เคส iPad และแท็บเล็ต สำหรับนักอ่าน

เคสแท็บเล็ต ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ

เวลาเลือกซื้อแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือ หลาย ๆ คนจะมองกันที่สเปคเครื่อง ความคุ้มค่าของราคาเทียบกับการใช้งาน หรือบางคนก็อาจเป็นแฟนคลับแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนยี่ห้อที่ตัวเองชื่นชอบ เรียกว่าขอให้ออกมือถือหรือแท็บเล็ตรุ่นใหม่ ๆ มาเถอะเดี๋ยวจะตามไปสอยมาให้ได้ และพอได้มาครอบครองสมใจแล้วอุปกรณ์เสริมสำหรับมือถือและแท็บเล็ตชิ้นแรก ๆ ที่ผู้ใช้งานจะต้องซื้อติดมาด้วยก็คงหนีไม่พ้นซองใส่แท็บเล็ตรุ่นต่าง ๆ อย่างเช่น เคส iPad ลายการ์ตูนที่ตัวเองชอบ หรือถ้าเป็นนักธุรกิจก็อาจจะมองหาเคสแท็บเล็ตที่สวยหรูดูดีมีระดับ การเลือกซื้อที่ใส่แท็บเล็ตเหล่านี้ สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานแต่ละคนเป็นอย่างดี และถ้าหากว่าคุณเป็นนักอ่านที่ใช้งานแท็บเล็ตอยู่ทุกวันล่ะ จะหาเคสแท็บเล็ตแบบไหนดี ถึงจะบอกความเป็นตัวตนของคุณได้โดนสุด ๆ วันนี้ Thai Publisher จึงขอพาผู้อ่านไปพบกับไอเดียการตกแต่งเคสแท็บเล็ตในแบบต่าง ๆ สำหรับคนรักหนังสือกันดูค่ะ

จับหนังสือเล่มโปรดมาทำเป็น ปกเคสแท็บเล็ต

ขึ้นชื่อว่านักอ่านก็ย่อมจะมีหนังสือเล่มโปรดอย่างน้อย ๆ ก็สักเล่มที่คุณรักหรือมีความหมายต่อคุณเป็นพิเศษ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วจับเอาหน้าปกหนังสือหรือตัวละครที่เราชอบหรือ Gimmick อื่น ๆ ในหนังสือมาทำเป็นลายบนเคสซะเลยดีมั๊ย  สำหรับตัวอย่างเคสที่นำมาให้ชมกัน ก็ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มดัง ๆ อย่างเช่น Harry Potter iPad Case, Pride and Prejudice Case และ Dr. Seuss’s Tablet Case ซึ่งเคสเหล่านี้จะเป็นงาน Handmade (แฮนด์เมด) ราคาจึงค่อนข้างจะสูงแต่ก็แลกมากับเคสแท็บเล็ตตัวใหม่ สวยมีสไตล์ ไม่ซ้ำกับคนอื่น สิ่งที่ควรนึกถึงอย่างหนึ่งก็คือ เคสเหล่านี้ทำจากมือ เพราะฉะนั้นความทนทานและการนำมาใช้งานได้จริงอาจจะแตกต่างกันไปสำหรับงานแต่ละชิ้น และตลาดขายงานแฮนด์เมดที่คนนิยมไปช้อปปิ้งและมองหาไอเดียแห่งหนึ่งก็คือเว็บ Esty ซึ่งถ้าหากผู้อ่านสนใจก็ลองไปมอง ๆ ดูกันได้ค่ะ

เคส iPad

เคสหนัง iPad

แค่เปลี่ยน เคส iPad ธรรมดาไปมั๊ย ?

สำหรับผู้ที่ใช้งาน iPad (ไอแพด) คงจะทราบว่าทางแอปเปิ้ลมีบริการสลักข้อความลงบนตัวเครื่องได้ที่เรียกกันว่า iPad Engraving ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ไอแพดของคุณแตกต่างจากคนอื่น ๆ และบ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี สำหรับไอเดียการแกะสลัก iPad อันหนึ่งที่ดู Cool มาก ๆ ก็คือเปลี่ยนปกหนังสือเรื่อง The Gigiving Tree ให้เป็นภาพสลักบนแท็บเล็ตซะเลย (ชมภาพ: The Giving Tree Book on iPad)

เคสมือถือและ Notebook มีมั๊ย ?

นอกจากเคสแท็บเล็ตที่นำมาให้ชมกันแล้ว ถ้าหากผู้อ่านมองรอบ ๆ ตัวแล้วหันไปเจอโน้ตบุ๊คและโทรศัพท์มือถืออยู่ข้าง ๆ แล้วอยากจะจับอุปกรณ์เหล่านี้มาเปลี่ยนลุคใหม่ให้เข้ากับแท็บเล็ตไปด้วยกันเลย เราก็มีตัวอย่างซองใส่โทรศัพท์และกระเป๋าโน้ตบุ๊คสวย ๆ ที่ทำออกมาเอาใจคนรักหนังสือด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเคสหนังสำหรับใส่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ในสไตล์ Book Style จากผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมอย่างเช่นภาพด้านล่าง ซึ่งน่าจะทนทานกว่าสินค้าประเภทแฮนด์เมดอยู่พอสมควร

เคสโน้ตบุ๊ค

เคส MacBook ที่ทำออกมาเลียนแบบหนังสือ

ไม่ถูกใจเลย ทำเคสแท็บเล็ตซะเองเลยดีมั๊ย ?

สำหรับใครที่ดูแล้วชอบใจแต่ยังไม่มีเคสที่โดนใจ และคันไม้คันมืออยากจะทำเคสแท็บเล็ตใช้เองเก๋ ๆ แบบไม่ซ้ำใครก็อาจจะมองหาเว็บสอนวิธีทำเคสแท็บเล็ตเองดูก็ได้ และแอดมินนำ Video Tutorial มาให้ดูกันเป็นแนวทางกันไปพลาง ๆ ก่อน ข้อดีของวิธีนี้ก็คือ เราจะได้เคสแท็บเล็ตราคาประหยัด และดีไซน์ได้เองตามใจชอบกันไปเลย

DIY iPad Cover http://youtu.be/FgNJood9VHQ

Photo & Source: amazon.com , twelvesouth.com

แนะนำ หนังสือน่าอ่าน 2014

เริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายปีแล้ว คุณผู้อ่านบางท่านอาจกำลังมองหาหนังสือดี ๆ สักเล่มไว้เป็นของฝากให้คนใกล้ตัวในช่วงเทศกาลวันคริสต์มาสหรือเป็นของขวัญปีใหม่ หรือบางคนอาจอยากรู้ว่าตลอดทั้งปีนี้มีหนังสือดี ๆ เล่มไหนที่หลุดรอดสายตาไปบ้าง ก่อนที่จะหมดปีนี้ไป จะได้ไปหาซื้อหนังสือมาอ่านกันแบบที่ไม่ต้องตกขบวนไปเสียก่อน วันนี้ Thai Publisher ได้รวบรวมรายชื่อ หนังสือน่าอ่าน 2014 จากหลายเว็บขายหนังสือและเว็บรีวิวหนังสือหลายแห่งให้ผู้รักการอ่านได้เลือกกันดูเผื่อว่าจะมีสักเล่มที่คุณสนใจก็ได้ค่ะ

100 อันดับ หนังสือดีปี 2014 แนะนำโดยเว็บอเมซอน

เว็บขายหนังสือรายใหญ่อย่างอเมซอนจะมีการจัดอันดับหนังสือน่าอ่านออกมาแนะนำกันเป็นประจำทุกปี และเมื่อไม่นานนี้อเมซอนก็ได้ทำรายชื่อ 2014 Best Books of the Year: The Top 100 in Print Format ออกมาแล้ว ซึ่งทางเว็บไซต์  ebookfriendly.com กล่าวว่า การจัดอันดับหนังสือน่าอ่านของร้านหนังสืออเมซอน จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  • หนังสือดีที่ได้รับรางวัล (Books that win literary awards.)
  • หนังสือขายดีประจำปี (Books that sell best.)
  • หนังสือที่ผู้อ่านชื่นชอบและโหวตให้คะแนน (Books voted by readers.)
  • หนังสือที่บรรณาธิการคัดเลือกและแนะนำให้อ่าน (Books selected by experts.)

สำหรับ 10 อันดับแรกที่จัดเป็น Recommended Reading ประจำปีนี้ได้แก่ ( อ่านรายชื่อหนังสือแนะนำทั้งหมดประจำปี 2014 Best Books of the Year )

  1. Everything I Never Told You: A Novel โดย Celeste Ng
  2. All the Light We Cannot See โดย Anthony Doerr
  3. In the Kingdom of Ice โดย Hampton Sides
  4. The Short and Tragic Life of Robert Peace โดย Jeff Hobbs
  5. Redeployment โดย Phil Klay
  6. Revival โดย Stephen King
  7. Savage Harvest โดย Carl Hoffman
  8. The Book of Unknown Americans โดย Cristina Henríquez
  9. Big Little Lies โดย Liane Moriarty
  10. Station Eleven โดย Emily St. John Mandel

หนังสือน่าอ่าน 2014

หนังสือน่าอ่าน 12 เล่ม ที่นักธุรกิจไม่ควรพลาด แนะนำโดย Huffington Post

สำหรับผู้ที่มองหาหนังสือแนะนำในกลุ่ม How To และ Business Reading ที่เหมาะกับเจ้าของกิจการและนักธุรกิจเพื่อให้ทันต่อแนวคิดในการบริหารนั้น ทาง Huffington Post ก็ได้จัดอันดับเอาไว้จำนวน 12 เล่มด้วยกัน คือ

  1. Leaders Eat Last เขียนโดย Simon Sinek ผู้แต่งหนังสือขายดีอีกเล่มหนึ่งคือ Star With Why
  2. Quick and Nimble เขียนโดย Adam Bryant
  3. Small Move, Big Change เขียนโดย Caroline Arnold
  4. Scaling Up Excellence เขียนโดย Robert Sutton และ Hayagreeva Rao
  5. Everything Connects เขียนโดย Faisal Hoque และ Drake Baer
  6. Thanks for the Feedback เขียนโดย Douglas Stone และ Sheila Heen
  7. Thrive: The Third Metric to Redefining Success and Creating a Life of Well-Being, Wisdom, and Wonder Hardcover เขียนโดย  Arianna Huffington
  8. The Humor Code เขียนโดย Peter McGraw และ Joel Warner
  9. Brilliant เขียนโดย Annie Murphy Paul
  10. Think Like a Freak เขียนโดย Steven Levitt และ Stephen Dubner
  11. Invisibles เขียนโดย David Zweig
  12. Smartcuts: How Hackers, Innovators, and Icons Accelerate Success Hardcover เขียนโดย Shane Snow
[box]หนังสือดีปี 2014 ที่แนะนำโดยผู้อ่านจาก Goodreads
Best Books of 2014[/box]

Photo: Sukanto DebnathAlexandre Dulaunoy
Source: ebookfriendly.com , huffingtonpost.com

มือถือ Samsung และ Nokia เลิกทำ ร้านขายอีบุ๊ค แล้ว

ไม่เวิร์คก็ต้องปิด ไม่ถนัดก็ต้องถอย

Thai Publisher เพิ่งมีบทความเรื่อง ตลาดอีบุ๊คมีแนวโน้มโตขึ้น ไปหมาด ๆ แต่วันนี้กลับมีข่าวว่าผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ 2 ราย คือ Nokia (โนเกีย) และ Samsung (ซัมซุง) ได้ตัดสินใจเลิกทำแอพลิเคชั่นสำหรับอ่านอีบุ๊คและปิดร้านขายอีบุ๊คออนไลน์ของตัวเองไปเสียแล้ว เรามาดูกันว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แล้วลูกค้าที่ซื้ออีบุ๊คจากทางร้านไปแล้วจะทำอย่างไร หนังสือที่เคยซื้อไว้จะหายไปกับสายลมหรือไม่

Nokia จะเลิกให้บริการ eReader App

โทรศัพท์มือถือโนเกีย นั้นถูกไมโครซอฟท์เข้าซื้อกิจการไปตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว และผู้ใช้งานโนเกียคงจะเห็นว่าไมโครซอฟท์ค่อย ๆ ลดบทบาทโทรศัพท์ยี่ห้อดังกล่าว จนกระทั่งมันถูกปรับใหม่ให้กลายเป็น Microsoft Phone ไปแทน ในชื่อ Lumia นั้นเอง นอกจากการเปลี่ยนชื่อยี่ห้อโทรศัพท์เสียใหม่ เปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่และการพัฒนา Hardware แล้ว ก็แน่นอนว่าบริการต่าง ๆ ที่เคยมีมาจากเดิมของโนเกีย ก็ย่อมได้รับผบกระทบไปด้วย และหนึ่งในบริการที่จะต้องถูกยุบทิ้งไปก็คือ Nokia Reading App ซึ่งเป็นแอพลิเคชันอ่านอีบุ๊คและยังเป็นร้านขายอีบุ๊คให้กับลูกค้าอีกด้วย

เว็บไซต์ mynokiablog.com รายงานว่าลูกค้าโนเกียต่างได้รับอีเมล์แจ้งข่าวว่า Nokia Reading App จะไม่มีให้ใช้บริการได้อีกแล้ว โดยการหยุดบริการจะเป็นผลตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2014 เป็นต้นไป จากประกาศดังกล่าวทำให้ผู้ใช้โนเกียสามารถซื้ออีบุ๊คจากแอพของโนเกียได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมนี้เท่านั้น (แต่ใครจะซื้อ?) ส่วนหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังอ่านได้อีกต่อไป แต่ถ้าในอนาคตเมื่อมีการอัพเดทระบบ ก็เป็นไปได้มากว่าแอพอ่านหนังสือตัวนี้จะถูกลบออก จึงหมายความว่าหนังสืออีบุคที่เคยซื้อจากร้านของโนเกียย่อมไม่มีให้อ่านอีกต่อไปแล้วนั่นเอง (อ่านอีเมล์จากทางโนเกียได้ที่บล็อค My Nokia Blog) ทางโนเกียเองคงทราบดีว่ามีผู้ใช้สมาร์ทโฟนจำนวนไม่น้อยที่อ่านอีบุ๊คจากโทรศัพท์มือถือ ในอีเมล์ดังกล่าว จึงได้แนะนำให้ลูกค้าหันไปใช้แอพอ่านหนังสือตัวอื่น ๆ อย่าง Amazon Kindle หรือ Audible ซึ่งมีอยู่ใน Microsoft Store แทน

ภาพคนอ่านหนังสือ

เมื่อร้านขายอีบุ๊คปิดตัวลง หนังสือที่ซื้อมาก็หายไปด้วย

มือถือ Samsung ตัดสินในปิดร้านขายอีบุ๊คที่เกาหลีใต้ลงแล้ว

ในตลาดสมาร์ทโฟน มือถือ Samsung จัดว่าเป็นโทรศัพท์ที่มีผู้นิยมใช้กันมากที่สุดยี่ห้อหนึ่ง และด้วยความนิยมในตัวโทรศัพท์ซัมซุงนี่เอง ทำให้ทางบริษัทมองเห็นโอกาสในการขาย Digital Content ควบคู่ไปกับการขายสมาร์ทโฟนไปด้วย โดยมีความพยายามในการเจาะตลาดอีบุ๊คตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา แต่ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจปิดร้านขายอีบุ๊คและแอพอ่านอีบุ๊คของตัวเองลงไปแล้ว

http://www.youtube.com/watch?v=Udce9eBb5YM Samsung Readers Hub แอพอ่าน eBOOK จะมีให้ใช้ถึงแค่สิ้นปีนี้

  • ปี 2010 ที่งาน IFA Tradeshow ในเบอร์ลิน ทางซัมซุงได้เปิดตัวแอพอ่านอีบุ๊คของตัวเองในชื่อว่า Readers Hub App ซึ่งทาง zdnet.com กล่าวว่าเป็นผลิตภัณฑ์แบบ Content Service ตัวแรกของทางบริษัท
  • ต่อมาในปี 2011 ซัมซุงได้ร่วมมือกับร้านขายอีบุ๊คออนไลน์ชื่อดังอีกแห่งอย่าง Kobo เพื่อขยายตลาดและมีหนังสือให้บริการมากขึ้น
  • ปี 2012 ซัมซุงหันไปเจรจากับสำนักพิมพ์โดยตรงเพื่อหาหนังสือมาเข้าร้านมากขึ้น
  • ต่อมาในปี 2013 บริการดังกล่าวถูกเปลี่ยนชื่อให้เป็น Samsung Books แต่ร้านหนังสือของซัมซุงก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากนักเมื่อเปรียบกับคู่แข่งอย่าง Google Play Books ของกูเกิ้ล, iBooks Store ของแอปเปิ้ล และ Kindle Book Store ของทางอเมซอน
  • กรกฎาคม 2014 ซัมซุงยกเลิกให้บริการ Reader Hub App การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้ที่ซื้ออีบุ๊คจากแอพ Reader Hub จะไม่สามารถอ่านหนังสือของตัวเองได้อีกต่อไปและหนังสือจะสูญไปเมื่อแอพดังกล่าวถูกถอดทิ้งในการอัพเดท Firmware
  • เพื่อให้ลูกค้าเก่าที่เคยซื้อหนังสือจากแอพ Reader Hub ได้มีทางออกในการอ่านอีบุ๊คต่อไป ซัมซุงจึงร่วมมือกับอเมซอน ผลิตแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Kindle for Samsung ซึ่งเป็นแอพลิเคชั่นที่อิงมาจากแอพตัวหลักของอเมซอนคือ Amazon Kindle App และลูกค้าจะได้เครดิตเพื่อเลือกซื้อหนังสือเล่มเดิมที่เคยมีจาก Reader Hub
  • แม้จะได้เครดิตกลับคืนมา แต่ผู้ใช้โทรศัพท์ซัมซุงก็มีปฏิกิริยาตอบกลับในด้านลบ เพราะนอกจากหนังสือที่หายไปแล้ว การจดบันทึกอื่น ๆ อย่างเช่น Hi-light , Annotation ก็จะสูญหายไปด้วย (อ่านความเห็นของผู้ใช้งานได้ ที่นี่)
  • ผู้ใช้แอพ Kindle for Samsung จะได้รับโควต้าหนังสืออเมซอนฟรีเดือนละเล่มจากหนังสือที่ถูกเลือกเข้าโครงการ (อ้างอิง ซัมซุงพัฒนา Kindle for Samsung แจกฟรีอีบุ๊ค 12 เล่มให้กับผู้ใช้ Galaxy) อย่างไรก็ตาม Kindle for Samsung จะมีบางฟีเจอร์ที่แตกต่างจากแอพตัวหลักอย่าง Amazon Kindle App
  • ล่าสุด จากบทความของ zdnet.com เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2014 ทางซัมซุงได้ตัดสินใจปิดให้บริการ Samsung Book ในบ้านตัวเองที่เกาหลีใต้ลง โดยจะมีผลในเดือนธันวาคม ปีนี้ และจะให้ผู้ที่เป็นลูกค้าเดิมหันมาใช้ Kindle for Samsung เหมือนกับที่อื่น ๆ แทน และยังร่วมมือกับร้านขายหนังสือในท้องถิ่นอย่าง Kyobo Bookstore ในการรรับส่งลูกค้าต่อไปด้วย

Fast Fact: Samsung eReader

  • นอกจากความพยายามในการขายอีบุ๊คแล้ว ทาง Samsung ยังเคยผลิต eReader สำหรับตลาดอีบุ๊คออกมาด้วย โดยได้เปิดตัวไปเมื่อปี 2010 แต่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็ไม่ประสบความสำเร็จ (ชมภาพอีรีดเดอร์ของซัมซุงในงาน CES 2010 ได้จาก engadget.com)

Photo: Samsung , Pedro Ribeiro Simões
Source: zdnet.com , windowscentral , windowscentral , the-digital-reader.com , liveside.net

ตลาดอีบุ๊ค กับแนวโน้มที่โตขึ้นทุกวัน

ตลาดอีบุ๊คทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึงราว 16,700 ล้านเหรียญ ในปี 2020

รายงานจาก Strategy Analytics ทำนายมูลค่าตลาดผู้บริโภคหนังสืออีบุ๊คว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า จากปี 2013 ที่มีมูลค่า 7,000 ล้านเหรียญ เมื่อถึงปี 2020 ตลาดส่วนนี้จะมีมูลค่าถึงราว 16,700 ล้านเหรียญ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ตลาดอีบุ๊ค ในภาพรวมขยายตัวขึ้นมากก็เนื่องมาจาก การให้บริการอ่านอีบุ๊คแบบเสียค่าสมาชิกรายเดือน (Membership Subscription) ที่ได้รับการตอบรับจากนักอ่านเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นบริการ Kindle Unlimited ของทางอเมซอนหรือของผู้ขายอีบุ๊ครายอื่น ๆ ก็ตาม (อ่านเพิ่มเติม: Scribd เพิ่มบริการ Audiobook ) Wei Shi นักวิเคราะห์จาก Strategy Analytics กล่าวว่า ‘เราคาดว่าการให้บริการอ่านอีบุ๊คแบบเป็นสมาชิกนั้น จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษนี้’

นอกจากนี้ อีกสาเหตุที่ผลักดันให้ ตลาดอีบุ๊ค มีขนาดใหญ่ขึ้นก็คือ ตลาดในจีนเองที่มีผู้ให้บริการและมีผู้อ่านมากขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้ามองในภาพรวมของตลาดหนังสือทั้งหมดแล้ว ปัจจุบันตลาดอีบุ๊คได้ส่วนแบ่งไปเพียง 10% ของตลาดหนังสือทั้งหมด (ข้อมูลจากปี 2013) แต่แนวโน้มนั้นคาดว่าในปี 2020 อีบุ๊คจะขยายส่วนแบ่งไปได้ถึง 25 % ซึ่งปัจจัยสำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ก็เนื่องมาจากคนเริ่มหันไปอ่านหนังสือจากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอีรีดเดอร์กันมากขึ้นนั่นเอง

ตลาดอีบุ๊ค โตขึ้น แต่ร้านหนังสือเล่มยังอยู่

แม้ตลาดอีบุ๊คจะโตขึ้น แต่ร้านขายหนังสือเล่มก็จะยังไม่ว่างเปล่าในเร็ว ๆ นี้

ภายในปี 2018 ที่อังกฤษจะขายอีบุ๊คได้มากกว่าหนังสือเล่ม ?

บริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นแนวหน้าอย่าง PricewaterhouseCoopers (ไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์) หรือ PwC ได้วิเคราะห์พฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนอังกฤษออกมาว่า ชาวเมืองผู้ดีนิยมอ่านอีบุ๊คมากกว่าจะซื้อนิยายเล่มมาอ่าน ด้วยเหตุนี้จึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2018 มูลค่าตลาดอีบุ๊คจะมีมูลค่ามากขึ้นถึงสามเท่าโดยเพิ่มจาก 380 ล้านปอนด์ เป็น 1,000 ล้านปอนด์ และตัวเลขดังกล่าวจะทำให้ยอดขายอีบุ๊คแซงหนังสือเล่มไปได้ในที่สุด โดยตลาดหนังสือเล่มจะลดมูลค่าเหลือที่ 912 ล้านปอนด์ ทั้งนี้การวิเคราะห์ดังกล่าวไม่ได้นับรวมหนังสือจำพวก Text Book และหนังสืออ่านประเภท Professional Reading เข้าไปด้วย ส่วนมูลค่าโดยรวมของตลาดจะเพิ่มจาก 1,800 ล้านปอนด์ เป็น 1,900 ล้านปอนด์

Nigel Newton (ไนเจล นิวตัน) ผู้บริหารสำนักพิมพ์ Bloomsbury ผู้จัดพิมพ์หนังสือยอดนิยมอย่าง Harry Potter กล่าวว่า ‘พวกเราอยู่ในยุคทองของการอ่าน เวลานี้เราต่างใช้อุปกรณ์สื่อสารและบัตรเครดิตเพื่อซื้อหนังสือได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง และทั้งสัปดาห์ ดังนั้นตลาดหนังสือจึงเปิดกว้างมากขึ้นกว่าเดิม เพราะการเข้าถึงลูกค้าไม่ได้จำกัดอยู่ที่ร้านขายหนังสือเพียงอย่างเดียว การเติบโตของตลาดหนังสืออีบุ๊คจึงเป็นสิ่งที่นักเขียนและสำนักพิมพ์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้’

ปีที่ผ่านมาหนังสือขายดีของ Bloomsbury ก็คือนิยายเรื่อง And the Mountains Echoed ของ Khaled Hosseini ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายหนังสือเล่ม แต่ก็มียอดขายจากอีบุ๊คไปไม่น้อยเช่นกัน นิวตันให้ความเห็นเพิ่มว่า ‘พฤติกรรมของผู้บริโภคในการซื้ออีบุ๊คนั้น มักจะอยากได้หนังสือมาอ่านอย่างรวดเร็วทันใจ และก็ยังชอบซื้อหนังสือในลักษณะพรีออเดอร์อีกด้วย คือสั่งจองและจ่ายเงินก่อนที่หนังสือจะวางแผง และยอดขายอีบุ๊คจะสูงมากในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก’

สำหรับการคาดการณ์ดังกล่าว บล็อคเกอร์ Nate Hoffelder แห่งเว็บไซต์  the-digital-reader.com ให้ความเห็นว่า PwC เคยวิเคราะห์ตลาดอีบุ๊คในสหรัฐพลาดมาแล้วถึงสองครั้ง ดังนั้นเขาจึงไม่คิดว่าการคาดการณ์ดังกล่าวจะเป็นไปได้ โดยส่วนตัวเขาเชื่อว่าตลาดอีบุ๊คในอังกฤษจะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะไม่โตเท่าที่ PwC ได้คาดการณ์เอาไว้ ทั้งนี้เขาออกตัวว่าเขาอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับตลาดอีบุ๊คในอังกฤษมากนัก แต่จากปัจจุบันส่วนแบ่งอีบุ๊คในอังกฤษยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าตลาดอีบุ๊คในอเมริกาค่อนข้างมาก

Fast Fact:

  • ในอเมริกา อเมซอนทำยอดขายอีบุ๊คแซงหน้าหนังสือเล่มไปตั้งแต่ปี 2011 แล้ว แต่ในภาพรวมของตลาดหนังสือทั้งหมด หนังสือเล่มยังทำรายได้สูงกว่าอีบุ๊คจนถึงปัจจุบัน (อ้างอิง: E-Books Outsell Print Books at Amazon)
[box]บทความที่เกี่ยวข้อง
มือถือ Samsung และ Nokia เลิกทำ ร้านขายอีบุ๊ค แล้ว[/box]

Photo: MIKI Yoshihito , Garrett
Source: theguardian.com , the-digital-reader.com , bbc.com , goodereader.com

เปลี่ยน ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ให้เป็นห้องสมุดดีไหม

ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ยังมีประโยชน์อยู่ไหม ?

จำได้ไหมว่าคุณใช้งานเจ้า ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ? ขอถามใหม่อีกครั้งว่าคุณมองเห็นเจ้าตู้เหล่านี้อย่างไร ? เป็นวัตถุล้าหลังที่เสนอหน้าทุกมุมถนน เป็นที่นอนของน้องหมาอย่างไม่เป็นทางการ เป็นที่ให้คนมาพ่นสีและพังกระจกเล่น ๆ เป็นที่สุดท้ายที่จะยอมใช้โทรศัพท์เวลาแบตหมดหรือจำเป็นจริง ๆหรือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ไร้ประโยชน์รอวันผุกร่อน รอให้หมดสัญญาสัมปทาน หรือรอให้ใครสักคนมารื้อทิ้งไปเสียทีเพราะเกะกะเปลืองที่เหลือเกิน มีใครเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าเจ้าตู้เหล่านี้แม้จะมีพื้นที่เพียงเล็กน้อยแต่ถ้านับรวมกันทั่วประเทศเข้าแล้วจะมีกี่ตู้และมีพื้นที่ใช้สอยมากมายแค่ไหน โปรดอย่าถามเราเพราะเราก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน แต่มองจากสายตาทั่ว ๆ ไปแล้ว มันย่อมเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่อย่างแน่นอน ถ้าหากเราจะเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าเหล่านี้มาทำเป็นห้องสมุดสาธารณะขนาดกะทัดรัดดูบ้างล่ะ จะเข้าท่าดีไหม?

เมื่อห้องสมุดอยู่ไกลเกินไป ตู้โทรศัพท์สาธารณะจึงถูกแปลงโฉมเสียใหม่

เป็นที่รู้กันดีว่าห้องสมุดในประเทศไทยนั้นมีให้บริการอยู่ไม่มากมายนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลนั้นหลายคนต้องทำใจว่าไม่มีโอกาสได้ใช้บริการห้องสมุดดี ๆ กับใครเขา แต่ทราบหรือไม่ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอังกฤษก็มีบางพื้นที่ ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงห้องสมุดสาธารณะเหมือนกัน เมื่อปี 2009 หลังจากที่ชาวบ้านในแถบ Westbury-sub-Mendip ได้ทราบข่าวว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสได้ใช้บริการห้องสมุดเคลื่อนที่ซะแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ได้เกิดการรวมตัวกันขึ้นเพื่อหาทางให้ชุมชนได้มีห้องสมุดใช้งาน และชาวบ้านหัวใสก็ได้ไอเดียจับเอาตู้โทรศัพท์สาธารณะที่เรียกกันว่าตู้แดง มาแปลงโฉมเสียใหม่โดยมีอาสาสมัครเสนอตัวมาปรับปรุงตู้โทรศัพท์เหล่านี้มากกว่า 700 คน เมื่อปรับปรุงจนใช้งานได้แล้วก็ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไปราว 350 ตู้ ห้องสมุดขนาดเล็กที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจก็ได้เปิดใช้งานได้ในที่สุด โดยที่แต่ละตู้บรรจุหนังสือได้ราว 100 เล่ม แถมยังมี DVD และ CD ให้ยืมไปฟังกันได้อีกด้วย แม้ว่าขนาดจะเล็กแต่ห้องสมุดจิ๋วแห่งนี้ก็ขยันเอาเรื่องเพราะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีปิด ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไปต่อแถวซื้อสมาร์ทโฟน ชาวบ้านที่หมู่บ้านแห่งนี้กลับต่อแถวกันเพื่อเข้าไปยังตู้โทรศัพท์รุ่นเก่ากันยาวเหยียด ชมภาพบรรยากาศได้ ที่นี่

ห้องสมุดสาธารณะ ตู้โทรศัพท์สาธารณะ

เปลี่ยนตู้โทรศัพท์ที่ไม่ได้ใช้ ให้กลายเป็นชั้นหนังสือสาธารณะ

นักออกแบบชาวนิวยอร์คนามว่า John Locke คิดอยากจะให้คนอื่น ๆ อ่านหนังสือกันมากขึ้น เขาจึงได้ลงมือแปลงโฉมตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญตามท้องถนนให้กลายเป็นชั้นวางหนังสือ แล้วก็นำหนังสือที่ได้รับบริจาคมาวางให้คนที่ผ่านไปมาได้หยิบกลับไปอ่าน และก็หวังว่าจะนำมาคืนหรือนำเล่มอื่นมาให้คนมาทีหลังได้อ่านต่อด้วย แม้ว่าความคิดของเขามันจะ ‘แนว’ มาก แต่มันอาจจะแปลกไปหน่อยที่อยู่ ๆ ก็มีชั้นหนังสือมาอยู่บนตู้โทรศัพท์ คนที่ผ่านไปมาจึงมองด้วยสายตาลังเลไม่แน่ใจว่ามากกว่าจะเป็นอย่างอื่น แต่ถึงกระนั้นจอห์นก็บอกว่ายังมีคนมีมาหยิบหนังสือไปอ่านอยู่เหมือนกัน นอกจากนี้ชั้นวางหนังสือของเขาในบางจุดที่ติดตั้งยังถูกขโมยหรือไม่ก็โดนทำเสียหายซะอีก อย่างไรก็ตามโครงการนี้ก็ยังไม่ได้ล้มเลิกแต่อย่างใด ผู้อ่านสามารถเข้าไปดูภาพโครงการของเขาได้  ที่นี่

ห้องสมุดขนาดเล็กในเยอรมันนี

ทางด้านเยอรมันนีก็มีบริการห้องสมุดสาธารณขนาดเล็กกะทัดรัด มองดูคล้าย ๆ ตู้โทรศัพท์อยู่เหมือนกันโดยมีชื่อว่า Friesland Smallest Library (The Smallest Library) สำหรับภาพนี้ถ่ายที่ Wüppelsergroden (ชมภาพ Friesland smallest library เพิ่ม ที่นี่ ) จะเห็นได้ว่าไอเดียการดัดแปลงตู้หยอดเหรียญโทรศัพท์ให้กลายเป็นห้องสมุดขนาดย่อมนั้นเป็นไปได้จริงอย่างที่เห็นไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่หรือเล็กก็ตาม ถ้าหากมีคนมาใช้บริการและมีหนังสือดี ๆ ให้ได้อ่าน ก็น่าจะถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของห้องสมุดแล้ว จริงมั๊ย ?

ห้องสมุดชุมชนขนาดเล็กในเยอรมันนี

Friesland Smallest Library

ไอเดียอื่น ๆ

ถ้าหากใครอ่านแล้วส่ายหัวไม่เห็นด้วยเลย ก็อาจจะมองหาไอเดียอื่น ๆ มาปรับปรุงให้โทรศัพท์สาธารณะในบ้านเราไม่ต้องกลายเป็นพื้นที่ส่วนเกินไปอย่างทุกวันนี้ อย่างเช่น ในอังกฤษที่ถูกปรับให้เป็นที่ชาร์ทโทรศัพท์มือถือ (ตู้โทรศัพท์สาธารณะในอังกฤษ ถูกเปลี่ยนให้เป็นที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือฟรี) หรือเป็นจุดปล่อยสัญญาณ Wifi หรือกระทั่งทำเป็นตู้ปลาไปเสียเลยอย่างในจีนก็ยังได้ (ภาพประกอบ) หรืออาจะทำเป็นตู้โทรศัพท์เติมเงินสำหรับมือถือ แบบที่โทรศัพท์สาธารณะทรูบางแห่งมีบริการแบบนี้อยู่ด้วย ( อ้างอิง: ทรู: เติมเงินผ่านตู้โทรศัพท์) แต่ทั้งนี้คงต้องถามไปที่องค์การโทรศัพท์หรือไม่ก็บริษัทที่ได้รับสัมปทานโทรศัพท์สาธารณะกันเสียก่อนนะ !

Photo: Romeo Golf , JD Handcock , oatsy40
Source: bbc.co.uk , citylab.com

error: Content is protected !!