ? ” “จะมีอะไรเสียอีก” ผันตอบพี่สาวฉุน ๆ “ข้าไม่เห็นมีเรื่องอะไรเลย นอกจากข้ากล่อมอ้ายแดงพอจะหลับ พี่ลือก็เกิดมาห้ามกล่อมเสียอีก ข้าก็แปลกนัก” พอฟังตอบน้องสาว บัวเผื่อนก็ค้อนแปล็บมายังผัว “พิลึกคน ไม่กล่อมแล้วทำไมมันจะหลับนะ รึว่าจะให้มันอยู่กวนคนกวนโลกเล่น แล้วน้ำมะหน้าแก นะจะมาอยู่เลี้ยงเร๊อะ” ลือนั้นขี้เกรงใจเมีย แต่เห็นช่องจะได้พูดถึงความหวาดระแวงในใจที่เก็บไว้นาน ก็ตอบอ้อมแอ้มเหมือนจะเย้าเมียเล่น “เจ้าผันมันกล่อมเพลงวัดโบสถ์ ก็เพราะดีหรอก แต่พอฟัง ๆ ไปมันรำคาญหัวใจฉัน” “รำคาญบ้าอะไร” ลือหัวเราะไม่สนิท “มันน่ารำคาญน่ะแม่เผื่อน เพราะกลอนกล่อมมันไปลงลูกเขยตกยาก แม่ยายก็พราก-เอ้ออ้ายฉันน่ะมันอดระแวงที่จะคิดไปเสียมิได้เท่านั้น ถึงได้ขอให้มันเลิกกล่อม” บัวเผื่อนแค่นหัวเราะ “อ้อ ! มิน่าล่ะ อ้ายคนเรา ลงหัวใจมันไม่หมดบ้าแล้ว ก็มักจะคิดบ้านอกทางไปเสมอ เถอะ, เมื่อคิดได้แล้วข้าก็ทำได้เหมือนกัน แล้วจะมาว่าไม่ดีนะ”

“ว๊ะ บัวเผื่อน” เจ้าผัวร้องเต็มเสียง “เราพูดเย้ากันเล่นหรอกน๊ะ แล้วทำไมโกรธเอาเป็นจริงเป็นจังไปเล่านั่น” “ไม่รู้” เจ้าโบกมือ “คนเราถ้าใจไม่คิดแล้ว ปากมันไม่พูดหรอก” “โธ่เอ๊ย ! เย้าเล่นเท่านั้นก็โกรธ” ลือทรุดนั่งลงใกล้ ๆ นึกเป็นกรรมของมันเองที่ได้เมียสวย แล้วต้องร้อนหัวใจไม่สร่าง แล้วเลยพูดปะโสปะเสไปอีก “ผัวกันเมียกันก็ต้องเย้ากันมั่ง ถึงแม่เผื่อนก็พูดเย้าฉันไม่เป็นจริงไปได้ ใช่ไม๊ล่ะ อะไรลูกเต้าเราก็มีด้วยกัน จะเป็นไปงั้นเชียวเร๊อะ แน่ะ, อย่ามัวทะเลาะกันอยู่เลย ฉันน่ะตั้งใจจะปรึกษาว่า จะให้แม่เผื่อนออกปากยืมควายแม่แกมาสักคู่หนึ่ง เพราะในวันมะรืนฉันคิดจะ ออกทุ่งไถดะเสียก่อนเร็ว ๆ พอ ๓ วันเสร็จก็ไถแปร เห็นเป็นไง ? แต่เมียถามขัดคอว่า “ยืมมาขายเล่นโปอีกงั้นเร๊อะ” “แล้วกัน” เจ้าผัวหน้าสลด “พูดจริง ๆ นาแม่เผื่อนนา โธ่ ! อ้ายเรื่องหลัง ที่มันแล้วกันไปน่ะ จะเก็บมาฟื้นอีกทำไมน่ะแม่เผื่อน ฉันน่ะรึเห็นว่าฝนมันลงมาราวฟ้าจะแตก พอจะลงไถได้แล้วสบาย ถึงได้คิดจะให้ออกปากยืมแม่แกสักคู่หนึ่งก่อน” “เฮ๊อะ” เมียหัวเราะใส่หน้า “ฉันได้ห้ามแลัวแต่เมื่อปีกลายก็ไม่เชื่อ งัดเอาโน่นนี่มาอ้าง จะเลิกนาซื้อเรือล่องแลกข้าวละ อะไรสารพัด โฮ่ย, ขี้เกียจฟังไหนล่ะอ้ายควาย ๒ คู่ที่ขายน่ะ ได้ซื้อเป็นแจวมาได้มั่งไม๊ สักครึ่งค่อนเล่ม” ลือหัวเราะไปแกนๆ พอหลบตาจากเมียก็พบเจ้าผันกำลังค้อนเอาค้อนเอา แถมพูดว่า “หลักแจวไว้ตีหมาก็ไม่ได้” “เอานั่นอีผัน” เจ้าพี่เขยอดหัวเราะไม่ได้ “เอ็งมันคอยเป่ากันเป็นพายุอยู่ยังงี้ข้าก็แย่” “แปลว่าฉันหูเบางั้นซิ” เผื่อนสอดขึ้นมา “ดีละน่าที่แม่แกไม่อยู่ ถ้าอยู่ก็จะต้องโดนด่าแหลกกว่านี้” ลือได้แค่พยักหน้า เพราะคำของเผื่อนเป็นคำจริง ยายบัวที่มันตกเข้ามาเป็นเขยนั้น ไม่ว่าใครต้องออกปากหมด ทุ่งบางเขนตลอดทั้งทุ่งสองห้องและบ้านกูบแดง ใครๆ ก็ให้สติเตือนมันแล้วหนักหนา “ฉันตั้งใจแท้นาเผื่อนนา” ลือออดแก้ตัวไปอีก “ฉันคิดตกแล้วว่า จะตั้งหน้าทำมาหากินจริงๆ เพราะอ้ายแดงมันก็นับวันแต่จะโตขึ้นทุกวัน” “โฮ่ย อย่าเลย อย่าไปคิดไถคิดหว่านให้มันเหนื่อยยากทำไม ปากท้องอ้ายแดงกะฉันน่ะไม่อดหรอก เพราะแม่แกยังมีชีวิตอยู่ พี่ตั้งหน้าหาเงินทำทุน เล่นโปกินเหล้าเลี้ยงเพื่อนต่อไปดีกว่า”

ฟังเมียแล้วสิ้นปัญญา สิ้นข้อคำที่จะอธิบายพอเข้าใจได้อีก แล้วก็นึกหนักอกไปถึงแม่ยาย ที่จะคอยด่าซ้ำเติมช่วยลูกสาว ชั่วครู่นั้นเจ้าลือก็ตะลึงงัน เพราะได้ยินเสียงตะโกนร้องเรียกชื่อบัวเผื่อน ไม่ช้ายายบัวก็ปราดโผล่มาที่ประตู มันใจคอหาย เพราะยายบัวแกเหมือนปีศาจ นึกไม่ผิดเลยว่าสัญชาติอีคนนานตาย พอนึกถึงคราวไรเป็นมาเสียทุกที ยกมือไหว้แกสีหน้าเรี่ย ๆ “เอ้อ-เชิญนั่งซียะแม่” แกโยนพายโครมเป็นการรับไหว้ มองหน้าลูกสาวลูกเขย แล้วก็เดาความเอาเอง
“อะไรกันขึ้นอีกล่ะฮึ อีเผื่อน” ค้อนปราดมาหาเจ้าลือ “กัดกันอีกแล้วซิ เออ ! ให้มันได้ยังงั้นซีวะ แน่ะเจ้าลือข้าจะบอกให้ อีเผื่อนน่ะ มีเถ้าแก่มาสู่ขอตบแต่ง มิใช่แล่นตามเอ็งมารู้ไม๊ล่ะ แล้วเอ็งจะมานั่งเคี่ยวเข็ญชวนทะเลาะวิวาทน่ะ มันจะไม่เกรงใจ ล้างอำนาจกันมากเกินไปเสียละ” “ฉันตายโหง” ลือหันไปทางแม่ยายที่กำลังเท้าเอวพูดตรัสรู้เอาเอง แล้วก็ลั่นสาบาน “ให้ตายไปเถอะแม่ อะไรฟังกันยังไม่ทันได้ศัพท์ ก็พูดกันเสียเป็นคุ้ง สองคุ้ง แม่ลองถามนังผันมันดูซีล่ะ ว่าฉันปรึกษากัน หรือทะเลาะเบาะแว้งกัน” “ข้าไม่รู้” ยายบัวไม่ฟังเสียง “ข้าน่ะแสนจะรำคาญนัก พอมาถึงนี่คราวไรก็เห็นปั้นหน้ายักษ์เข้าใส่กันทุกที แล้วจะให้ข้านึกว่ายังไง อีผันก็เหมือนกัน เมื่อว่าหลานมันค่อยหายสบายดีแลัว ก็ควรจะกลับบ้านช่องเสียทีซิ จะมาจมกินแก้วอะไรอยู่ล่ะ” บัวผันนั่งนิ่ง เจ้าลือนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ สิ้นศรัทธาที่จะพูดชี้แจงตัวเองว่า ถ้าดูหางเสียแต่แรกแล้วก็จะรู้ว่าช้าง เพราะตัวมันก็รู้นิสัยสันดานยายบัวอยู่ดีก่อนจะตกมาเป็นเขยว่าเป็นคนเช่นไร แต่ก็ไม่นึกว่าหญิงงามอย่างเจ้าเผื่อนจะมีนิสัยเช่นแม่

กระทั่งเย็น กว่าเจ้าลือลูกเขยจะเข้ารอยยายบัวได้ ก็ต้องประจบประแจงเสียอ่อนใจเพราะมาคิดว่าชั่ว ๆ ดีๆ ก็ยังเกี่ยวข้องเป็นเขย และสันดานของยายบัว เมื่อนิ่งทนให้ด่าแล้วโมโหก็หมดไปเอง แล้วก็เข้ารอยกันได้ ตลอดจนกระทั่งเจ้าเผื่อนและน้องเมียมันเอง ก็กำลังอุ้มเจ้าแดงขึ้นจากเปลเมื่อตื่น เมื่อให้สัญญาเป็นคำแน่แล้ว เจ้าลือก็แทบจะโลดเข้ากอดยายบัว ที่แกให้อนุญาตยืมควายคู่หนึ่งสำหรับจะใช้ไถในวันรุ่งขึ้น และก็ปล่อยให้เจ้าบัวเผื่อนกับแม่เจ้าคุยกันตามลำพัง ส่วนตัวเองเลี่ยงไปทางน้องเมีย หาเอาใจใส่กับการซุบซิบสนทนาของสองแม่ลูกไม่ พื้นนิสัยเดิมของเจ้าลือนั้น เมื่อสบายใจก็มักจะเป็นคนขี้เล่นขี้เย้า ครั้นบัวผันกำลังกอดฟัดอ้ายแดงก็ถามว่า ‘‘เอ็งรักมากรึผัน ข้าให้เอาไม๊ล่ะ ?” “แค่นจะพูด” เจ้าผันสะบัดเสียง “มีอำนาจยังไงจะมาบอกอนุญาตให้อ้ายแดง ?” “ก็ข้าเป็นพ่อมัน แล้วทำไมจะให้ไม่ได้” ผันชี้มือไปทางประตูโรงนา ซึ่งพี่สาวกำลังยืนพูดซุบซิบกับแม่ “โน่นแน่ะ, เขาจะได้เหยียบอกเอาปะไร แต่ถึงพี่เผื่อนจะอนุญาต ข้าก็ไม่อยากจะได้พันธุ์นี้ไว้หรอก” “เอ๊ะ ! เป็นไงว๊ะผัน ?” พี่เขยมันหัวเราะถามอมยิ้ม “ข้าก็ไม่ใช่คนเสียหายอะไรนี่ล่ะ” “ย่ะไม่เสีย” ผันประชดให้ “กะล่อนเป็นกรด จนจะไม่มีใครเขาคบแล้ว รู้ไม๊ ?” “ช่างหัวมันเถอะคนอื่นน่ะ รักกะชังใครจะไปห้ามใจใครได้ ว่าแต่อ้ายแดงเถอะ กะพ่อมันใครจะน่ารักกว่ากัน ?”

ผันเจ้าตอบคำเดียว “บ้า” แล้วก็ค้อนให้ “ไปออเซาะพี่เผื่อนเขาเถอะ อย่ามาทำปากพล่ามทีเล่นทีจริงหน่อยเลย ฉันไม่ชอบหรอก” “อ้าว !” ลือหัวเราะหน้าเจื่อน “เอ็งทำไมถึงระแวงไปนั่นล่ะ ?” ผันชี้หน้า “อย่าแก้ตัวเลยรู้เท่าหรอก ทำปากเปราะไปน่ะ ทุกวันนี้รู้สำนึกตัวมั่งรึเปล่าว่าเป็นยังไร” เห็นน้องเจ้าเผื่อนพูดจาขึงขัง และก็ล้วนเป็นข้อพิศวงมืดแปดทิศ ลือก็แปลกใจนัก ครั้นจ้องมองหน้าจะถามเจ้าผันก็เมินหลบไปที่อื่น แต่มาคิดไปอีกที คำเจ้าผันก็คงไม่มีหมายอะไรผิดไปกว่า ที่จะแกล้งว่ามันให้เจ็บ ๆ แสบ ๆ ในเรื่องแม่ยายเกลียด จึงตอบไปอย่างคำตลกคะนองไม่มุ่งไปอื่นว่า “ข้าก็รู้ว่าใครๆ เขาเกลียดข้า แต่แม่แกไม่เกลียดข้าแล้วเท่านั้นเป็นพอ ถึงเอ็งก็เหมือนกัน ไม่เกลียดข้าไม่ไช่รึ ?” “โอ้ย ! ไม่ต้องมาทำปะเหลาะ ทั้งทุ่งสองห้องย่านบางเขนนี่แหละ ไม่เคยจะเกลียดหน้าใครมากเหมือนพี่ลือเลยจะบอกให้” มันหัวเราะก๊ากแกล้งให้งอหาย “เออ! งั้นซีวะ พี่ชอบใจเอ็งนักผัน ว่าแต่เอ็งรักข้ามากจริง ๆ ล่ะรึ” “บ้าซี เออ ! คนเราน๊ะนี่มันจะบ้าไปถึงไหนกัน บอกอยู่หยก ๆ ว่าเกลียด-เกลียด” ฟังคำเน้นของเจ้าผัน ลือยิ่งชอบที่จะยั่วใหญ่ “เกลียดมันก็คือว่ารักนั่นแหละว๊ะผัน ใช่ไม๊ล่ะ” ผันหน้าเง้าแล้วเอ่ยปากตะโกนเรียกพี่สาว “พี่เผื่อน” ลือใจหายวาบ ถ้าอีผันคิดเขวไปว่าเกี้ยวมันแล้วคงจะเดือดร้อนอีก จึงจุปากห้าม แต่ก็ไม่ทันกันเพราะเสียงแหวมาจากเจ้าเผื่อน “อะไรกันอีกล่ะ ? ” “ดูพี่ลือซี” ผันชี้ไปที่เจ้าพี่เขยซึ่งยืนหน้าถอดสี “พี่ลือตามมายั่วข้าอีก” ค่อยโล่งใจถนัด ที่ผันมันตอบไปอีกทาง จึงหัวเราะกลบเกลื่อนแต่ก็ไม่วายจะถูกเมียลงขอเอาอีก “พี่ลือก็เป็นเด็กไม่รู้สึกเลย โตจนมีลูกเต้าแล้วยังจะทะเล้นเป็นเด็ก ๆ” “เปล่าหรอก แม่เผื่อน” “อย่าเปล่า ข้ารู้สันดานพี่ลืออยู่ดีหรอก อย่าเถียงน๊ะ อย่าเถียงเป็นอันขาด” เจ้าคนขี้เกรงเมียก็ยอมเงียบเป็นปลิดทิ้ง นอกจากหัวเราะอารมณ์ดีเข้าต่อ แล้วพูดเถลไถลถึงเรื่องงานนาที่จะไถในวันรุ่งขึ้นกับแม่ยาย และก็น่าประหลาดที่ยายบัวมิได้ด่าซ้ำซากเพิ่มเติมเหมือนอย่างก่อน เป็นแต่บอกให้บัวผันเก็บผ้าผ่อนเข้าห่อเตรียมกลับบ้าน เพราะเจ้าแดงก็พอจะหายสบายดีแล้ว จึงเป็นอันที่เจ้าลือจะต้องรับหน้าที่เลี้ยงลูกไปก่อน เพราะบัวเผื่อนจะต้องส่งแม่ที่ลำคลองชายนาโน้น

เรือแจวเกยเลนอยู่ชายตลิ่ง ถัดเรือสำปั้นยายบัวไปข้างเหนือ คนในประทุนนั่งชะโงกหน้า เฝ้าจ้องและชะเง้อตามองไปตลิ่งบ่อยครั้ง แล้วบ่นกับคนแจวที่นั่งง่วงอยู่ท้ายลำว่า “น้าแกบอกกะเอ็งว่า สักเมื่อไหร่จะกลับว๊ะ เปลี่ยน เอ็งจะฟังไม่แน่ละกระมัง ?” เจ้าคนแจวท้ายที่ชื่อเปลี่ยน ก้มมองมาในประทุน “แกบอกว่าพลบแน่นี่พี่อ่อน” “อูบ๊ะ” นายอ่อนเอ็ดเจ้าเปลี่ยน “ก็นี่มันร่วมจะพลบอยู่แล้ว เห็นไม๊ล่ะ, แล้วเรื่องแม่เผื่อนว่าไง เขาบอกเอ็งรึเปล่า ?” เจ้าเปลี่ยนสั่นหน้า “เอาแน่ไม่ได้, แม่เผื่อนบอกว่าหากเหมาะลางทีจะมาส่งน้าบัวด้วย” “บ๊า !” นายอ่อนเพิ่มความกระวนกระวายขึ้นอีก “คอยก็นานอยู่นักแล้ว ถ้าไม่พบก็เลยเสียเวลาเปล่า” แต่ครู่นั้น เจ้าเปลี่ยนก็ชะเง้อตัวชี้มือข้ามประทุนไปบนตลิ่ง “โน่น ! มันมากันลิบๆ โน่นใช่ไหมนั่น ?” “ฮึ ! ใช่แน่รึ อ้ายลือมาด้วยหรือเปล่าหนอ ?” เจ้าเปลี่ยนยืนป้องหน้าอยู่สักครู่ “ผู้หญิงทั้งนั้น อ้อ ! แม่เผื่อนก็มา อ้ายลือคงจะถูกเลี้ยงลูกถึงไม่เห็น”

นายอ่อนดีใจนัก โมโหหายเป็นปลิดทิ้งที่จะได้พบเจ้าเผื่อนชิ้นเก่า ถึงจะมีลูกไปแล้วก็ดี แต่ความงามของเผื่อนไม่ลดเลย บัวผันเสียอีกทั้งๆ ที่ยังกำลังสาว ก็งามไม่ลบแม่เผื่อนไปได้ “เข็น, อ้ายเปลี่ยน” นายอ่อนพยักหน้ากับสมุนแจวท้าย “ต้องลงเข็นให้ใกล้ตลิ่งเข้าไปอีก หาไม่ข้าจะขี่คอเอ็งบุกเลน” เจ้าเปลี่ยนเต็มใจลงเข็นเรือมากกว่าให้ขี่คอ เมื่อฟังคำสั่งนายอ่อนแลัวก็โดดลงท้ายเรือ ไหล่ดันเต็มแรงจนเรือเขยิบเข้าใกล้ ห่างอีกเพียงชั่วแขนกว่า ๆ แล้วชู้คอยของเจ้าเผื่อนก็เผ่นแผล็วขึ้นตลิ่ง ยายบัวใกล้เข้ามาอีก บัวเผื่อนช่วยน้องสาวหิ้วห่อผ้าอยู่กลาง ถัดไปเจ้าผันถือพายเดินตามมาหงอย ๆ ทั้งแม่และพี่สาวที่เดินไปข้างหน้า หารู้ไม่ว่าเจ้าผันนั้นมันเหลียวหลังไปดูโรงนาที่เห็นลิบๆ อยู่ข้างหลังโน่นด้วยหัวใจพิกล

ไม่ทันจะถึงตลิ่งที่ผูกเรือไว้ นายอ่อนก็รีบวิ่งไปรับห่อผ้าจากบัวเผื่อน “แหม ! นึกว่าจะไม่มาเสียอีก” แล้วมองไปทางคนสุดท้าย “อ้อ แม่ผัน, จะกลับบ้านวันนี้ด้วยละมัง ?” ผันพยักหน้าหงอยๆ ได้ยินพี่สาวตอบนายอ่อนว่า “เพิ่งจะรู้จากแม่เมื่อครู่นี้เองว่าพี่จะมา แล้วก็กระทันหันเหลือเกิน” “ฉันเพิ่งกลับจากบางกอก หัวใจร้อนเหมือนจะตาย” ชู้รักเจ้าเผื่อนพูดแก้ แล้วก็เลยขยายถึงความมั่งมีและธุระที่ไปบางกอก “จะตกลงกันในวันสองวันนี้แหละแม่เผื่อน คือว่าฉันคิดเหมาไม้ไปปลูกตลาดและโรงแถวให้เช่า เพราะที่ทางที่รับจำนำเขาก็เพิ่งจะหลุดมา หากจะทิ้งเปล่าให้ที่เหลือไว้ก็นึกเสียดาย” ยายบัวแกฟังปลื้มสมบัติอยู่ห่างๆ กระทั่งลูกสาวคนเล็กไขกุญแจโซ่เรือเสร็จ เดินมารับห่อผ้าจากนายอ่อน “อะไร, จะรีบกลับล่ะรึ แม่ผัน ?” ยายบัวรีบตอบก่อน “เย็นมากแล้ว ตะเกียงก็ไม่มีติดมา หน่อยมืดเสียกลางทางจะเกิดลำบาก” “อ้อ !” นายอ่อนพยักหน้า “งั้นก็ตามใจน้า แต่ถ้าไงค่ำนี้ฉันจะไปคุยที่เรือน” แกรีบเชื้อเชิญเต็มใจ แล้วเข็นเรือจากชายเลน ที่เกยสองคนกับเจ้าผันพายออกกลางน้ำบ่ายหัวล่องลงข้างใต้ หากว่าสายน้ำลดลงเชี่ยวสักเพียงไร หัวใจร้อนของนายอ่อนก็ยังเร็วกว่าที่จะเร่งให้เรือยายบัวพ้นคุ้งไปเสียเร็ว ๆ
“น้าแกไปแล้ว” นายอ่อนเศรษฐีทุ่งบางเขนบอกกับเจ้าเผื่อน “เราไปนั่งคุยกันในเรือก่อนเป็นไร”

“เย็นมากอยู่แล้ว” เผื่อนอิดออด “ที่โรงก็ไม่มีใครนอกจากพี่ลือกับอ้ายแดง” “อ้าว, ก็มีกันอยู่เท่านั้นแล้วแม่เผื่อนจะให้มีใครอีกล่ะ เถอะเราไปคุยกันก่อน แหมฉันน่ะ เพียงไปบางกอกชั่วเมื่อเช้าเท่านั้นเองแต่ดูมันนานยังกะสักปี” เผื่อนเจ้าค้อนสลัดแขนที่นายอ่อนเกาะ “อายพ่อเปลี่ยนเขามั่งเถอะ ไม่เหมาะหรอกที่จะคุยกันน่ะ เดี๋ยวเขามาตามพบเข้าก็จะเกิดเป็นความกันใหญ่แน่ และหมู่นี้ก็ดูเขาระแวงๆ พิกล” “ช่างหัวมันเถอะแม่เผื่อน” นายอ่อนตอบไม่เห็นสลักสำคัญ “เถอะ เมื่อกลัวก็ให้อ้ายเปลี่ยนมันขึ้นมาดูต้นทางก็แล้ว เฮ้ย เปลี่ยนขึ้นมาอยู่บนตลิ่งนี่” พอคนแจวท้ายบุกเลนขึ้นมาตลิ่ง นายอ่อนก็กระซิบที่ข้างหูว่า “เอ็งไปซุ่มอยู่หลังพุ่มข่อยโน้น คอยเฝ้าต้นทาง ถ้าใครมาต้องบอกให้ข้ารู้เร็ว” และผลักเจ้าเปลี่ยนรุนหลังให้ออกวิ่ง ตัวเองโดดลงเรือไปก่อน แล้วยื่นแขนมาให้เจ้าเผื่อนเกาะก้าวพาลงประทุนเรือ เผื่อนนั่งอิงกระทงเรือพับเพียบเรียบร้อย แต่นายอ่อนเหนี่ยวรั้งให้ชิดเข้ามาอีกจนรวบกอดได้

“คิดถึงนัก แม่เผื่อน เออ แล้วหนังสือที่ฝากน้ามานั่น อ่านแล้วรึยัง ?” ถึงมีลูกมีผัว แต่การผิดมือชายเผื่อนก็เกิดประหม่าเสียงตอบสะทกสะเทิ้น “ยังเลย เขาอยู่จะอ่านยังไง เลยต้องเหน็บซ่อนไว้ นั่งห่างหน่อยไม่ได้เร๊อะ ?” “โธ่เอ๋ย เผื่อน, ถ้ารวมตัวกันเสียได้ฉันก็จะรวม แม่เผื่อนไว้เสียในหัวใจทีเดียว” เผื่อนเงยหน้าค้อน “เพราะหูนัก ก็เห็นจะเป็นแต่เดี๋ยวนี้หรอก ต่อไปก็ยากจะเชื่อ เพราะพี่มีเงินและสาวนางก็มีออกตลอดทุ่งบางเขน พี่จะเลือกใครก็ได้” “โอ๊ย ! เผื่อน” อ่อนหัวเราะเหลือขัน จูบเผื่อนเมื่อเผลอแล้วหยอกเย้า “คนเราลงมันถูกหัวใจแล้ว จะต้องมาเลือกสาวเลือกนางอยู่ว่าไร จริงหรอก อีสาวๆบ้านอื่นนะ ถมเถไปถ้าจะต้องการ แต่หัวใจมันไม่รัก แล้วจะทำยังไง ?” เผื่อนโห่ให้ “รักเมียเขา เฮ่ว ! เขาชมจนชํ้าหมดแล้ว ก็มาหลงเก็บ” “แต่เผื่อนของพี่ยังไม่หายหอม” นายอ่อนพูดดื้อๆ มือกอดเจ้าเผื่อนๆ ก็รั้งให้เอนนอนเหนือตัก แม่เอ๋ย, เมียงามอ้ายลือ ยิ่งมีลูกยิ่งเพิ่มกระบวนงาม สองแก้มบ่มสีเลือด ร่มแขนที่พ้นแดดเผานั้นขาวเกลี้ยงขึ้นนวล ตลอดเอวตลอดร่างมันอวบเกือบจะเป็นคนเจ้าเนื้อ ยิ่งเมินเมียงตะแคงข้าง ก็ยิ่งเห็นเผื่อนเจ้างามสี่ด้าน ก็เหลือที่ชู้เจ้าจะอดใจ ทอดหน้าลงเกลือกอกเจ้าเผื่อน

“เชื่อเถอะ-เผื่อน, เชื่อรักของพี่เถอะว่าไม่มีเป็นอื่นอีกแล้วเป็นแท้” เผื่อนกำลังตื่นหัวใจ ลืมหน้าอ้ายแดงลูกรัก และเสือลือที่ทิ้งเกเรมาเป็นผัวเสียสิ้น ผิดมือผิดชาย ก็ทำให้เผื่อนเคลิ้มไปอย่างหลงไหล มีแต่คำเพ้อในรักเท่านั้น “เวลานี้ก็เชื่อแล้ว, แต่ต่อไปพี่ทิ้งฉันเสีย เผื่อนคงซ้ำใจตาย” “ทิ้งกระไรได้ เผื่อนเอ๋ย” นายอ่อนพูดกระชั้น หน้าชิดใกล้หู “รักเผื่อนเกินอื่นใด และฉันก็รักของฉันมาก่อนไอ้ลือใช่ไม๊ล่ะ โธ่ ! หากเป็นชายอื่น ผิดฉันไปแล้วใครเขาจะคอยอยู่อีก ผันมันก็เป็นสาวใหญ่แล้ว และมันสวย ทั้งน้าแกก็เต็มใจจะยกให้ แต่หัวใจมันไม่รัก ก็ต้องยอมทำบาปผิดลูกผิดเมียเขาเช่นนี้แหละ” หัวใจเผื่อนเจ้าหวนไปถึงลูกถึงอ้ายลือ นักเลงทุ่งสองห้องเมื่อก่อนแล้วเผื่อนก็ร้องไห้ “ฉันสงสารพี่ลือ” เจ้าว่า “พี่ลือรักฉันเสียมากมายและกลัวเกรงตลอด แต่ฉันก็มาเป็นไป” “ถูกแล้ว แม่เผื่อน, แต่หากแม่เผื่อนขืนจมอยู่กะมันแล้ว เพียงผ้าจะพันกายก็คงไม่มี เถอะ, เมื่อว่าจะคิดถึงคุณเขา ฉันจะออกเงินส่งมาให้คราวหลังอีกก็ได้”

เผื่อนท้อแท้หัวใจนัก เจ้าผัวลือจะหาใครรักเมียเหมือนมันอีกมิได้ แต่นิสัยนักเลงพนัน และใจเติบเลี้ยงเพื่อนนั้นแก้ไม่หายจนสิ้นเนื้อประดาตัว แต่เมื่อคิดถึงคุณพ่ออ่อนที่คํ้าชูแม่เจ้า และอุตส่าห์คอยจนหวนมารักกันอีกก็ยากใจ “ถ้าฉันทำไปจริง พี่ลือคงร้องไห้ถึงฉันแทบขาดใจ ทั้งอ้ายแดงคงได้ลำบากไม่น้อย” “ให้น้าแกไปรับทีหลังก็ได้” คนหนุ่มที่เฝ้ารักเจ้าเผื่อนมานานแสนนานปลอบน้ำใจ “การณ์ข้างหน้า อย่าคิดนักเลย แน่ะ แม่เผื่อน, ตะวันก็โพล้เพล้ลงนักแล้ว ฉันน่ะไม่เคยจะนึกรังเกียจข้อไรเลย ตลอดตัวแม่เผื่อนว่ามีผัวแลัว ถึงอ้ายแดงก็เถอะ เมื่อต่อไปมื้อหน้า เจ้าลือเขายินยอมฉันจะรับเลี้ยง และรักมันเหมือนกะลูกของฉันเองทีเดียว” เมื่อพูดถึงลูก ความสุขสบายของเจ้าแดงเมื่อเติบโตข้างหน้าจะได้อุปการะ หัวใจเผื่อนก็โอนอ่อน ระลึกเป็นบุญคุณ เขารักไปตลอดลูกและซํ้าออกเงินจะช่วยบำรุงผัว เผื่อนเจ้าก็เห็นว่าผู้ชายอย่างเขานั้นหายาก เจ้าลือมีแต่รูปและรักอย่างเดียว แต่หัวใจสนุกมันไม่สิ้น พอมีเงินติดตัวก็เหลิงจนลืมลูกลืมเมียเตลิดไปสนุก ยิ่งอยู่ยิ่งอายเพื่อนสาวบ้านอื่นรุ่นกันที่เขาได้ผัวดีเป็นหลักเป็นฐานไปแล้ว

ยิ่งตรอง เผื่อนก็ยิ่งเวียนความคิดไปข้างฝ่ายจะอยากตายเสียมากกว่าอื่น กระทั่งเสียงกู่ของเจ้าเปลี่ยนลอยลมมาจึงผละขึ้นนั่ง “ตายละ ! คงเป็นพี่ลือมาตามแน่” นายอ่อนก็พลอยใจเสีย แต่ฝืนตอบว่า “อย่าเพิ่งตกใจก่อน บางทีจะเป็นคนอื่น” “งั้นก็เถอะ ใครเห็นก็ไม่งามแน่ ฉันกลับก่อนล่ะ” นายอ่อนสุดจะขัด จึงก้าวไปเหยียบตลิ่งและรับเผื่อนให้เผ่นไป “อย่าลืมอ่านหนังสือน๊ะ แม่เผื่อน” เขารีบร้อน “ต้องอ่านให้ได้อย่างช้าก็พรุ่งนี้” เผื่อนพยักหน้ารับ เจ้าเช็ดหน้าเช็ดตาแห้งแล้วเดินออกจากซุ้มไม้ เลาะชายคลองเป็นที่เจ้าผันกับแม่กลับไป แล้วพอบ่ายหน้าออกทุ่งโน่น กระท่อมตะคุ่ม ลิบๆ หลังคามัว เพราะตะวันจะสิ้นแสงตกดิน ประหลาดใจที่เจ้าเปลี่ยนกู่ขึ้น เพราะไม่มีใครสวนทางมาเลย แต่เหลือบอีกทีจึงเห็นคนอุ้มเด็กอยู่หน้าประตู พี่ลืออ้ายแดง โธ่เอ๋ย ! พ่อลูกมันหลงคอยหารู้ชั่วของเผื่อนไม่ แล้วเผื่อนก็วิ่งมั่งเดินมั่งจนถึงหน้าโรง อ้ามือรับอ้ายแดงมากอด

ลือมันสนเท่ห์ เผื่อนไปเกินนานก็ฉงนอยู่แล้ว แต่การกลับของเผื่อนเจ้านองนํ้าตา เมื่อจูบอ้ายแดงก็อดจะถามไม่ได้ “แม่เผื่อนทำไมร้องไห้ ? ” เจ้าผัวค่อยปลอบ เมื่อเผื่อนมาถึงแคร่นอนโรงนา “บอกให้ฉันหายกลุ้มสักหน่อยเถอะ ว่าทำไมร้องไห้ ?” เผื่อนยิ่งร้องไห้หนัก วางอ้ายแดงลงกับเบาะแล้วตอบอย่างแสนยากเย็น “แม่แกด่า” ค่อยโล่งใจเมื่อฟังเจ้าเผื่อน แล้วมันก็หัวเราะชวนพูดไปข้างสนุก “อ๋อ ! จะถือสาอะไรแกเล่าแม่เผื่อน, คงจะด่าเรื่องฉันยืมควายแกเป็นแน่ เถอะ, พรึ่งนี้แต่หัวมืดถ้าเจ้าลอยเอาควายมาให้ ฉันจะนั่งกอดเข่าฟังแกด่าให้สนุกหูเสียก่อน แล้วจึงจะไปไถนา กินข้าวเสียเถอะแน่ะ, ฉันหุงหาไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะเห็นแม่เผื่อนไปนานเกินเวลา” แต่เมียคงสะอึกสะอื้นยิ่งขึ้นอีกเมื่อฟังมัน พูดสารพัดที่เจ้าลือจะถนอมใจ แต่กรรมก่อนตามมาทันแล้ว มันเองก็มองไม่รู้ตัว
“พี่กินเถอะ ฉันไม่หิวเลย” ลือประคอง เชยคางเผื่อนแสนสงสารที่เห็นน้ำตา “พี่คอยเผื่อน” แล้วก็ถอนใจ “มีปลาตัวเดียวเท่านั้นเองเผื่อน กินพร้อมๆ กันเถอะ” “อย่าห่วงเลย ฉันกินมั่งแล้วแต่เมื่อบ่าย” “แล้วกลางคืนจะหิวแย่” ลือไม่สิ้นห่วง และก็ไม่สิ้นสงสัยว่าเจ้าเผื่อนเคยถูกแม่ด่าจนแทบจะนับหนไม่ถ้วน ก็ไม่เห็นร้องไห้มากเหมือนวันนี้ และเจ้าเผื่อนก็ไม่เคยลงรอยดีกับมันมากเหมือนวันนี้เช่นกัน เมื่อถูกเมียคะยั้นคะยอหนัก เจ้าลือก็จำใจเข้าครัวเปิบข้าวอย่างเอร็ดอร่อย อิ่มไม่อิ่มข้าวครึ่งหม้อเล็กก็ต้องแบ่งไว้ให้เจ้าเผื่อน เมื่อเสร็จแล้วก็ควานมืดไปหาบนํ้ามาจากชายคลอง เผื่อเผื่อนเจ้าจะอาบน้ำ ก่อนนอนเสร็จแล้วมันก็หยอกเย้าสำราญใจพรัอมหน้าลูกและเมียรัก

[button link=”http://bit.ly/roytaii”]Buy Now Save 42%[/button]

error: Content is protected !!