อ่านไปเม้าไปกับ Glose ร้านขายอีบุ๊ค น้องใหม่

อ่านหนังสือให้ออกรส ต้องอ่านแล้วเม้ากับเพื่อนไปด้วย

ตลาดอีบุ๊คในต่างประเทศยังมีผู้เล่นหน้าใหม่เสนอทางเลือกให้กับผู้อ่านอยู่เสมอ ล่าสุดได้มี ร้านขายอีบุ๊ค ที่มีชื่อว่า Glose ได้เปิดขายหนังสือออนไลน์ให้นักอ่านได้เลือกซื้อกันและจะอ่านผ่านทาง Glose App ทั้งนี้ทางเว็บไซต์ Techcruch ได้รีวิวถึง App อ่านหนังสือตัวนี้ว่าโดยทั่วไปก็จะเป็นการขายหนังสืออิเล็คทรอนิกส์คล้าย ๆ กับร้านใหญ่อย่างอเมซอน แต่ว่าจะเพิ่มฟีเจอร์ที่ดูเป็นโซเชี่ยวมากกว่า นั่นคือผู้อ่านจะเห็นว่าคนอื่น ๆ ที่อ่านหนังสือเล่มเดียวกับเรา เขาได้จดบันทึกหรือเขียน Annotaion ไว้ที่ตรงส่วนใดของหนังสือบ้าง ทั้งนี้ทาง Glose หวังจะให้เกิดบรรยากาศแบบ Book Club คือเป็นที่ชุมนุมของคนรักหนังสือมาพูดคุยกัน และจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อน ๆ หรือคนอื่น ๆ ที่ชอบอ่านหนังสือประเภทเดียวกัน

Glose มีหนังสือให้เลือกซื้ออ่านได้ราว 300,000 เรื่อง และมีหนังสือจากสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ หลายแห่ง เช่น Penguin Random House, HarperCollins, Hachette และ Macmillan เป็นต้น ในช่วงเปิดตัว Glose มีแอพให้โหลดมาอ่านได้จากระบบ iOS (ดาวน์โหลดแอพ Glose iOS) ส่วน Android นั้นกำลังจะตามออกมาทีหลัง

Glose ร้านขายอีบุ๊ค เปิดใหม่

หน้าร้านขายหนังสือของ Glose

ร้านขายอีบุ๊ค + ชุมชนหนอนหนังสือ ?

ทาง Techcruch ได้ทดลองใช้แอพดังกล่าวและเจ้าของบทความก็ให้ความเห็นว่า เขาได้ลองอ่านหนังสือ The Hard Things About Hard Things ของ Ben Horowitz และก็ได้อ่าน Annotation แสดงความเห็นจากผู้อ่านคนอื่น เลยทำให้ตัวเขาเองอยากจะอ่านส่วนที่เหลือของหนังสือต่อไปอีก เจ้าของบทความกล่าวต่อว่าฟีเจอร์นี้ดูแล้วเข้าท่าดีสำหรับหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือนิยาย โดยเฉพาะถ้าเป็นหนังสือทางด้านไอที การแสดงความเห็นจากนักอ่านคนอื่นก็จะยิ่งช่วยให้คนอ่านได้ประโยชน์มากขึ้น

ส่วนเรื่องแนวคิดที่ว่าอยากให้เกิดชุมชนนักอ่านนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะมีเว็บไซต์อย่าง Goodreads ซึ่งเป็นโซเชี่ยวสำหรับหนอนหนังสือให้ได้เข้าไปพูดคุยและรีวิวหนังสือกันอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะต่างกันนิดหน่อยตรงที่คนอ่านสามารถพูดคุยกันได้ในขณะที่กำลังอ่านหนังสือเล่มนั้น ๆ อยู่ ในขณะที่ Goodreads เหมือนจะเป็นแหล่งให้หาข้อมูลเกี่ยวกับตัวหนังสือมากกว่า การพูดคุยก็ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่กำลังอ่านอยู่ แต่จะ Log In เข้าไปเพื่อคุยกันหลังจากอ่านจบหรือมองหาหนังสือน่าอ่านจากคำแนะนำของคนอื่น ๆ มากกว่า

App อ่านอีบุ๊ก

ผู้อ่านจะแสดงความเห็นต่อ Annotation ที่คนอื่นได้บันทึกไว้ได้

มินิรีวิว Glose: eReader App

  • แอดมินได้ทดลองใช้งาน App อ่านหนังสือตัวนี้คร่าว ๆ ก็รู้สึกว่าหน้าตาสวยและการใช้งานดูง่ายดี แต่ดูแล้วหนังสือราคาแพงกว่าที่อเมซอนอยู่พอสมควร
  • ฟีเจอร์ที่ต้องการให้เป็นโซเชียวนั้น รู้สึกว่ามันจะเป็นตัวเบี่ยงเบนความสนใจ มากกว่าจะสร้างบรรยากาศการอ่านหนังสือแบบตั้งใจอ่านจริง ๆ
  • ผู้อ่านจะมองเห็น Annotation ที่คนอื่น ๆ ได้ทำไว้ เราจะรู้ว่าตรงไหนที่คนอ่านชอบกันมาก แต่การใช้งานช่วงแรก ๆ อาจจะงงนิดหน่อย จึงทำให้เผลอทำ Annotation แบบไม่ตั้งใจ
  • ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นตอบโต้กันได้ ใน Annotation ต่าง ๆ

Photo: Glose
Source: techcrunch.com

เครื่องอ่านและเขียน เอกสารดิจิตอล

พบกับอีรีดเดอร์ราคาสูงลิ่ว: Sony DPTS-1

พูดถึงเครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล หลาย ๆ คนคงจะนึกถึง eReader (อีรีดเดอร์) ที่ใช้อ่านหนังสืออิเล็คทรอนิกส์โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นหนังสือในรูปแบบของ ePub, PDF หรือฟอร์แมทอื่น ๆ ลักษณะเฉพาะตัวของเจ้าอีรีดเดอร์ก็คือ จะมีหน้าจอเป็นแบบขาวดำ เพราะเวลาอ่านหนังสือจากเครื่องนี้จะให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการอ่านจากกระดาษจริง และอีรีดเดอร์ยังใช้เทคโนโลยี e-Ink บวกเข้าไปด้วย จึงเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมิตรกับสายตาผู้อ่าน บวกกับราคาไม่แพงจนเกินเอื้อม อีรีดเดอร์จึงเป็นตลาด Smart Device ที่มีคนใช้อยู่จำนวนไม่น้อย แต่วันนี้ Thai Publisher จะพาผู้อ่านไปพบกับอีรีดเดอร์ในอีก Segment หนึ่ง ที่พอได้ยินราคาแล้วอาจต้องร้องถามว่า อะไรมันจะแพงปานนั้น ? Sony DPTS-1 คือเจ้าเครื่องที่เรากำลังพูดถึง โดยตั้งราคาขายไว้สูงถึง 999 เหรียญ

Sony Digital Paper: เหนือกว่าอีรีดเดอร์เพราะมันคืออุปกรณ์สำหรับจัดการ เอกสารดิจิตอล

เพื่อให้สมกับราคาที่แพงเว่อร์ โซนี่ได้อธิบายว่าเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้มันไม่ใช่แค่อีรีดเดอร์ธรรมดา ๆ นะ แต่มันเป็น Digital Paper System หรือระบบสำหรับจัดการเอกสารดิจิตอลตางหากล่ะ พูดง่าย ๆ ก็คือ อีรีดเดอร์ตัวอื่น ๆ จะใช้เพื่อ ‘อ่าน’ เป็นหลัก แต่ในด้านการจดบันทึกต่าง ๆ ยังค่อนข้างจำกัดอยู่ แต่สำหรับเจ้า DPT-S1 ตัวนี้ สร้างมาให้มีลักษณะคล้ายกับกระดาษจริง ๆ นั่นคือ ผู้ใช้จะขีดเขียน จดบันทึก หรือวาดภาพต่าง ๆ ลงบนตัวหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้เลย ซึ่งทางโซนี่อ้างว่าจะเป็นประโยชน์มากกับการใช้งานในองค์กรที่ต้องจัดการกับเอกสารสำคัญที่มีอยู่จำนวนมาก ๆ ได้ง่ายขึ้น

ด้วยราคาสูงขนาดนี้โซนี่ จึงไม่ได้มองที่ตลาดผู้บริโภคทั่ว ๆ ไป แต่มุ่งไปที่ตลาดองค์กรและการใช้งานในกลุ่มอาชีพเฉพาะด้าน อย่างเช่น กลุ่มนักกฎหมายและนักการธนาคาร รวมไปถึงสตูดิโอผลิตงานบันเทิงอย่าง Ease Entertainment ก็ได้ตกลงใจใช้ DPT-S1 ไปเป็นที่เรียบร้อย ในระยะแรกโซนี่เปิดขายผ่านตัวแทนจำหน่าย และขายให้กับผู้ซื้อเฉพาะกลุ่มที่ราคา 1100 เหรียญ จากนั้นไม่นานจึงให้ผู้ซื้อทั่วไปได้มีโอกาสซื้อมาใช้บ้าง โดยลดราคาลงมาที่ 999 เหรียญ

Sony DPTS-1 เครื่องใช้จัดการ เอกสารดิจิตอล

จุดเด่นของ Sony DPT-S1 ก็คือ เป็นอีรีดเดอร์หน้าจอใหญ่ถึง 13.3 นิ้ว แต่มีน้ำหนักเบามากเมื่อเทียบกับอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างเช่น iPad หรือ Kindle DX ซึ่งเป็นอีรีดเดอร์จอใหญ่ของทางอเมซอน (ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว) และ DPT-S1 ยังเป็นอีรีดเดอร์ตัวเดียวในปัจจุบันที่ใช้ e-Ink Mobius ซึ่งแสดงผลได้ดีกว่า e-Ink ในอีรีดเดอร์ตัวอื่น ๆ นอกจากนี้ยังใช้หน้าจอแบบพลาสติกจึงมีความทนทานและน้ำหนักเบากว่าอีรีดเดอร์ตัวอื่นที่มีหน้าจอเป็นกระจก แถมเวลาเขียนก็ยังวางมือลงบนหน้าจอแล้วเขียนด้วย Stylus ลงไปที่หน้าจอได้เลย ต่างจากอีรีดเดอร์และแท็บเล็ตตัวอื่น ๆ ที่เขียนไม่สะดวกเท่าไหร่เพราะกลัวมือจะไปโดนหน้าจอ ที่โซนี่กล่าวว่า DPT-S1 เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการเอกสารดิจิตอลก็ฟังดูเข้าทีไม่น้อย เพราะการใช้งานเริ่มจะใกล้เคียงกับเอกสารจริงมากขึ้น

แต่เนื่องจาก อุปกรณ์ตัวนี้มีผู้ใช้งานจำกัด เราจึงไม่มีข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงมาให้ได้พิจารณามากเท่าไหร่ นอกจากนี้แม้โซนี่จะบอกว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับเอกสารดิจิตอลก็จริง แต่เครื่องนี้กลับรองรับอีบุ๊คได้เพียงประเภทเดียว นั่นคือ PDF เท่านั้น มาถึงตรงนี้ถ้าใครยังสนใจอยู่ ลองชมวีดีโอรีวิว ด้านล่างกันได้ค่ะ

http://youtu.be/YFGL698OjIA

สเปคเครื่องของ Sony DPT-S1

  • แบตเตอรี่อยู่ได้นาน 3 อาทิตย์
  • ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว ความละเอียดอยู่ที่ 1200 x 1600
  • สนับสนุนไฟล์ PDF
  • น้ำหนัก 12.6 ออนซ์ (357.20 กรัม)
  • ขนาดกว้าง 9 1/4 นิ้ว สูง 12 1/4 นิ้ว มีความหนา 9/32 นิ้ว

Fast Fact:

  • โซนี่เป็นบริษัทแรกที่ผลิตอีรีดเดอร์ออกมาจำหน่ายในชื่อ Sony Librie ในปี 2004 หลังจากนั้นอีกถึง 3 ปี อเมซอนจึงเริ่มจำหน่ายอีรีดเดอร์ของตัวเอง โดยมีอีรีดเดอร์ตัวแรกคือ Amazon Kindle e-Ink First Generation วางขายในปี 2007
  • โซนี่เริ่มลดบทบาทในตลาดหนังสือดิจิตอลลงเพราะเลิกผลิตอีรีดเดอร์ไปแล้ว แต่ล่าสุดก็ได้ออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่สำหรับตลาดอีบุ๊ค นั่นคือ Sony eBook DRM

เอกสารดิจิตอล คืออะไร

สำหรับใครที่สนใจเรื่องเอกสารดิจิตอล ลองดูจากวีดีโอด้านล่าง จะพบว่าปัจจุบันมีหลายบริษัทกำลังพัฒนาเอกสารดิจิตอลอยู่ เพื่อตอบสนองตลาดหลากหลายกลุ่มมากขึ้น และหวังว่าจะให้มีองค์กรแบบ Paperless คือแนวคิดที่ใช้กระดาษอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษจริง

http://youtu.be/81iiGWdsJgg PaperTab: Revolutionary paper tablet reveals future tablets to be thin and flexible as paper

PocketBook CAD Reader http://youtu.be/J5yEWrRilog

Source: cnet.com , the-ebook-reader.com

Line Dictionary ดิกชันนารี อังกฤษ ไทย

ดิกชันนารีแปลภาษาอังกฤษ-ไทย จากไลน์แอพ

โรคที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นกันมากแบบไม่ได้นัดหมายก็คือ โรคแพ้ภาษาอังกฤษ และยิ่งวันเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ก็เริ่มนับถอยหลังแล้ว แถมไม่มีนาฬิกายืดเวลาแบบนี้ ไม่รู้ว่าแต่ละคนได้ฟิตซ้อมฝึกทักษะเอาไว้สปีกอิงลิชอย่างไรกันบ้าง สำหรับใครที่อยากจะรู้ว่าทําอย่างไรจะเก่งภาษาอังกฤษก็คงจะรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องที่จะเก่งกันขึ้นได้ในวันสองวัน ทุกอย่างต้องอยู่ที่การฝึกฝน และเคล็ดลับการเก่งภาษาอังกฤษอย่างหนึ่งก็คือการเรียนคำศัพท์จากดิกชันนารี การอ่านบ่อย ๆ จะทำให้เข้าใจหลักการใช้ภาษาและจดจำคำศัพท์ได้มากขึ้น แต่ถามจริง ๆ ยุคนี้ยังมีใครพึ่งดิกชินนารีเล่มหนา ๆ อยู่อีก ถ้าหากไม่ใช่นักเรียน นักศึกษา หรือคนที่ต้องการความแม่นยำในการแปลภาษาแบบจริง ๆ จัง ๆ แล้วล่ะก็ ร้อยทั้งร้อยก็หันไปพึ่งดิกชันนารีออนไลน์กันทั้งนั้น แต่หลายคนคงจะรู้ซึ้งดีว่าโปรแกรมแปลภาษาออนไลน์นั้นมันน่าปวดตับแค่ไหน โดยเฉพาะ Google Translate นั้นถูกคนไทยและเกรียนไทยเอามาทำเป็นโจ๊กล้อเลียนก็มีอยู่ตลอด แต่ในที่สุดเราก็มีตัวช่วยออกมาแล้วนั่นก็คือ Line Dictionary App ซึ่งเป็นดิกชินนารี แปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย และยังสามารถแปลไทยเป็นอังกฤษได้อีกด้วย

จุดเด่นของ Line Dictionary: English-Thai

  • อย่างแรกเลยเมื่อมองในแง่ของความเป็น Free Application ต้องบอกว่าแค่เปิดมาก็ถูกใจคนใช้แล้ว เพราะไม่มีโฆษณามากวนใจ แถม User Interface (UI) สวยงามน่ารักมุ๊งมิ๊ง ตรงกับคาแรคเตอร์ของผลิตภัณฑ์เอาเสียจริง ๆ
  • การแปลคำศัพท์และข้อความมีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะว่าใช้ฐานข้อมูลจากดิกชินนารีที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน โดยที่ฟีเจอร์การแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยจะใช้อ้างอิงจาก Oxford’s English-Thai dictionary ฉบับมาตรฐาน ส่วนการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษนั้นก็ใช้ฐานข้อมูลจาก พจนานุกรมไทย-อังกฤษ ฉบับของ ศ.ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ซีเอ็ด เพราะฉะนั้นลืมเรื่องการแปลมั่ว แปลพลาด แปลผิด ไปได้เลย เพราะฉะนั้นใครอยากจะหาวิธีเก่งภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ลองใช้ Line Dictionary English Thai App รับรองว่าไม่ผิดหวัง
  • การใช้งานทำได้ง่ายสุด ๆ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ที่เร่ง ๆ รีบ ๆ การค้นหาคำศัพท์ใช้เวลาแค่พริบตาเป็นเรื่องปกติ แต่นอกจากค้นหาคำศัพท์แล้ว ยังมีฟีเจอร์แสดงตัวอย่างการใช้คำศัพท์ โดยจับมาเรียงเป็นประโยคต่าง ๆ หลายแบบ นอกจากนั้นยังมีเสียงอ่านจากเจ้าของภาษาให้เราเลือกฟังได้อีกตางหาก อยากพูดอังกฤษให้เก่ง ๆ ก็ลองพูดตามเจ้าตัวแอพลิเคชั่นกันไปเลย ถ้าขี้อายก็แอบพูดเงียบ ๆ หรือไม่ก็ฝึกพูดกับเพื่อน ๆ ให้กลายเป็นเรื่องโจ๊กกันไป จะเลือกสำเนียงอเมริกันหรืออังกฤษก็เลือกได้ตามสะดวกใจ
  • การแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย จะฟังเสียงพูดได้ แต่ถ้าเป็นการแปลภาษาไทยเป็นอังกฤษยังไม่มีเสียงพูดภาษาไทยให้ฟัง ซึ่งถ้าสามารถเพิ่มฟีเจอร์ตัวนี้เข้าไปได้อีก App แปลภาษาตัวนี้จะเข้าข่าย เจ๋งค่อด ๆ (จากเดิมที่เจ๋งมากอยู่แล้ว) สำหรับฟีเจอร์ตรงนี้ผู้ที่อยากเรียนภาษาไทยหรือต้องการใช้งาน ก็อาจทดแทนด้วย App แปลภาษาตัวอื่นได้ เช่น Cm Dictionary  หรือจะไปพึ่ง Google Translate App ก็พอได้อยู่
  • มีฟีเจอร์ Share ให้เพื่อนดู เมื่อเราเจอศัพท์คำไหนที่น่าสนใจก็สามารถแชร์ให้เพื่อนตามไปดูบ้างก็ได้ ซึ่งแชร์ผ่านได้ทั้ง เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และส่งข้อความผ่านทางไลน์ก็ยังได้
  • เวลาจะใช้งาน เราไม่จำเป็นต้อง Log In แต่ถ้าเราลงทะเบียนเข้าใช้ เราจะสามารถบันทึกคำศัพท์ที่เราสนใจแล้วกลับมาดูอีกครั้งใหม่ได้ด้วยฟีเจอร์ Word Card (การ์ดคำศัพท์)
  • สามารถใช้งานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ในเวลาที่เราไม่ได้ต่ออินเตอร์เนต ก็ยังหาคำศัพท์ได้อยู่แต่ว่าฟีเจอร์อื่น ๆ จะใช้งานไม่ได้ เช่น ตัวอย่างการใช้ประโยคต่าง ๆ (Usage Examples) เป็นต้น
  • เนื่องจากเป็นดิกชินนารีแปลภาษาแบบทั่วไป ดังนั้นถ้าจะหาคำศัพท์เฉพาะทางหรือศัพท์แสลงอย่างเช่นคำว่า มนุษย์ป้า, เด็กแว๊น ก็ย่อมหาไม่เจอเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในอนาคตก็อยากจะให้มีดิกชินนารีเฉพาะทางออกมาเป็นเวอร์ชั่นอัพเกรดก็น่าจะดีไม่น้อย
  • ขนาดเล็กไม่หนักเครื่อง ก่อนหน้านี้แอดมินเคยใช้ดิกชินนารีของ Merriam-Webster’s Third New Internation Pro ต้องบอกว่าใช้แป๊ปเดียวต้องลบทิ้ง เพราะขนาดใหญ่มาก ประมาณ 200 MB และถึงแม้ว่าจะมีฐานข้อมูลที่ดีก็ตาม แต่ในแง่การใช้งานแล้วมันยังไม่ ‘ง่าย’ พอ แถม App ตัวนี้ราคาแพงตั้ง 49 เหรียญอีกตางหาก ยังดีว่าไม่ได้ซื้อเพราะไปโหลดมาตอนแจกฟรี 🙂
  • App แปลภาษาอังกฤษ ของทาง Line ช่วยเติมช่องว่างสำหรับคนที่อ่านอีบุ๊คได้ดี เพราะดิกชินนารีที่ทำเป็นอีบุ๊คไปเลยจะมาในรูป PDF ซึ่งไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวงในแง่การค้นหา และอีกแบบก็คือเป็น Dictionary App แต่ก็แพงหรือไม่ก็ใช้งานยากไปหน่อย อย่างที่ได้พูดไปแล้ว
  • สำหรับคนที่อ่านอีบุ๊คหรืออ่านบทความภาษาอังกฤษ สามารถคัดลอกข้อความที่เจอลงไปใน App เพื่อแปลภาษาได้ ซึ่งก็ถือว่าสะดวกแม้ว่าจะเป็นการทำงานข้าม App ไปมาก็ตาม (แต่ในแง่คนอ่านหนังสืออิเล็คทรอนิกส์ ดิกชินนารีที่ใช้งานได้ดีมาก ๆ ก็คือระบบดิกชินนารีจาก Amazon Kindle App เพราะเป็นแบบ Embeded Dictionary คือเราสามารถกดคำที่ต้องการรู้จากหน้าหนังสือได้เลย ไม่ต้องข้าม App)
[metaslider id=1045]

สำหรับแอพ Line แปลอังกฤษเป็นไทย ตัวนี้ จากเดิมที่คิดจะโหลดมาดู ตอนนี้ต้องเปลี่ยนเป็นโหลดมาใช้แทน เพราะเป็น App ที่ดีมากจริง ๆ อยากจะขอบคุณทางไลน์และเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือจริง ๆ ที่ผลิต App คุณภาพหน้าตาน่ารักออกมาให้เราได้ใช้ ถึงแม้หน้าตาจะบ้องแบ๊วแต่เป็นแอพเพื่อการศึกษา (Educational App) ที่โดนใจมาก

ดิกชินนารีภาษาอังกฤษ ไทย ส่งทาง Line App Line, Dictionary ดิกชันนารี อังกฤษ ไทย

ไม่อยากเก่งภาษาอังกฤษคนเดียว ต้องส่ง Line ให้เพื่อนรู้ด้วย

ข้อมูลเกี่ยวกับ Line Dictionary

  • ปัจจุบัน Line มีแอพพจนานุกรมแปลภาษาให้เลือก 3 ฉบับ คือ อังกฤษ-อินโดเซีย, อังกฤษ-จีน และ อังกฤษ-ไทย
  • สำหรับพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย จะแสดง ตัวอย่างประโยคการใช้งานมากกว่า 7,000,000 ประโยค
  • มีการแนะนำคำศัพท์เพื่อเสริมความรู้ภาษาอังกฤษ อย่างเช่น คำพ้องความหมาย คำตรงข้าม คำพ้องเสียง และยังมีคำคมและสุภาษิตรายวันให้อ่านอีกด้วย
  • มีฟีเจอร์หลักในการใช้งาน 3 ส่วน คือ Dictionary สำหรับค้นหาคำศัพท์  Word Card สำหรับบันทึกคำศัพท์ที่ต้องการ และ Daily English เป็นประโยคภาษาอังกฤษประจำวัน ที่มีหมุนเวียนมาให้อ่าน

วีดีโอ แสดงการใช้งาน App Line Dictionary ดิกชันนารี อังกฤษ ไทย http://youtu.be/vEdcQKQpelk

ดาวน์โหลด App Line Dictionary

Photo: NAVER Corp.

Scribd เพิ่มบริการ Audiobooks

คนชอบฟังหนังสือเสียงมีเฮ: Scribd เพิ่ม Audiobooks ให้ฟังได้อีกเพียบ

ตลาดหนังสือเสียงในสหรัฐดูจะคึกคักและเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าของนักอ่านมากขึ้น เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาทาง Scribd ได้เพิ่ม Audiobooks (หนังสือเสียง) เข้าไปในคอลเล็คชั่นให้สมาชิกได้เลือกฟังกันเป็นจำนวนมากกว่า 30,000 เรื่องด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ Scribd กลายเป็นผู้ให้บริการอีบุ๊คและออดิโอบุ๊คแบบรายเดือน (Membership Subscription) ที่มีจำนวนหนังสือให้เลือกอ่านและฟังมากที่สุด

ใช่ว่าจะมีแต่ปริมาณอย่างเดียว เพราะถ้ามองที่หัวหนังสือแล้วจะเห็นว่า มีหนังสือออกใหม่และหนังสือขายดีติดอันดับอยู่เพียบ ไม่ว่าจะเป็น The Drop ของ Dennis Lehane, How to Build a Girl ที่เขียนโดย Caitlin Moran, Bad Feminist จาก Roxane Gay, The Hard Thing About Hard Things ของ Ben Horowitz, The Hunger Games Trilogy, Divergent หรือผลงานของ Haruki Murakami เป็นต้น ในส่วนของหนังสือเสียงนั้นก็ยังได้นักแสดงชื่อดังอย่างเช่น Meryl Streep กับ Blythe Danner มาอ่านผลงานเขียนของ John Cheever เป็นต้น และยังได้คัดเลือกนักพากย์ระดับรางวัลหลายคน มาให้เสียงในหนังสือหลายเล่มอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะบริษัทต้องการเพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้า เพราะทางอเมซอนก็มี Kindle Unlimited ซึ่งจะมีอีบุ๊คให้สมาชิกได้อ่านอย่างไม่จำกัดเช่นกัน และอเมซอนดูจะมีภาษีดีกว่าก็ตรงที่มีคลังหนังสือขนาดใหญ่กว่ามาก การปรับตัวโดยเอาบริการหนังสือเสียงเข้ามาเสริม จึงเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มสมาชิกที่ดีวิธีหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าหนังสือเสียงนั้นราคาแพงมาก (อ่านเพิ่มเติม: หนังสือเสียง ตอนที่ 2 วิธีฟัง Audiobook ฟรี ๆ) การที่บริษัทหันมาเพิ่มออดิโอบุ๊คเข้าไปในคอลเล็คชั่น แถมยังไม่เพิ่มค่าบริการแบบนี้ จึงนับว่าเป็นโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจสุด ๆ ปัจจุบันบริการในส่วนของหนังสือเสียงเปิดให้ผู้ใช้ระบบ Android ได้ใช้กันแล้ว ส่วนผู้ใช้ iOS ตอนนี้คงต้องรอไปก่อน

อ้างจากบทความของ Juli Monroe แห่ง teleread.com ซึ่งใช้บริการ Kindle Unlimited อยู่ กำลังคิดว่าจะหันไปใช้อีกเจ้าน่าจะคุ้มกว่า เพราะมีให้เลือกฟังหนังสือถึง 30,000 เรื่อง ขณะที่บริการ Kindle Unlimited ที่เธอใช้อยู่นั้นมีอีบุ๊คให้เลือกมากกว่าก็จริง แต่มีหนังสือเสียงพ่วงไปด้วยแค่ 2,000 กว่าเรื่องเท่านั้น

Scribd คือ บริการอ่านอีบุ๊คแบบเป็นสมาชิก

Fast Fact: Scribd คืออะไร

  • Scribd เริ่มต้นด้วยการเปิดให้บริการแชร์เอกสารออนไลน์ โดยอนุญาติให้ผู้ใช้งานอัพโหลดเอกสารและหนังสือแบ่งปันให้สมาชิกได้อ่านและได้ซื้อกันเป็นเล่ม ๆ
  • จากนั้นในปี 2013 จึงได้เปิดให้บริการอ่านอีบุ๊คแบบรายเดือน (Membership Subscription) สำหรับคนที่เป็นสมาชิกมาก่อนก็ยังเข้าใช้บริการได้ แต่ถ้าไม่จ่ายรายเดือนก็จะได้อ่านเฉพาะหนังสือตัวอย่างสั้น ๆ เท่านั้น สมาชิกจะอ่านอีบุ๊คได้ไม่จำกัดโดยผ่านทางเว็บเบราเซอร์หรือผ่านทาง Scribd Application ก็ได้
  • บริการแบบเสียค่าสมาชิกรายเดือนจะต่างจากการซื้ออีบุ๊ค ก็คือ ถ้ายกเลิกสมาชิกก็จะอ่านหนังสือต่อไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิ์ในอีบุ๊คเหล่านั้น (คล้าย ๆ กับบริการฟังเพลงแบบสตรีมมิ่งของ Deezer, KK box และ Spotify เป็นต้น)
  • ผู้ใช้บริการ Kindle Unlimited จะอ่านหนังสือได้จากเครื่องอีรีดเดอร์และแท็บเล็ต แต่ผู้ใช้งาน Scribd จะอ่านจากอีรีดเดอร์ไม่ได้ ดังนั้นในแง่การอ่านและการถนอมสายตา Kindle Unlimited จึงเหนือกว่า
  • อีบุ๊คจาก Kindle Unlimited มีจำนวนมากกว่าก็จริง แต่ส่วนเป็นใหญ่จะเป็นนักเขียนอิสระที่ทำหนังสือเองโดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ (Indie Writer)
  • แม้ว่า Kindle Unlimited จะมีหนังสือเสียงกองกลางเพียง 2,000 กว่าเรื่อง แต่มีฟีเจอร์ Whispersync ที่ทำให้ฟังไปอ่านไปได้ ในขณะที่อีกฝ่ายจะต้องเลือกเอาว่าขณะนั้นจะอ่านหรือฟัง แต่ทางบริษัทกล่าวว่ากำลังพัฒนาฟีเจอร์นี้อยู่
  • นอกจาก 2 บริษัทดังกล่าวแล้ว ร้านขายอีบุ๊คน้องใหม่อย่าง Oyster ก็มีบริการอ่านอีบุ๊คแบบรายเดือนด้วยเช่นกัน

Source: teleread.com , the-digital-reader.com

Kindle Fire HD รีวิว

มาช้ายังดีกว่าไม่มา: Kindle Fire HD รีวิว

สำหรับผู้ที่ใช้งานแท็บเล็ตแอนดรอยด์หลาย ๆ คนคงจะมีแท็บเล็ตตัวโปรดที่ใช้งานกันอยู่ และก็เป็นแท็บเล็ตยอดนิยมในตลาดไม่ว่าจะเป็น Samsung , HTC หรือแท็บเล็ตเจ้าอื่น ๆ ก็ตาม อย่างไรก็ดีมีแท็บเล็ตอีกยี่ห้อหนึ่งที่แม้จะไม่ได้ความนิยมในวงกว้างเท่าไหร่แต่ก็มีผู้ให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย นั่นคือ แท็บเล็ตจาก Amazon ที่มาในชื่อของ Kindle Fire นั่นเอง สำหรับแอดมินเองก็เป็นอีกคนนึงที่ใช้เจ้า Kindle Fire กับเค้าด้วย เลยถือโอกาสเขียนรีวิวเจ้าเครื่องนี้เสียเลย เพราะว่าเป็นแท็บเล็ตรุ่นนึงที่หาข้อมูลจากผู้ใช้จริงในไทยได้ยากเหลือเกิน อย่างไรก็ตามต้องขอบอกไว้ก่อนว่าแท็บเล็ตที่เขียนถึงนั้นไม่ใช่รุ่นล่าสุดแต่อย่างใด เพราะอเมซอนเพิ่งจะเปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นใหม่ไปเมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา และก็การรีวิวต่าง ๆ คงจะไม่ได้เปรียบเทียบในแง่ของสเป็คเครื่องหรืออะไรที่ไปในทางเทคนิคจ๋า เพราะไม่ถนัดเลยส่วนหนึ่งและความตั้งใจในการเขียนรีวิวนี้ก็เพื่อจะพูดในแง่การใช้งานจริง ๆ มากกว่าเผื่อว่าจะช่วยให้ใครที่สนใจ Kindle Fire อยู่จะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

แท็บเล็ต Kindle Fire คืออะไร จะซื้อมาใช้ดีไหม ?

จริง ๆ แล้วแท็บเล็ต Kindle Fire ก็เป็นแท็บเล็ตแอนดรอยด์ตัวหนึ่ง แต่จะบอกว่ามันคือแอนดรอยด์แท็บเล็ตเลยก็ไม่น่าจะใช่ เนื่องจากว่าแท็บเล็ตแอนดรอยด์จะมีความยืดหยุ่นสูง ปรับแต่งการใช้งานได้ตามสกิลของคนใช้ และก็แน่นอนว่าจะต้องใช้งาน Google Play Store ได้อย่างสะดวกสบาย แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนั้นไม่มีใน Kindle Fire เลยสักข้อ อย่างแรกก็คือ ไม่สามารถใช้งาน Google Play Store ได้ ส่วนการปรับแต่งก็ทำได้จำกัดเท่าที่อเมซอนจะเปิดให้สำหรับผู้ใช้งานระดับ User ทั่ว ๆ ไป ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็เนื่องมาจาก Kindle Fire ได้ใช้ระบบของแอนดรอยด์ก็จริง แต่ก็เอาไปปรับแต่งใหม่ให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ได้เฉพาะแท็บเล็ตของอเมซอนเอง โดยตั้งชื่อว่า Fire OS พูดง่าย ๆ ว่า Fire OS เป็นระบบเฉพาะของตัวเองโดยอิงจาก OS หลัก คือ Android OS

ทำไมอเมซอนถึงจำกัดการใช้งาน ? ถ้าหากใครเป็นลูกค้าหรือซื้อของจากอเมซอนอยู่บ่อย ๆ ก็คงจะรู้ดีว่าการเป็นร้านค้าออนไลน์เบอร์ 1 นั้นไม่ได้มากันแบบฟลุ๊ค ๆ แต่เป็นเพราะอเมซอนนั้นเมพขิง ๆ ในด้านการมีสินค้าที่หลากหลายรวมไปถึงโปรโมชั่นล่อใจมากมาย การที่อเมซอนผลิตแท็บเล็ตราคาถูกคุณภาพดีออกมาจำหน่าย และขายดีเป็นเทน้ำเทท่านั้น ก็เพราะในแง่คนซื้อเราอาจจะมองแท็บเล็ตดังกล่าวเป็นเครื่องพักผ่อนหย่อนใจ แต่สำหรับอเมซอนมันคือ เครื่องขายสินค้าดี ๆ นี่เอง เพราะผู้ซื้อแท็บเล็ตจะได้ซื้อทั้งอีบุ๊ค เพลง หนัง และนิตยสาร จากอเมซอนได้เลยจากเครื่องเดียว แล้วเหตุอันใดจะไปทำแท็บเล็ตระบบเปิดให้เงินลูกค้าลอยไปที่อื่นกันเล่า ? เมื่อเดินทางมาถึงบางอ้อแล้วจึงไม่น่าแปลกใจกับแนวคิดแบบปิดประตูตีแมวซักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่อเมซอนทำเช่นนี้ได้เพราะมี Digital Content ที่แข็งแรงมาก คล้าย ๆ กับ iOS ที่มี Digital Content แข็งแรงมาก ๆ เช่นกัน

 

Kindle Fire HD รีวิว

การใช้งานแท็บเล็ต Kindle Fire ค่อนข้างจำกัด ต่างจากแท็บเล็ตแอนดรอยด์อื่น ๆ

Kindle Fire HD Reviews: แท็บเล็ตคุณภาพดี สเปคแรง แต่…

จุดเด่นของ Kindle Fire (ตอนนี้อเมซอนเรียกว่า Fire เฉย ๆ) ก็คือเป็นแท็บเล็ตคุณภาพดีและราคาไม่แพง เหมาะกับการใช้งานสำหรับลูกค้าในสหรัฐ อาจจะรวมไปถึงยุโรปด้วย แต่ถ้าจะพูดถึงราคา Kindle Fire ในไทยแล้ว คงพูดไม่ได้ว่าเป็นแท็บเล็ตราคาถูกซะแล้ว เพราะเช็คจากราคาขายจากตัวแทนจำหน่ายในไทยอย่างเช่น Kindle Thailand ก็บวกไปเกือบ ๆ สองเท่าเลยทีเดียว หรือถ้าหากใครสนใจจะซื้อแท็บเล็ตออนไลน์จากอเมซอนโดยตรง เมื่อรวมยอดดูแล้วก็ไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่การซื้อกับอเมซอนตรง ๆ อาจจะดีกว่าหน่อยตรงที่ถ้าหากแท็บเล็ตมีปัญหาเราก็สามารถเคลมได้ง่าย เพราะอเมซอนขึ้นชื่อในการบริการที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว

สำหรับแอดมินแล้ว โดยความตั้งใจแรกนั้นก็คืออยากได้แท็บเล็ตมาอ่านหนังสือเป็นหลัก ใช้ท่องเน็ตและใช้งาน App ต่าง ๆ นิดหน่อย เพราะได้ซื้ออีบุ๊คจากอเมซอนไว้มากโขอยู่ และก่อนหน้านี้ก็ใช้วิธีอ่านอีบุ๊คจาก Amazon Cloud Reader เอา (โดยจะต้องเปิดอ่านจากเครื่องคอมพิวเตอร์) ครั้นจะซื้ออีรีดเดอร์ก็คิดว่าควรจะรอ Kindle Paperwhite รุ่นใหม่ ออกมาเสียก่อนดีกว่า ด้วยเหตุผลที่เข้าท่าบ้างไม่เข้าท่าบ้าง ก็เลยได้ Kindle Fire HD 8.9 2012 มาไว้ในมือจนได้ หลังจากนั้นก็ใช้งานเจ้าเครื่องดังกล่าวนี้ไปได้ 2 เดือนกว่า ๆ อย่างสบายอารมณ์ แต่ต่อมาไม่นานแท็บเล็ตตัวนี้ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นที่ทับกระดาษชั่วคราวไปเสียอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ Kindle Fire เป็นแท็บเล็ตที่ผลิตออกมาได้ดีมาก ๆ ตลอดสองเดือนที่ใช้งาน เครื่องไม่เคยรวน มีปัญหาอะไรก็ถามเจ้าหน้าที่ได้แถมตอบข้อสงสัยได้หมด แต่ว่า…

ของทุกอย่างไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเรา Kindle Fire ก็คงเป็นแบบนั้น เพราะในบรรดาสินค้าและบริการที่ผูกติดมากับเครื่องนั้น ผู้ใช้งานในไทยจะใช้ได้แค่เพียง การซื้อและอ่านอีบุ๊ค และรวมไปถึงออดิโอบุ๊คด้วย ส่วนสินค้าอื่น ๆ อย่างเช่น จะซื้อเพลง จะเช่าหนัง หรือใช้สิทธิอื่น ๆ นั้นก็ทำไม่ได้ เพราะบริการเหล่านี้มีให้แต่ในสหรัฐและอาจจะมียุโรปด้วย (ตรงนี้ไม่แน่ใจ) เพราะฉะนั้นคนไทยอด หมดสิทธิ์ ครั้นจะหันไปหาความบันเทิงจาก App Store นั้นก็จะพบว่า Amazon App Store นั้นมีแอพให้น้อยเหลือเกิน ใครคิดจะดูแอพทีวีไทย แอพของกูเกิ้ลหรือจะหาอะไรอินดี้มาก ๆ ขอรับรองว่ามันแทบจะไม่มีจริง ๆ และด้วยความเป็นแท็บเล็ตเพราะฉะนั้นเราจึงยังใช้ Browser ในการท่องเว็บได้ โดยอเมซอนจะติดตั้งเบราเซอร์ของตัวเองมาให้ ซึ่งมีชื่อว่า Silk Browser สำหรับการใช้งานก็โอเคทีเดียว การท่องเว็บอะไรก็ไม่มีปัญหาใช้งานได้ง่าย

แต่ถ้ามองในแง่การใช้งานแท็บเล็ตแล้ว ใช้ไปสักพักจะรู้สึกเลยว่ามันอึดอัด แม้ความตั้งใจจริง ๆ จะเอาไว้อ่านอีบุ๊คก็ตาม แต่ใครกันล่ะจะอ่านได้ตลอดทั้งวี่ทั้งวัน ด้วยเหตุนี้แท็บเล็ตอเมซอนตัวดังกล่าวจึงนอนนิ่งอยู่อย่างสวย ๆ เป็นเวลาเกือบเดือน

Kindle Fire HD Rooted รีวิว

หลังจากรูทแล้ว Kindle ก็เป็นแอนดรอยด์แท็บเล็ตเต็มตัว

จับ Kindle Fire HD ไป Root

ความจริงแล้วการรูทแท็บเล็ตแอนดรอยด์ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักเพราะความที่เป็นที่นิยมกันมาก ข่าวสารต่าง ๆ จึงหาได้ง่ายและมีให้ลองได้หลายวิธี แต่สำหรับการรูท Kindle Fire แล้วขอบอกเลยว่ามันยากจริง ๆ ถ้าหากไม่ใช่ Super User ที่เก่งจริง ๆ นั้นทำได้ยากมาก แอดมินซึ่งเป็น User แสนธรรมดาจึงใช้วิธีลัดด้วยการซื้อโปรแกรมรูทกึ่งสำเร็จรูปเอาแทน ในที่สุดจึงได้ปลดแอกและได้ใช้งานแท็บเล็ตโฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม เพราะว่ามันกลายเป็น Kindle Fire Rooted ไปแล้วนั่นเอง สำหรับในแง่การใช้งานหลังจากรูทแล้วก็ไม่ต่างจากแท็บเล็ตแอนดรอยด์ทั่ว ๆ ไป

[box]การรูทเครื่องจะทำให้หมดประกัน จึงเท่ากับเราต้องดูแลแท็บเล็ตอย่างดี และด้วยความที่ไม่ใช่แท็บเล็ตรุ่นยอดนิยมแถมยังรูทไปเรียบร้อย จึงปิดประตูเรื่องความคิดที่จะขาย Kindle Fire HD ตัวปัจจุบันลงไปได้เลย ดังนั้นผู้คิดจะใช้แท็บเล็ต Fire จึงควรคิดถึงจุดนี้ด้วย[/box]

Kindle Fire HD Original vs Rooted Kindle Fire

สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าควรจะรูทตัวเครื่อง Kindle จะดีไหม จึงขอเปรียบเทียบการใช้งานโดยอิงประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งอาจจะไม่เป็นข้อมูลที่ถือเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ โดยจะแยกเป็นข้อ ๆ คือ

  • ชั่วโมงการใช้งานยาวนานขึ้น จากเดิมที่ทางอเมซอนเคลมว่าแบตใช้งานได้ถึง 9 ชั่วโมง แต่จากที่ใช้งานจริงก็ราว ๆ นั้นจริง แต่ต้องปิดไวไฟ และตั้งหน้าจอให้มีความสว่างต่ำ ๆ เข้าไว้ แต่หลังจากทำการรูทแล้วแท็บเล็ตตัวเดิมกลับอึดขึ้นมาก ๆ จากที่ได้ทดลองใช้ต่อเนื่องโดยเปิดไวไฟไว้ตลอดและใช้งาน App สลับกันกับการใช้เน็ต รวมถึงสลับไปอ่านหนังสือ ก็พบว่าแบตอยู่ได้ถึง 12 ชั่วโมงเลย (จริง ๆ ไม่ได้โม้)
  • ความเสถียร หลังจากรูทแล้ว ต้องทำใจเรื่องนี้เพราะเครื่องแบบเดิมนั้นใช้งานได้ลื่นไม่มีสะดุด แต่หลังจากรูทแล้วเครื่องก็ใช้ได้ดีความลื่นอาจจะพอ ๆ กัน แต่ว่ามันจะค้างบ่อยกว่าเดิมมาก
  • ฟีเจอร์ของ Amazon Kindle Fire ที่หายไปบางส่วนอย่างเช่น ฟังค์ชั่น X-Ray ซึ่งตรงนี้เอาไว้สำหรับดูตัวละครคร่าว ๆ ใน Kindle eBook ตัว X-Ray จะบอกว่ามีตัวละครตัวไหนโผล่มาในส่วนใดของนิยายบ้าง อีกฟีเจอร์ที่หายไปก็คือ Text to Speech ซึ่งตัวนี้จะให้แท็บเล็ตอ่านหนังสือให้เราฟังได้ โดยใช้โปรแกรมอ่านหนังสืออัตโนมัติ
  • ความร้อน แท็บเล็ตแบบดั้งเดิมถือว่าไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความร้อนมากนัก (หรือไม่เคยใช้งานหนัก ๆ เท่ากับหลังจากที่รูทไปแล้วก็ไม่แน่ใจ) แต่เมื่อรูทไปแล้ว หลังจากใช้งานติดต่อกัน 7-8 ชั่วโมงแล้ว แท็บเล็ตร้อนจนรู้สึกได้
  • อีบุ๊คส่วนใหญ่ใน Amazon Book Store เป็นภาษาอังกฤษ มีอีบุ๊คภาษาไทยน้อยมาก เมื่อรูทเครื่องแล้วเราสามารถอ่านอีบุ๊คภาษาไทยได้จาก App อื่น ๆ (อ่านเพิ่มเติม: App อ่านอีบุ๊คภาษาไทย เลือกตัวไหนดี)
  • สำหรับการใช้แท็บเล็ตเพื่ออ่านหนังสืออิเล็คทรอนิกส์ เท่าที่ใช้มาถือว่าทำได้ดีพอ ๆ กันทั้งก่อนที่จะรูทและหลังจากที่รูทแล้ว ทั้งการใช้งานตอนกลางวันและเวลาที่ปิดไฟแล้ว โดยเคยอ่านติดต่อกัน 3-4 ชั่วโมง ก็ไม่มีปัญหาเรื่องปวดสายตาแต่อย่างใด (แต่ก็คงจะไม่ดีเท่ากับการอ่านจากอีรีดเดอร์ ซึ่งเป็นเครื่องอ่านอีบุ๊คโดยตรง)
  • ถ้าหากไม่อยากเสี่ยงกับการรูทเครื่อง แต่อยากใช้แอพนอกสโตร์ ก็มีอีกทางเลือกคือใช้เลือกวิธีการติดตั้งแอพเป็นแบบ Allow Installation from Unknown Source แล้วติดตั้งไฟล์ .apk โดยตรง แต่เนื่องจากแท็บเล็ต Kindle Fire เป็นระบบที่ค่อนข้างปิดมาก ๆ การติดตั้งแอพจากนอกสโตร์หลาย ๆ ครั้งก็ใช้งานไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Google App ทั้งหลาย เช่น Youtube หรือ Gmail เป็นต้น
  • นอกจากการติดตั้งไฟล์ .apk แล้ว ผู้ใช้งานยังติดตั้งสโตร์อื่น ๆ เอาเองก็ได้เหมือนกัน เท่าที่เคยทดลองแล้วใช้งานได้ดีก็คือ 1mobile และ ฺBlackmart for Android แต่การติดตั้งสโตร์แบบนี้ก็เปิดช่องโหว่ที่จะเสี่ยงติดไวรัส หรือโดนขโมยข้อมูลไปได้อยู่เหมือนกัน
  • รีวิวนี้อ้างอิงจากการใช้งาน Kindle Fire HD 2012 โดยใช้มาประมาณ 7 เดือน

สำรวจตลาด : Kindle Fire มีรุ่นไหนบ้าง

จบในส่วนของรีวิวกันไปแล้ว ก็อยากจะแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักกับแท็บเล็ตรุ่นต่าง ๆ ของอเมซอนกันไปในบทความนี้เลย ทั้งนี้ตั้งใจว่าถ้าหากมีข่าวแท็บเล็ตจากอเมซอนรุ่นใหม่ ๆ ออกมาวางขายอีกเมื่อไหร่ ก็จะอัพเดทข้อมูลคร่าว ๆ เอาไว้ที่หน้านี้เลย เผื่อว่าถ้าใครสนใจจริง ๆ แต่ไม่รู้จะเลือก Kindle รุ่นไหนดีจะได้เปรียบเทียบข้อมูล Fire รุ่นต่าง ๆได้ง่ายขึ้น

Kindle Fire 1st Generation

อเมซอนได้ประกาศพร้อมวางจำหน่ายแท็บเล็ตรุ่นแรกคือ Kindle Fire (Previous Generation – 1st) ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2011 (อ้างอิง: Amazon unveils Kindle Fire tablet for $199, coming Nov. 15 , Amazon Kindle Fire tablet: $199, 7-inch screen, ships Nov. 15 ) แท็บเล็ตรุ่นดังกล่าวมีหน้าจอขนาด 7 นิ้ว และวางขายในราคา 199 ดอลล่าร์ สำหรับผู้ใช้แท็บเล็ตตัวนี้ก็จะสามารถเชื่อมต่อกับบริการต่าง ๆ ของอเมซอนได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้ออีบุ๊คออนไลน์ การซื้อหรือเช่าหนัง , ฟังเพลง , ดูรายการทีวีต่าง ๆ รวมทั้งดาวน์โหลดแอพจาก Amazon App Store เป็นต้น ซึ่งสินค้าต่าง ๆ ที่ซื้อมา เมื่อถูกลบออกจากตัวเครื่องก็จะถูกจะเก็บไว้ที่ Cloud เมื่อเราต้องการดาวน์โหลดมาดูใหม่อีกครั้งก็ทำได้ตลอด ลองชมวิดีโอเกี่ยวกับแท็บเล็ตคินเดิลไฟร์รุ่นแรกได้ตามด้านล่าง

http://youtu.be/8vVmuSCOJfM

Kindle Fire 2nd Generation 2012

วันที่ 6 กันยายน 2012 อเมซอนได้ประกาศพร้อมวางขาย Kindle Fire รุ่นที่สอง โดยใช้ชื่อว่า Kindle Fire HD และขนาดหน้าจอให้เลือก 2 แบบ คือรุ่น 7 นิ้ว วางตลาดในวันที่ 14 กันยายน และรุ่น 8.9 นิ้ว วางจำหน่ายในวันที่ 20 พฤศจิกายน โดยตั้งราคาขายเริ่มต้นที่ 159 เหรียญ (ข้อมูลเพิ่มเติม: Kindle Fire HD 7 ” 2012 , Kindle Fire HD 8.9″ 2012 ) และแท็บเล็ตของอเมซอนได้ปรับแต่ง Operating System (OS) ของตัวเองเสียใหม่ จากเดิมที่เป็น Android OS ให้เป็น Fire OS ซึ่งใช้ได้เฉพาะกับแท็บเล็ตตระกูลคินเดิลเท่านั้น

วีดีโอรีวิว Kindle Fire HD รุ่น 7 นิ้ว http://youtu.be/Riipdi0BSbc

Kindle Fire HD 7″ 3rd Generation 2013

ปีต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม 2013 อเมซอนได้วางจำหน่ายแท็บเล็ต Kindle Fire HD 7″ 3rd Generation ที่ราคาเริ่มต้นที่ 139 เหรียญ โดยขนาดความจุที่ 8GB และ 16GB นอกจากเปคแรงขึ้นแล้วยังปรับดีไซน์จากรุ่นเดิมที่มีมุมสัมผัสแบบโค้งมนให้เป็นแบบลาดเอียง
วีดีโอรีวิว Kindle Fire HD 7 นิ้ว รุ่น 2013 http://youtu.be/ZTsPPziI5Ak

Kindle Fire HDX 2013

หลังจากอัพเกรดแท็บเล็ตตระกูล HD ไปเดือนกว่า ๆ ทางอเมซอนก็ได้ปล่อยแท็บเล็ตรุ่นใหม่สเปคแรงกว่าเดิมในชื่อ Kindle Fire HDX ซึ่งพูดแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือแท็บเล็ตรุ่นใหม่จะมีการแสดงผลหน้าจอที่ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ ประมาณว่า HDX ย่อมดีกว่า HD อะไรประมาณนั้น โดยมีขนาดหน้าจอให้เลือก 2 แบบคือ Kindle Fire HDX 7″ ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อ 18 ตุลาคม 2013 ในราคา 229 และ Kindle Fire HDX 8.9″ วางจำหน่ายเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2013 ในราคา 379 เหรียญ ฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มมาก็คือ Mayday เอาไว้ช่วยแนะนำการใช้งานถ้าเกิดเจ้าของเกิดสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานขึ้นมาก็ให้กดไปที่ปุ่ม Mayday จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของอเมซอนโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอคอยให้ความช่วยเหลือได้ โดยที่ผู้ใช้แท็บเล็ตจะเห็นหน้าตาเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่จะมองไม่เห็นเรา แต่ก็มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งคือเจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นหน้าจอของเราได้ ดังนั้นหากจะต้องพิมพ์รหัสส่วนตัวก็เป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ต้องมองเห็นอย่างแน่นอน แอดมินจำได้ว่าเคยดูวีดีโอรีวิวเรื่องนี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็มีแต่เสียงหัวเราะให้กลับมาเป็นคำตอบ

วีดีโอรีวิว Kindle Fire HDX 8.9″ http://youtu.be/5ndz5NjFQJA

Kindle Fire 2014

ปลายปี 2014 ทางอเมซอนได้ส่งแท็บเล็ตออกวางขายถึง 5 รุ่นด้วยกัน โดยแยกเป็นรุ่นต่าง ๆ ดังนี้

Fire HD 2014

เดือนตุลาคม 2014 ทางอเมซอนได้วางหน่ายแท็บเล็ต Kindle Fire HD โดยปรับชื่อใหม่เป็น Fire HD Tablet และมี 2 ขนาดให้เลือก คือ Fire HD 6 ซึ่งมีราคาขายที่ยั่วน้ำลายมาก ๆ เพราะเริ่มต้นที่ 99 เหรียญเท่านั้น แถมยังมีให้เลือกถึง 5 สี อีกต่างหาก และอีกขนาดก็คือ Fire HD 7 โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 139 เหรียญ นอกจากนั้นอเมซอนยังจับแท็บเล็ตทั้งสองรุ่นมาแต่งตัวใหม่ ใส่เคสกันกระแทกน่ารัก ๆ แปลงโฉมให้เป็น Fire HD Kids Edition เสียเลย โดยมีทั้งขนาดหน้าจอ 6 นิ้วและ 7 นิ้วให้เลือกแถมด้วย Kindle Freetime apps ให้เด็ก ๆ ได้เล่นกัน 1 ปีเต็ม โดยตั้งราคาขายเริ่มต้นที่ 149 เหรียญ ที่หน้าเว็บอเมซอนยังมีสโลแกนเก๋ ๆ ว่า If they break it, we’ll replace it. No questions asked. เหมือนจะบอกให้ซื้อรุ่นมีเคสไปเลยดีกว่ายังไงยังงั้น เพราะไม่ต้องกลัวว่าเด็ก ๆ จะทำหน้าจอแท็บเล็ตแตกอีกต่อไป อย่างไรก็ตามในแง่การตลาดนั้น Fire HD Kids Edition อาจจะเป็นแท็บเล็ตสำหรับเด็กก็จริง แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในแง่การใช้งานมันเหมาะกับเด็ก ๆ จริงหรือเปล่าเพราะฟีเจอร์หลัก ๆ ก็เหมือนกับรุ่นปกติที่ผู้ใหญ่ใช้อยู่นั่นเอง

วีดีโอโฆษณา http://youtu.be/WA7w3tBOpz0

Fire HDX 8.9 2014

แท็บเล็ตใหม่ล่าสุด และเป็นแท็บเล็ตจอใหญ่รุ่นท็อปของอเมซอนนับถึงปี 2014 คือ Fire HDX 2014 ที่มีหน้าจอแท็บเล็ตใหญ่ขนาด 8.9 นิ้ว ซึ่งวางจำหน่ายในวันที่ 20 ตุลาคม 2014 โดยเริ่มต้นราคาที่ 379 เหรียญ

วีดีโอรีวิว Fire HDX 8.9 http://youtu.be/6iRfm6sQId8

เปรียบเทียบสเปคแท็บเล็ต Kindle Fire รุ่นต่าง ๆ

ตารางแสดงการเปรียบเทียบสเปคแท็บเล็ต Kindle Fire ทุกรุ่นที่มีวางขายในตลาด

Photo Credit: Amazon
Source: wikipedia.org/Kindle Fire , wikipedia.org/Kindle Fire HD , wikipedia.org/Kindle_Fire_HDX , engadget.com ,  gigaom.com , developer.amazon.com , arstechnica.com , .engadget.com

error: Content is protected !!