โทรศัพท์มือถือ: เครื่องอ่านหนังสือ ในมือคุณ

ถ้าหากจะต้องอ่านอีบุ๊คสักเล่มการใช้เครื่องอ่านอีบุ๊คอย่างอีรีดเดอร์ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากเจ้าเครื่องนี้เป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่ถนอมสายตามากที่สุดเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ว่าผู้อ่านทุกคนจะมีอีรีดเดอร์ไว้ในครอบครองเนื่องจากบางคนก็ยังเห็นว่าอีรีดเดอร์เป็นอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับตัวเองในเวลานั้น ๆ การอ่านอีบุ๊คด้วยด้วยแท็บเล็ตและหรือใช้มือถืออ่านหนังสือแทนจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักอ่านกลุ่มนี้ ในส่วนของผู้ที่มีอีรีดเดอร์เองก็คงมีบางโอกาสที่หันไปใช้โทรศัพท์มือถืออ่านอีบุ๊คอยู่บ้างเป็นครั้งคราว อย่างเช่นในกรณีที่อีรีดเดอร์แบตหมดหรือไม่ได้พกอีรีดเดอร์ติดตัวไปด้วยหรืออาจจะไม่สะดวกที่จะหยิบมาใช้ก็ตาม ในการใช้สมาร์ทโฟนอ่านหนังสือก็เลยดูจะง่ายกว่าในบางเหตุการณ์เพราะมือถือเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวแทบจะตลอดเวลานั่นเอง วันนี้ Thai Publisher จะพาผู้อ่านไปพบกับผู้ผลิตมือถือบางรายที่พยายามจะปรับปรุงให้มือถือเป็นเครื่องอ่านหนังสืออิเล็คทรอนิกส์ที่มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับอีรีดเดอร์กันค่ะ

ยอดขายสมาร์ทโฟนทิ้งห่างอีรีดเดอร์แบบไม่เห็นฝุ่น

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่นอกจากจะมีไว้สำหรับพูดคุยแล้วยังช่วยให้ผู้ใช้งานทำอะไรได้เกือบจะทุกสิ่งอย่าง ในขณะที่อีรีดเดอร์นั้นมีไว้เพื่ออ่านอีบุ๊คเป็นหลักโดยมีฟีเจอร์อื่นๆ เสริมไม่มาก การจะเทียบยอดขายของอุปกรณ์ทั้งคู่จึงดูไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก แต่ในบทความนี้แอดมินได้อ้างอิงยอดขายสมาร์ทโฟนเทียบกับยอดขายอีรีดเดอร์ ก็เพื่อให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนนั้นเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถเข้าถึงอีบุ๊คได้ในปริมาณที่มากกว่าอีรีดเดอร์นั่นเอง อ้างอิงจาก Statista.com อีรีดเดอร์มียอดขาย 16.7 ล้านเครื่องในปี 2010, 39.6 ล้านเครื่องในปี 2011, 41.4 ล้านเครื่องในปี 2012, 34.2 ล้านเครื่องในปี 2013 และ 30 ล้านเครื่องเมื่อนับถึงควอเตอร์ที่ 3 ของปี 2014 ในขณะที่ตลาดอีรีดเดอร์มียอดขายในหลักสิบล้านเครื่องนั้นจะเห็นว่าค่อนข้างต่างกับสมาร์ทโฟนที่มียอดขายในหลักร้อยล้านเครื่องมาตั้งแต่ปี 2012 โดยในปีนี้นับถึงควอเตอร์ที่ 3 สมาร์ทโฟนมียอดขายราว 300 ล้านเครื่องเข้าไปแล้ว การที่ผู้ใช้นิยมสมาร์ทโฟนกันมากแม้จะมีราคาค่อนข้างแพงนั้น ก็น่าจะถือโอกาสใช้มือถือราคาสูงเหล่านี้ให้คุ้มค่ามากขึ้นด้วยการใช้เป็นเครื่องอ่านอีบุ๊คไปด้วยเลย

ยอดขายอีรีดเดอร์ทั่วโลก: Unit sales of E-Readers worldwide 2010-2014

ยอดขายอีรีดเดอร์

 

ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลก 2009-2014

ยอดขายสมาร์ทโฟน

 

ผู้อ่านนิยมอ่านอีบุ๊คผ่านมือถือมากกว่าใช้แท็บเล็ตอ่านหนังสือ

เมื่อเทียบการใช้งานโทรศัพท์มือถือกับแท็บเล็ตในแง่ที่เป็นอุปกรณ์อ่านอีบุ๊คนั้น แท็บเล็ตอาจมีข้อได้เปรียบตรงที่มีหน้าจอใหญ่กว่าซึ่งดูจะเหมาะสำหรับอ่านหนังสืออีบุ๊คมากกว่า แต่บทความของ venturebeat.com กลับบอกว่าจริงๆ แล้ว ผู้ใช้งานส่วนใหญ่นั้นใช้สมาร์ทโฟนอ่านหนังสือมากกว่าใช้แท็บเล็ตอ่านหนังสือเสียอีก โดยบทความนี้อ้างคำพูดของ Henrik Berggren ผู้ก่อตั้งแอพอ่านอีบุ๊ค Readmill (ปัจจุบันแอพดังกล่าวปิดตัวไปแล้ว)

มือถือหน้าจอ E-Ink อีกทางเลือกของการอ่านอีบุ๊ค

ถึงแม้ว่าผู้ใช้มือถือจะนิยมอ่านอีบุ๊คผ่านสมาร์ทโฟนเพราะใช้งานได้สะดวกก็ตาม แต่ถ้าหากจะใช้เพื่ออ่านหนังสือในระยะยาวๆ หรือใช้เป็น เครื่องอ่านหนังสือ เป็นหลักแล้ว ก็จะพบว่าเมื่ออ่านไปได้ไม่นานเท่าไหร่ก็ต้องเลิกอ่านเพราะปวดตา เนื่องจากหน้าจอมือถือส่วนใหญ่จะเป็น LCD ซึ่งไม่เหมาะที่จะจ้องอ่านที่หน้าจอนานๆ นั่นเอง ด้วยข้อจำกัดของการแสดงผลของหน้าจอนี่เองจึงมีผู้คิดแก้จุดด้อยดังกล่าว โดยปรับแต่งสมาร์ทโฟนให้มีหน้าจอเป็นแบบมือถือขาวดำแทน

InkCase หน้าจอที่สองสำหรับแสดงผลแบบขาวดำ

InkCase เป็นโปรเจ็คระดมทุนในเว็บไซต์ Kickstarter ที่มีผู้สนับสนุนกว่า 1,500 คนและได้ทุนไปกว่า 2 แสนเหรียญ โครงการดังกล่าวสำเร็จออกมาเป็นรูปร่างเรียบร้อยแล้ว โดยที่ InkCase คือเคสสำหรับสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับหน้าจอขาวดำแบบ E-Ink Screen เป็นหน้าจอที่สองเพื่อใช้อ่านอีบุ๊คบนมือถือสมาร์ทโฟนนั่นเอง นอกจากตัวเคสแล้วผู้ผลิตยังมีตัวแอพลิเคชั่นสำหรับรองรับการอ่านอีบุ๊คด้วย นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถเลือกแสดงภาพถ่ายให้เป็นแบบขาวดำได้เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้น ปัจจุบัน InkCase สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ไม่กี่รุ่นได้แก่ iPhone 5, Samsung Galaxy S4, Samsung Note II แต่ทางผู้ผลิตกล่าวว่าจะมีรุ่นอื่นๆ ให้เลือกได้มากขึ้น

ในแง่ของการใช้งานจริงนั้น ผู้บริจาคเงินในชุมชน Kickstarter ดูจะไม่ค่อยพอใจกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้เท่าไหร่ เพราะถึงแม้แนวคิดจะดีแต่หลายๆ ความเห็นก็พูดไปในทางเดียวกันคือ ตัวเคสนั้นออกแบบมาได้ดีและน่าพอใจแต่ตัวซอฟท์แวร์ที่แสดงผลสำหรับอ่านนั้นทำงานได้ไม่ค่อยจะดีเอาเสียเลย (อ่านข้อมูลเพิ่มเติม: InkCase Plus: E Ink screen for Android phone)

เปลี่ยนโทรศัพท์ให้เป็น เครื่องอ่านหนังสือ หน้าจอ E-Ink

หน้าจอแบบ E-Ink ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่

 

วีดีโอรีวิวการใช้งาน InkCase กับ iPhone5 http://youtu.be/mSoYWsPXa1E

Onyx Boox E43 E-Ink Smartphone

นอกจากการปรับแต่งเคสแล้ว ยังมีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือที่หันมาผลิตสมาร์ทโฟนหน้าจอขาวดำโดยใช้เทคโนโลยีอีอิงค์โดยเฉพาะ และ Onyx Boox E43 ก็คือโทรศัพท์ตัวที่เรากำลังพูดถึงนั่นเอง Onyx E43 ผลิตโดย Onyx International ซึ่งเป็นผู้ผลิตอีรีดเดอร์รายใหญ่ในยุโรป โดย Onyx E43 ออกวางขายเมื่อเดือนกันยายน 2013 โทรศัพท์รุ่นดังกล่าวไม่มีกล้องหลัง แบตเตอรี่อยู่ได้นาน 1 อาทิตย์และใช้ระบบแอนดรอยด์ 2.3.5 ทางด้านเสียงตอบรับจากผู้ใช้งานในฟอรั่ม MobileRead นั้น ผู้ใช้บอกว่ายังใช้งานได้ไม่ดีเลย เพราะสเปคเครื่องน้อยเกินไป การดาวน์โหลดไฟล์ใช้เวลานานมาก บางคนก็บอกว่าใช้โทรไม่ติดหรือต่ออินเตอร์เนตไม่ได้เลยก็มี ส่วนการเลือกใช้แอนดรอยด์ 2.3 นั้น สมาชิกในฟอรั่มตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นเพราะสามารถรันหน้าจอแบบอีอิงค์ได้ลื่นที่สุดนั่นเอง

วีดีโอรีวิวโทรศัพท์หน้าจออีอิงค์: Onyx Boox E43 http://youtu.be/Hc_VlwWWodw

หลังจากนั้น Onyx E43 ได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เปลี่ยน Midia InkPhone “Explorer Edition” (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่) และปรับปรุงให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 2 อาทิตย์ นอกจากนี้ยังใช้หน้าจอแบบ E Ink® Mobius ซึ่งเป็นหน้าจอแบบเดียวกับอีรีดเดอร์ราคาแพงสุดๆ อย่าง Sony DPT-S1 อีกด้วย แต่เมื่อดูฟีดแบกจากรีวิวของทาง Goodereader ตามวีดีโอด้านล่างแล้ว ก็ดูเหมือนว่ายังเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ไม่เวิร์คนักจนถึงเข้าขั้นแย่เลยก็ว่าได้ เนื่องจากการที่ใช้ระบบแอนดรอยด์ 2.3 นั้นทำให้แอพลิเคชั่นหลายๆ ตัวใช้งานไม่ได้ ส่วนฟีเจอร์ของอีรีดเดอร์บางตัวก็ใช้งานไม่ได้อย่างเช่น Text-to-Speech เป็นต้น นอกจากนี้ความจุยังน้อยเกินไปแค่ดาวน์โหลดดิกชันนารีมาลงเครื่องก็กินพื้นที่ไปเยอะแล้ว นอกจากนี้การตอบสนองของหน้าจอก็ยังถือว่าค่อนข้างช้าซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหน้าจออีอิงค์ แต่เมื่อต้องมาใช้งานเป็นโทรศัพท์ไปในตัวนั้นถือว่าแย่มากๆ เมื่อทดลองโหลดโปรแกรมอีบุ๊คอย่าง Amazon Kindle มาอ่านหนังสือดูก็พบว่าการเปลี่ยนหน้าจอทำได้ช้ามากๆ จึงทำให้การอ่านหนังสือผ่านมือถือตัวนี้เป็นเรื่องที่น่ารำคาญมากกว่าจะน่าอ่านไปแทน

Onyx InkPhone รีวิว: http://youtu.be/eZVN5YM6uUI

Fast Fact:

  • นอกจาก Onyx แล้วยังมีผู้ผลิตโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรายอื่น ๆ เริ่มหันมาผลิต E-Ink Smartphone กันแล้วหลายรายอย่างเช่น Yotaphone, Gajah, Pocketbook, และ Alcatel (อ้างอิง: the-digital-reader.com)

Credit: pcmag.com
Photo: JD Hancock

หนังสือขายดี 2014 จาก ร้านหนังสือออนไลน์

ก่อนหน้านี้ Thai Publisher เคยเสนอเรื่อง หนังสือน่าอ่านปี 2014 กันไปแล้ว โดยบทความดังกล่าวจัดอันดับหนังสือจากคำแนะนำของหนอนหนังสือและบรรณาธิการที่เลือกหนังสือที่น่าสนใจมาให้ผู้อ่านได้เลือกอ่านกัน แต่วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปพบกับ อันดับหนังสือขายดีประจำปี 2014 ซึ่งอ้างอิงจากยอดขายจริงล้วน ๆ จาก ร้านหนังสือออนไลน์ ชั้นนำ 3 แห่ง ได้แก่ iBook Store ของทางแอปเปิ้ล, Google eBook Store ของกูเกิ้ล และ Kindle Book Store ของอเมซอน ซึ่งเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ครองตลาดมากที่สุด(ในอเมริกา) ทั้งนี้ข้อมูลจาก iBook Store และ Google eBook Store จะเป็นสถิติที่กล่าวถึงอีบุ๊คที่ขายดีในปีนี้โดยเฉพาะ ส่วนสถิติของทาง Kindle Book Store นั้นจะเป็นสถิติหนังสือขายดีและอีบุ๊คขายดีตลอดทั้งปีนี้

10 อันดับหนังสือนิยายขายดี ปี 2014 ที่ iBook Store

เว็บไซต์ goodereader.com ได้รายงานว่า ทาง Apple เพิ่งประกาศอันดับสินค้าขายดีประจำปี 2014 ไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยอีบุ๊คขายดี 10 อันดับที่วางจำหน่ายทางแอพลิเคชั่น iBook Store ได้แก่

  1. The Fault in Our Stars, John Green
  2. Gone Girl, Gillian Flynn
  3. Insurgent, Veronica Roth
  4. Allegiant, Veronica Roth
  5. Divergent, Veronica Roth
  6. The Goldfinch, Donna Tartt
  7. The Target, David Baldacci
  8. The Invention of Wings, Sue Monk Kidd
  9. The Husband’s Secret, Liane Moriarty
  10. Fifty Shades of Grey, E L James

10 อันดับหนังสือขายดี ที่ไม่ใช่นวนิยาย (Nonfiction) ใน iBook Store

  1. Flash Boys: A Wall Street Revolt, Michael Lewis
  2. Unbroken, Laura Hillenbrand
  3. Lone Survivor, Patrick Robinson,Marcus Luttrell
  4. Heaven is for Real, Todd Burpo,Lynn Vincent
  5. Duty, Robert M. Gates
  6. Killing Patton, Martin Dugard,Bill O’Reilly
  7. Killing Jesus, Martin Dugard,Bill O’Reilly
  8. Uganda Be Kidding Me, Chelsea Handler
  9. David and Goliath, Malcolm Gladwell
  10. The Boys in the Boat, Daniel James Brown

10 อันดับหนังสือเสียงขายดี (Audiobook) ใน iBook Storre

  1. Divergent (Unabridged), Veronica Roth
  2. Gone Girl: A Novel (Unabridged), Gillian Flynn
  3. Insurgent: Divergent, Book 2 (Unabridged), Veronica Roth
  4. The Fault in Our Stars (Unabridged), John Green
  5. Allegiant: Divergent Trilogy, Book 3 (Unabridged), Veronica Roth
  6. Fifty Shades of Grey: Book One of the Fifty Shades Trilogy (Unabridged), E L James
  7. Unbroken: A World War II Story of Survival, Resilience, and Redemption (Unabridged), Laura Hillenbrand
  8. A Game of Thrones: A Song of Ice and Fire, Book 1 (Unabridged), George R. R. Martin
  9. Mockingjay: The Final Book of the Hunger Games (Unabridged), Suzanne Collins
  10. Bossypants (Unabridged), Tina Fey

5 อันดับอีบุ๊คขายดี ที่วางจำหน่ายใน Google eBook Store

ทางด้าน Google นั้นในช่วงปลายปีมักจะมีสถิติที่น่าสนใจหลาย ๆ อย่างที่บอกว่าผู้ใช้งานอินเตอร์เนตให้ความสนใจในข่าวสารเรื่องใดกันบ้าง โดยปีนี้ก็เพิ่งเปิดเผยสถิติ ‘จัดอันดับคำค้นหายอดนิยมของประเทศไทยประจำปี 2014’ (อ่านเพิ่มเติม: petmaya.com) ไปแล้วด้วย สำหรับสถิติด้านการ ขายหนังสือออนไลน์ ภายในร้าน Google eBook Store นั้นทางกูเกิ้ลก็ได้ประมวลข้อมูลจาก Google Play Internal Data และจัดทำเป็นอินโฟร์กราฟฟิคที่ชื่อว่า 2014: The Year in Entertainment ซึ่งจะแสดงสถิติการดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น, เพลง, เกมส์, หนัง และหนังสือที่ขายดีที่สุดประจำปีผ่านทาง Google Play Store โดย 5 อันดับอีบุ๊คขายดี มีดังนี้

  1. The Fault in Our Stars, John Green
  2. Fifty Shades of Grey, E L James
  3. Divergent, Veronica Roth
  4. Twelve Years A Slave, Solomon Northup
  5. Insurgent, Veronica Roth

ร้านหนังสือออนไลน์

10 อันดับหนังสือขายดี ใน Kindle Book Store

ทางร้านหนังสือออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่างอเมซอนเองก็มีจัดอันดับหนังสือขายดีไว้ทุกปีเช่นเดียวกัน โดยบทความนี้จะอ้างจากหนังสือขายดีตลอดปีนี้ที่นับจนถึงปัจจุบัน ถ้าใครสนใจอันดับหนังสือขายดีเพิ่มเติมสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่ (อันดับอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อสิ้นสุดปี)

  1. StrengthsFinder 2.0, Tom Rath
  2. Frozen Little Golden Book (Disney Frozen), RH Disney
  3. Laugh-Out-Loud Jokes for Kids, Rob Elliott
  4. The Fault in Our Stars (Paperback), John Green
  5. Diary of a Wimpy Kid: The Long Haul, Jeff Kinney
  6. The Heroes of Olympus Book Five: The Blood of Olympus Hardcover, Rick Riordan
  7. Killing Patton: The Strange Death of World War II’s Most Audacious General, Bill O’Reilly
  8. Jesus Calling: Enjoying Peace in His Presence, Sarah Young
  9. Divergent (Paperback), Veronica Roth
  10. The Fault in Our Stars (Hardcover), John Green

10 อันดับอีบุ๊คขายดี ใน Kindle Book Store

นอกจากหนังสือเล่มแล้ว อเมซอนยังจัดอันดับอีบุ๊คขายดีไว้ด้วย โดยได้จัดอันดับไว้ตั้งแต่ปี 2007 ทั้งนี้อเมซอนเป็นเว็บขายหนังสือเว็บแรกที่สามารถขายอีบุ๊คได้มากกว่าหนังสือเล่มตั้งแต่ปี 2011 (อ่านเพิ่มเติม: ตลาดอีบุ๊คกับแนวโน้มที่โตขึ้นทุกวัน) โดยผู้อ่านสามารถค้นหาหนังสือออนไลน์และซื้อหนังสือออนไลน์จากอเมซอนได้สะดวกมากกว่าร้านขายหนังสืออื่น ๆ นั่นเอง บทความนี้แสดง 10 อันดับอีบุ๊คขายดีตลอดปี 2014 นับจนถึงปัจจุบัน ถ้าใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ ที่นี่ (อันดับอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อสิ้นสุดปี)

  1. The Fault in Our Stars, John Green
  2. Gone Girl, Gillian Flynn
  3. Divergent, Veronica Roth
  4. The Goldfinch, Donna Tartt
  5. Insurgent, Veronica Roth
  6. Allegiant, Veronica Roth
  7. The Husband’s Secret, Liane Moriarty
  8. If I Stay, Book 1, Gayle Forman
  9. Orphan Train, Christina Baker Kline
  10. Unbroken: A World War II Story of Survival, Resilience, and Redemption, Laura Hillenbrand

20 อันดับหนังสือขายดีอย่างเป็นทางการ ปี 2014 ใน Kindle Book Store

สำหรับหนังสือขายดีปี 2014 ที่ทางอเมซอนได้แสดงไว้ ที่นี่ จะนับยอดขายหนังสือเล่มและอีบุ๊ครวมกันเฉพาะหนังสือที่ตีพิมพ์ในปี 2014 นี้เท่านั้น ซึ่ง Sara Nelson ผู้อำนวยการฝ่ายหนังสือและคินเดิ้ลกล่าวว่า ในบรรดาหนังสือขายดีเหล่านี้ มีมากกว่าครึ่งที่เป็นภาคต่อในหนังสือชุด (Series)

หนังสือขายดี 2014 the invention of wings

หนังสือที่ขายดีที่สุดที่ตีพิมพ์ในปีนี้คือ The Invention of Wings

  1. The Invention of Wings, by Sue Monk Kidd
  2. Gray Mountain, John Grisham
  3. All the Light We Cannot See, Anthony Doerr
  4. Twenty Seconds Ago (Jack Reacher, #19), Lee Child
  5. Big Little Lies, Liane Moriarty
  6. The Target (Will Robie Series), David Baldacci
  7. The Fixed Trilogy, Laurelin Paige
  8. The Heroes of Olympus Book Five: The Blood of Olympus, Rick Riordan
  9. Top Secret Twenty-One (Stephanie Plum), Janet Evanovich
  10. Killing Patton: The Strange Death of World War II’s Most Audacious General, Bill O’Reilly and Martin Dugard
  11. Unlucky 13 (Women’s Murder Club), James Patterson and Maxine Paetro
  12. Edge of Eternity: Book Three of The Century Trilogy, Ken Follett
  13. Shadow Spell (Cousins O’Dwyer Book 1), Nora Roberts
  14. Mr Mercedes, Stephen King
  15. Blood Magick (Cousins O’Dwyer Book 3), Nora Roberts
  16. Field of Prey, John Sandford
  17. Written in My Own Heart’s Blood (Outlander), Diana Gabaldon
  18. Diary of a Wimpy Kid: The Long Haul, by Jeff Kinney
  19. City of Heavenly Fire (The Mortal Instruments), Cassandra Clare
  20. Flash Boys, Michael Lewis

หนังสือแปลขายดี

สำหรับคนที่เห็นรายชื่อหนังสือแล้วชักสนใจ แต่อยากอ่านฉบับแปลมากกว่า Thai Publisher ก็ได้รวบรวมหนังสือแปลขายดีเอาไว้ในที่นี่ด้วยเลย โดยที่หนังสือเหล่านี้อ้างอิงจากร้านขายหนังสือออนไลน์ 3 แห่งข้างต้น คือ iBook, Google Book และ Kindle Book แล้วเทียบกับหนังสือแปลที่มีวางขายในร้านหนังสือไทยแทน เนื่องจากเราไม่มีสถิติจากร้านขายหนังสือของไทยโดยตรง หนังสือแปลไทยที่จะแสดงต่อไปนี้จึงไม่ได้เรียงตามอันดับหนังสือขายดีในบ้านเราแต่อย่างใด

  • Fifty Shades of Grey แปลไทยในชื่อ ฟิฟตี้เชดส์ออฟเกรย์ โดยแบ่งเป็น 3 เล่มคือ
    • ฟิฟตี้เชดส์ออฟเกรย์ แปลโดย นันทพร ปีเลย์,
    • ฟิฟตี้เชดส์ดาร์กเกอร์ แปลโดย วิกันดา
    • ฟิฟตี้เชดส์ฟรีด แปลโดย นภจรี พิญญา
  • The Fault in Our Stars แปลไทยในชื่อ ดาวบันดาล แปลโดย เขมรินทร์ พงษ์สุวรรณ
  • Gone Girl แปลไทยในชื่อ เล่นซ่อนหาย แปลโดย อาสยา ฐกัดกุล
  • Twelve Years A Slave แปลไทยในชื้อ ฤาสิ้นสุดมนุษยภาพ แปลโดย ดร. โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
  • Divergent Series มีทั้งหมด 3 เล่ม โดยมีแปลไทยดังนี้
    • Divergent แปลไทยในชื่อ ไดเวอร์เจนท์ มายาเร้นโลก แปลโดย นลิญ
    • Insurgent แปลไทยในชื่อ อินเซอร์เจนท์ ปริศนาสยบโลก แปลโดย นลิญ
    • Allegiant แปลไทยในชื่อ อัลลีเจนท์ แผนลับดับโลก แปลโดย นลิญ
  • A Game of Thrones มีหลายเล่มดังนี้
    • A Game Of Thrones 1.1 แปลไทยชื่อ เกมล่าบัลลังก์ 1.1 แปลโดย พิชิต พรหมเกศ, สุนัขป่าโลกันตร์
    • A Game Of Thrones 1.2 แปลไทยชื่อ เกมล่าบัลลังก์ 1.2 แปลโดย พิชิต พรหมเกศ, สุนัขป่าโลกันตร์
    • A Game of Thrones 2.1 แปลไทยชื่อ ราชันประจัญพล 2.1 แปลโดย อรทัย พันธพงค์
    • A Game of Thrones 2.2 แปลไทยชื่อ ราชันประจัญพล 2.2 แปลโดย อรทัย พันธพงค์
    • A Game of Thrones 3.1 แปลไทยชื่อ ผจญพายุดาบ 3.1 แปลโดย ศศมาภา
    • A Game of Thrones 3.2 แปลไทยชื่อ ผจญพายุดาบ 3.2 แปลโดย พิธทพร
    • A Game of Thrones 4.1 แปลไทยชื่อ กาดำสำราญเลือด 4.1 แปลโดย เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์
    • A Game of Thrones 4.2 แปลไทยชื่อ กาดำสำราญเลือด 4.2 แปลโดย เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์
    • A Game of Thrones 5.1 แปลไทยชื่อ มังกรร่อนระบำ 5.1 แปลโดย พิธทพร
    • A Game of Thrones 5.2 แปลไทยชื่อ มังกรร่อนระบำ 5.2 แปลโดย ขีดขิน จินดาอนันต์, พิธทพร
    • A Game of Thrones 5.3 แปลไทยชื่อ มังกรร่อนระบำ 5.3 แปลโดย ขีดขิน จินดาอนันต์
  • The Hunger Games มี 3 เล่ม ดังนี้
    • The Hunger Games แปลไทยในชื่อ เกมล่าชีวิต แปลโดย นรา สุภัคโรจน์
    • The Hunger Games 2 : Catching Fire แปลไทยในชื่อ เกมล่าชีวิต 2 : ปีกแห่งไฟ แปลโดย นาธาน
    • The Hunger Games 3 : Mocking Jay แปลไทยในชื่อ เกมล่าชีวิต 3 : ม็อกกิ้งเจย์ แปลโดย นรา สุภัคโรจน์

Source: goodereader.com , goodereader.com , amazon

อ่าน นิตยสารออนไลน์ฟรี กับ Magzter

อ่านไลฟ์สไตล์จากนิตยสารเล่มโปรด

ถ้าหากคุณกำลังนั่งชิว ๆ อยู่ในร้านกาแฟสักแห่งหนึ่ง แล้วเห็นใครสักคนกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่อย่างสบายอารมณ์ ก็คงเดาได้ว่าคน ๆ นั้นคงกำลังเสพข่าวสารหรือความบันเทิงอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ถ้าหากเกิดไปเห็นโต๊ะข้าง ๆ ที่คนนึงกำลังเพลิดเพลินกับนิตยสาร Billboard Magazine ในขณะที่เพื่อนที่นั่งด้วยกันกลับอ่าน NME Magazine อย่างขะมักเขม้น แม้ว่าจะไม่รู้ไม่เขากำลังอ่านอะไรอยู่ แต่ก็คงจะพอเดารสนิยมและไลฟ์สไตล์ของผู้ที่กำลังอ่านแมกกาซีนฉบับนั้นได้บ้าง ถ้าหากคุณเป็นเจ้าของร้านกาแฟดังกล่าวแล้วอยากจะเอาใจคนอ่าน Billboard Magazine ก็อาจจะเลือกเปิดเพลงของ Taylor Swift หรือ Maroon 5 แต่ถ้าเกิดจะเอาใจคนที่อ่านนิตยสาร NME แล้วก็อาจจะเดายากสักหน่อย เพราะแฟน ๆ นิตยสารฉบับนี้จะมีรสนิยมเฉพาะตัวและไม่ค่อยฟังเพลงตามชาวบ้านเขา แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ อย่าคิดไปเปิดเพลงป็อปตลาด ๆ หรือเพลงฮิตโคตร โคตรฮิตก็แล้วกัน เพราะว่ามันมีโอกาสที่จะ Miss มากกว่า Hit นั่นเอง

สถานการณ์ที่เขียนนี้พอจะบอกได้ว่า การจัดทำนิตยสารนั้นไม่ได้มุ่งแต่จะหาข่าวสารมานำเสนอแต่เพียงอย่างเดียว แต่นิตยสารคือสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผู้อ่านเลือกสิ่งที่ใกล้เคียงกับรสนิยมของตนเอง ทั้งนี้การคัดสรรเนื้อหาอย่างดีนั้นก็เพื่อแลกกับการที่ผู้อ่านยอมควักเงินซื้อนิตยสารมาอ่านในราคาที่ไม่ถูกสักเท่าไหร่นั่นเอง ในยุคที่สื่อดิจิตอลเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น การอ่านนิตยสารก็ไม่ได้จำกัดอยู่ที่หน้ากระดาษอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีแมกกาซีนออนไลน์ รวมไปถึง App อ่านนิตยสารซึ่งมีให้เลือกดาวน์โหลดกันได้ฟรีเกิดขึ้นมากมาย วันนี้ Thai Publisher จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับ App นิตยสารที่ชื่อว่า Magzter ซึ่งมีนิตยสารชั้นนำให้ได้อ่านกันหลากหลายฉบับ

Newsstand vs E-Book Store

เวลาซื้อดิจิตอลแมกกาซีนหรืออีบุ๊คจากร้านขายหนังสือออนไลน์นั้น เรามักจะได้ยินกับคำว่า E-Book Store Application กับ Newsstand Application มาคู่กันและบางครั้งก็อาจจะสับสนกันได้ ซึ่งถ้าจะให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ Newsstand นั้นเปรียบเหมือนแผงหนังสือที่อาจจะตั้งขายอยู่เดี่ยว ๆ ตามทางเท้าหรือบริเวณที่จัดให้ขายเป็นสัดส่วน หรืออาจจะเป็นแผงที่ยื่นออกมาจากร้านหนังสือทั่ว ๆ ก็ได้ หลัก ๆ ก็คือ Newsstand นั้นจะขายหนังสือพิมพ์และนิตยสารเป็นหลักและมีหนังสือเล่มบ้างเล็กน้อย ในขณะที่ E-Book Store หรือ Book Store นั้นจะขายเป็นหนังสือเล่มเป็นหลัก และก็มีที่ตั้งเป็นหลักแหล่งซึ่งมักจะอยู่ในย่านชุมชนหรือในห้างสรรพสินค้า และการตกแต่งร้านหนังสือก็สวยงามเป็นสัดส่วนมากกว่าแผงหนังสือทั่ว ๆ ไป

นิวส์สแตนด์ Newsstand

Newsstand (แผงขายหนังสือ) ส่วนมากจะวางขายหนังสือพิมพ์และนิตยสาร

เมื่อนิตยสารเล่มถูกแปลงร่างเป็นนิตยสารติจิตอล และหนังสือก็มีอีบุ๊คเป็นร่างสำรอง แผงหนังสือและร้านหนังสือทั่ว ๆ ไปตัวจริงเสียงจริง จึงมีตัวตนในโลกดิจิตอลในรูปแบบของ Newsstand และ E-Book Store ที่เราต่างคุ้นเคยกันนั่นเอง เมื่อพูดถึง Newsstand ที่มีการจัดการนิตยสารออนไลน์ได้สวยงามน่าใช้มาก ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้น Newsstand Application ของ Apple นั่นเอง ทางฝั่งอเมซอนซึ่งครองตลาดหนังสือออนไลน์ส่วนใหญ่ในอเมริกาเอง ก็มีส่วนของ Newsstand อยู่ด้วยเหมือนกัน โดยที่ผู้อ่านจะเลือกอ่านนิตยสารออนไลน์ผ่านทางฟีเจอร์ Newsstand ภายในแอพลิเคชั่น Amazon Kindle ซึ่งก็นับว่าเป็นการรวมคุณสมบัติของแผงหนังสือออนไลน์รวมเข้ากับร้านหนังสือออนไลน์ไปเลยในแอพตัวเดียว ส่วนทาง Google Play Newsstand Application ของทางกูเกิ้ลนั้น แม้จะมีชื่อว่าแผงหนังสือ แต่ถ้าหากดูที่ Content แล้วเหมือนจะเป็นการรวบรวมข่าวจากบล็อคและนิตยสารออนไลน์ ซึ่งไม่ใช่ฉบับที่จัดพิมพ์ ดังนั้น Google Play Newsstand จึงจะมีลักษณะเดียวกับ Flipboard Application คือเป็นเครื่องมือรวบรวมข่าวสาร (Content Curation Tools) มากกว่าจะเป็นแอพสำหรับอ่านนิตยสารดิจิตอลจริง ๆ

ApplicationNewsstandE-Book Store
iOS NewsstandNewsstand
Amazon KindleNewsstandE-Book Store
MagzterNewsstandE-Book Store
ZinioNewsstand
IssuuNewsstand
PressReader
(NewspaperDirect)
Newsstand
OokbeeNewsstandE-Book Store
MEBNewsstandE-Book Store

นอกจาก Newsstand หลัก ๆ ของ Apple และ Amazon แล้ว ยังมีผู้จัดจำหน่ายนิตยสารผ่าน Newsstand อื่น ๆ อีก อย่างเช่น Zionio ซึ่งเป็นรายแรก ๆ ที่ให้บริการอ่านนิตยสารออนไลน์ และมีปัจจุบันมีนิตยสารให้เลือกอ่านมากกว่า 5,000 ฉบับ แต่ยังไม่มีนิตยสารภาษาไทยในแอพนี้ให้ได้อ่านกัน ส่วน Magzter นั้นเป็นแอพอ่านนิตยสารน้องใหม่เพิ่งก่อนตั้งเมื่อปี 2011 โดยมีนิตยสารให้อ่านมากกว่า 4,000 ฉบับ ข้อดีของ Magzter ก็คือ มีนิตยสารภาษาไทยวางจำหน่ายด้วยแม้จะยังไม่มากนักก็ตาม และที่สำคัญคือ ขณะนี้ผู้อ่านสามารถอ่านนิตยสาร Premium ได้ฟรี ! แต่มีเวลาจำกัดนะจ๊ะ

Magzter Application: อ่าน นิตยสารออนไลน์ฟรี

บล็อคเกอร์ Michael Kozlowski แห่ง goodereader.com เป็นคนบอกข่าวดีว่า Magzter App ใจดีให้ผู้ใช้งานได้อ่านแมกกาซีนฟรี ๆ ในช่วงเทศกาล Thanksgiving นี้เท่านั้น โดยข้อเสนอดังกล่าวใช้ได้กับผู้อ่านระบบแอนดรอยด์เท่านั้น ทั้งนี้ที่หน้าดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นของ Magzter ได้กล่าวว่า ‘Celebrating Thanksgiving Month on Magzter – 30 Days of FREE access to all magazines!’ สรุปสั้น ๆ คือในช่วงนี้ผู้อ่านจะได้สิทธิอ่านฟรี 30 วัน ซึ่งบอกตามตรงว่า แอดมินก็ไม่ทราบว่าจะสิ้นสุดโปรโมชั่นลงเมื่อไหร่แน่ ดังนั้นถ้าใครอยากอ่านนิตยสารระดับพรีเมี่ยมอย่าง National Geographic, Esquire, Cosmopolitan, Elle, ESPN, Maxim, Fast Company, Forbes และอื่น ๆ อีกมากมายแล้ว ก็อย่ารอช้ารีบโหลดแอพอ่านนิตยสารฟรีตัวนี้อย่างไว เพราะนอกจากนิตยสารหัวนอกแล้ว นิตยสารไทยก็มีให้อ่านกันหลายเล่ม เช่น Forbes Thailand, Hello! Thailand,  VOGUE Thailand, madame FIGARO Thailand, Modern Mom, รักลูก,Thailand Tatler, Lisa Weekly, Stuff Thailand, FHM thailand, Maxim Thailand, Zoo Weekly Thailand, Attitude Thailand, Men’s Health Thailand, Woman’s Health Thailand เป็นต้น ซึ่งจากที่ได้ลองสำรวจดูแล้วก็อ่านได้เกือบหมดจะขาดไปก็เพียงบางฉบับเท่านั้น

นิตยสารดิจิตอล vs นิตยสารฉบับจัดพิมพ์ 

นิตยสารเป็นสื่อที่สะท้อนบุคลิกของผู้อ่านได้ทางหนึ่ง การเลือกอ่านนิตยสารแต่ละเล่มนั้นนอกจากเนื้อหาแล้ว การจัดหน้าปก นายแบบ นางแบบ รวมไปถึงการจัดหน้าที่สวยงาม กลิ่นของหนังสือและการได้สัมผัสหนังสือแต่ละหน้า ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้อ่านชื่นชอบนิตยสารเล่มนั้น ๆ เมื่อได้อ่านนิตยสารดิจิตอลผ่านทางแท็บเล็ตแทนที่หนังสือเล่มแล้ว โดยส่วนตัวคิดว่ายังเทียบกับนิตยสารเล่มไม่ได้เพราะเสน่ห์เฉพาะตัวในการสัมผัสกระดาษและดีไซน์จริง ๆ นั้นถูกตัดตอนทิ้งไปเกือบหมด ดังนั้นถ้าหากจะอ่านเพื่อความรื่นรมย์แล้วนิตยสารเล่มยังมีข้อดีที่ทำให้วางไม่ลงมากกว่า แต่ถ้าจะอ่านเพื่อเอาความสะดวกและเนื้อหาแล้ว การโหลด Magazine มาอ่านผ่านแอพ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะผู้อ่านก็ได้สาระเต็มที่เหมือนเดิม นอกจากนี้การสั่งซื้อนิตยสารออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อนิตยสารฉบับย้อนหลังก็ทำได้รวดเร็วสะดวกกว่ากันมากด้วย

Magzter Review

Magzter เริ่มต้นจากการเป็น Newsstand สำหรับอ่านนิตยสารเป็นหลัก แต่ผู้พัฒนาก็เริ่มมีอีบุ๊คเข้ามาจำหน่ายบ้างแล้ว ตัวฟีเจอร์ของ Magzter จึงอาจมีลักษณะของผสมกันระหว่าง Newsstand กับ E-Book Store แต่สำหรับบทความนี้เราจะรีวิวกันในแง่ที่เป็น App นิตยสาร สำหรับใครที่ยังไม่เคยใช้ก็สามารถลงทะเบียนผ่านตัวแอพได้เลยหรือจะลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ magzter.com ก็ได้ แต่สำหรับการอ่านนิตยสารฟรีนั้นจะอ่านฟรีได้ผ่านทาง Magzter Android App เท่านั้น ข้อที่ประทับใจอย่างนึงสำหรับแอพนี้ก็คือเมื่อลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้ฟรี ทางเว็บก็ไม่ได้ขอข้อมูลบัตรเครดิตเอาไว้เป็นตัวประกันแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นจึงสบายใจได้ แล้วจากนั้นก็เริ่มมองหานิตยสารที่สนใจแล้วก็ดาวน์โหลดนิตยสารมาอ่านกันฟรี ๆ ได้เลย

อ่านนิตยสารออนไลน์ ด้วย Magzter

เมื่อลงทะเบียนแล้วก็เข้าใช้งานได้ โดยเลือกที่ Magazine เพื่ออ่านนิตยสารที่ต้องการ

เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเลือกอ่านนิตยสารที่ต้องการได้ แต่ Store ของแต่ละประเทศจะแสดงนิตยสารแต่ละเล่มแตกต่างกันไป ถ้าผู้อ่านต้องการอ่านนิตยสารจากประเทศไหนก็ให้เลือกจากการตั้งค่าได้เลย โดยการตั้งค่าประเทศต่าง ๆ จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามที่ผู้ใช้ต้องการ ที่หน้าร้านจะแบ่งฟีเจอร์เป็น International Featured, Featured, Top Paid, New Arrivals และ Top Free

นิตยสารออนไลน์ฟรี

นอกจากนี้ยังสามารถค้นหานิตยสารจากฟีเจอร์ Categories เพื่อค้นหานิตยสารตามหมวดหมู่ต่าง ๆ หรืออาจจะใช้วิธี Search หาชื่อนิตยสารเลยก็ได้

นิตยสารออนไลน์

เมื่อเจอนิตยสารที่หมายตาไว้แล้วก็กดอ่านได้เลย หลังจากนั้นตัวแอพก็จะดาวน์โหลดนิตยสารมาให้อ่านได้ ทั้งนี้ไม่ต้องรอให้โหลดหมดทั้งเล่ม ในระหว่างที่ดาวน์โหลดนั้นก็อ่านบทความ ดูรูปภาพที่โหลดมาเรียบร้อยแล้วไปได้เพลิน ๆ

นิตยสารออนไลน์ National Geographic

นิตยสารที่วางจำหน่ายส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์ PDF ดังนั้นผู้อ่านจึงต้องใช้วิธีซูมเข้าซูมออกเพื่ออ่านคอลัมน์ที่ต้องการ นอกจากอ่านเฉย ๆ แล้ว ผู้อ่านยังสามารถ Bookmark หน้าที่ต้องการได้ด้วย หรือถ้าอยากจะเขียน Comment ก็ทำได้อีกด้วย  อย่างไรก็ตาม Magzter มีฟีเจอร์ให้สำนักพิมพ์สามารถวางนิตยสารแบบ Interactive Magazine ได้ ซึ่งอินเตอร์แอคทีฟแมกกาซีนจะมีรูปแบบที่เหมาะกับการอ่านผ่านทางแท็บแล็ตมากกว่า แต่ยังมีสำนักพิมพ์ที่ทำนิตยสารในฟอร์แมทดังกล่าวน้อยอยู่ หนึ่งในนั้นคือ นิตยสาร Forbes India สำหรับในตัวอย่างด้านล่างเป็นนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค ซึ่งเป็นไฟล์ PDF

นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค

ผู้อ่านสามารถเขียนคอมเม้นต์ได้

เมื่อเทียบความสวยงามของนิตยสารดิจิตอลที่เป็นไฟล์ PDF จากแอพ Magzter กับนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ที่เป็น Interactive Magazine ใน Newsstand ของ iOS แล้วจะเห็นว่า Newsstand ของ iOS สวยงามกว่ามาก เพราะการจัดหน้านั้นผลิตขึ้นสำหรับอ่านบนแท็บเล็ตโดยเฉพาะ การจัดวางพื้นที่จึงลงตัวกว่า และยังมีข้อได้เปรียบตรงที่ใส่ลูกเล่นในเชิงกราฟฟิค คลิปวีดีโอหรือมัลติมีเดียอื่น ๆ เพิ่มได้ ในขณะที่ Magzter นั้นเป็นการจับเอาไฟล์หนังสือฉบับพิมพ์มาแปลงเพื่ออ่านด้วยแท็บเล็ตเฉย ๆ

เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค iPad

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิคใน Newsstand ของ iPad แสดงภาพสวยงามกว่า Magzter ที่เป็นไฟล์ PDF

Fast Fact:

  • Magzter คือ แอพลิเคชั่นสำหรับอ่านนิตยสารออนไลน์ (Newsstand) ที่ใช้ระบบคลาวด์ของอเมซอน ก่อตั้งโดยนักธุรกิจชาวอินเดีย Girish Ramdas และ Vijay Radhakrishnan ในปี 2011 บริษัทมีสำนักงานในนิวยอร์ค ลอนดอน และสิงคโปร์ โดยมีทีมเอนจิเนียร์ในอินเดีย ปัจจุบันมีผู้ใช้งานทั่วโลกราว 22 ล้านคน มีนิตยสารวางขายและนิตยสารฟรีวางแผงราว 4,000 หัว
  • สำนักพิมพ์สามารถวางจำหน่ายหนังสือผ่านทาง Magzter ได้ฟรี และรายได้จากการขายนิตยสารจะแบ่งให้สำนักพิมพ์และ Magzter เป็นอัตรา 50/50
  • นอกจาก Magzter แล้ว ผู้นำด้านการจำหน่ายนิตยสารออนไลน์ผ่านทาง Newsstand Application ก็คือ Zinio Application
  • สำหรับคนที่ชอบอ่าน นิตยสารออนไลน์ฟรี อาจจะชอบใจ Issuu Application ซึ่งเป็นแอพลิเคชั่นสำหรับอ่านนิตยสารฟรีโดยเฉพาะ Issuu เหมาะจะเป็นช่องทางให้เผยแพร่นิตยสารองค์กรและนิตยสารแจกฟรีเป็นต้น ปัจจุบันมีนิตยสารไทยแจกฟรีหลายฉบับที่วางแผงบน Issue อย่างเช่น aday Bulletin, BK Magazine และนิตยสารเครือ GM multimedia เป็นต้น
  • PressReader เป็น Newsstand Application ที่วางขายนิตยสารดิจิตอลและหนังสือพิมพ์ดิจิตอล ปัจจุบันมีหนังสือพิมพ์ดิจิตอลวางจำหน่ายกว่า 1,000 หัว จากกว่า 80 ประเทศ หนังสือพิมพ์ไทยบางฉบับก็วางจำหน่ายหนังสือพิมพ์ฉบับ E-Paper ผ่านแอพนี้ด้วย (อ่านเพิ่มเติม: App อ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์)

ดาวน์โหลดแอพอ่าน Magazine ฟรี:

  • ดาวน์โหลด Magzter จาก Google Play Store
  • ดาวน์โหลด Magzter จาก App Store
  • ดาวน์โหลด Zinio จาก Google Play Store
  • ดาวน์โหลด Zinio จาก App Store
  • ดาวน์โหลด Issuu จาก Google Play Store
  • ดาวน์โหลด Issuu จาก App Store
  • ดาวน์โหลด PressReader จาก Google Play Store
  • ดาวน์โหลด PressReader จาก App Store

Source: pando.com
Photo: Frank Hemme

App อ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์

อินเตอร์เนตกับการอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์

เมื่อพูดถึงการอ่านอีบุ๊คในประเทศไทยก็อาจพูดได้ว่ายังเป็นที่นิยมกันในกลุ่มที่ค่อนข้างจำกัด และหากมองในภาพรวมแล้ว ตลาดอีบุ๊คยังมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหนังสือโดยรวม (อ่านเพิ่มเติม: ตลาดอีบุ๊ค กับแนวโน้มที่โตขึ้นทุกวัน) แต่ถ้าพูดถึงการอ่านข่าวออนไลน์แล้วล่ะก็ อาจจะกล่าวได้ว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับการ อ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ มานานพอดูและอาจจะนานพอ ๆ กับช่วงเวลาที่อินเตอร์เนตเริ่มเป็นที่รู้จักกันเลยก็ว่าได้ โดยอ้างจาก wikipedia นั้นบอกว่าประเทศไทยเริ่มมีการให้บริการอินเตอร์เนตตั้งแต่ปี 1995 (2538) หลังจากนั้นอีก 3 ปี เราก็ได้เห็นเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ชื่อดังอย่างไทยรัฐ มีเว็บข่าว thairath.co.th ในปี 1998 และหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เอง ก็มีเว็บ dailynews.co.th ในปีเดียวกันด้วย รวมไปถึงหนังสือพิมพ์อื่น ๆ ต่างก็ได้จัดตั้งเว็บไซต์ข่าวอย่างเป็นทางการของตัวเองในเวลาใกล้เคียงกัน ภาพจำเดิม ๆ ที่ทุกเช้า หลายคนต้องเปิดหนังสือพิมพ์อ่านไปทานอาหารไป ก็เปลี่ยนไปเป็นการเปิดเว็บไซต์เพื่ออ่านข่าวสารแทน และปัจจุบันการบริโภคข่าวสารไม่ได้จำกัดอยู่ที่เว็บไซต์เพียงอย่างเดียว การอ่านข่าวหนังสือพิมพ์จาก Application ข่าวนั้นเริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้นแล้ว ในบทความนี้เราจะไปดูกันว่า App อ่านหนังสือพิมพ์ ที่มีอยู่นั้น มีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจต่างไปจากการอ่านข่าวจากเว็บไซต์ธรรมดา ๆ อย่างไรบ้าง

App อ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ?

เราอาจแบ่งแอพอ่านหนังสือพิมพ์เอาเองได้ง่าย ๆ ก็คือ แอพอ่านหนังสือพิมพ์ฟรีที่ผลิตโดยนักพัฒนาอิสระและแอพที่ผลิตโดยหนังสือพิมพ์เอง ข้อดีของแอพที่ผลิตโดยนักพัฒนาอิสระ ก็คือ มักจะรวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ผู้อ่านจึงสามารถเปิดอ่านข่าวได้จากแอพเดียว แต่ข้อด้อยก็คือคุณภาพค่อนข้างต่างกันมากสำหรับแอพแต่ละตัว โดยส่วนมากแอพเหล่านี้จะใช้วิธีดูดข่าวจากหน้าเว็บไซต์หลักให้เข้ามาอ่านในตัวแอพได้  หน้าตาแอพจึงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่เพราะการจัดหน้าสำหรับการอ่านก็แตกต่างกันไปในแต่ละสำนักข่าว และยังมีโฆษณาทึ่ค่อนข้างรกอีกด้วย สำหรับบางแอพก็มีแบบเสียเงินซื้อสำหรับผู้อ่านที่รำคาญโฆษณาอีกด้วย นอกจากความสะดวกสบายที่ว่ามาแล้ว ประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ทำให้แอพอ่านหนังสือพิมพ์เหล่านี้ต้องถูกปลดจาก App Store ไปอยู่เสมออีกด้วย และเคยมีกรณีที่หนังสือพิมพ์ไทยเคยรวมตัวกันเพื่อฟ้อง Apple ให้ปลด แอพอ่านหนังสือพิมพ์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์มาแล้วด้วย (อ้างอิง: สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ฟ้องแอปเปิล ฐานปล่อยแอปข่าวผิดลิขสิทธิ์ลอยนวล) ทั้งนี้ผู้อ่านที่สนใจแอพในกลุ่มนี้ สามารถค้นหาใน App Store และ Play Store แล้วก็จะพบกับแอพอ่านข่าวหนังสือพิมพ์กลุ่มนี้อยู่ไม่น้อย

App ที่ผลิตโดยหนังสือพิมพ์เอง

นอกจากนักพัฒนาแอพอิสระแล้ว หนังสือพิมพ์หลายแห่งก็ผลิตแอพสำหรับอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์อย่างเป็นทางการออกมาให้ผู้อ่านได้โหลดไปใช้เช่นกัน ข้อดีของแอพกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ต้องกลัวว่าแอพจะหายไปเพราะโดนสอยจากประเด็นลิขสิทธิ์ และโฆษณาภายในตัวแอพก็ไม่ถึงขั้นรกตามากนัก และบางแอพก็ไม่มีโฆษณาเลยด้วยซ้ำ ข้อด้อยที่พอมองเห็นก็คือยังมีแอพอย่างเป็นทางการจากหนังสือพิมพ์เองค่อนข้างน้อย และแม้ว่าแอพบางตัวจะมีฟีเจอร์การใช้งานที่ดีก็ตาม แต่ผู้อ่านก็อาจจะไม่ใช้แอพเหล่านั้นก็ได้เนื่องจากเป็นแฟนหนังสือพิมพ์เล่มอื่น ๆ มากกว่า เป็นต้น ในบทความนี้แอดมินจะรีวิวแอพบางตัวที่หาอ่านได้ในปัจจุบันค่ะ

ไทยรัฐ Application

แอพอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จะมีฟีเจอร์หลัก ๆ คือ ข่าว, คอลัมน์, คลังภาพ, Special, Daily ในส่วนของคอลัมน์นั้นผู้อ่านสามารถเลือกจัดเก็บคอลัมน์ที่อ่านได้เองตามความชอบใจซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ดูเข้าท่าดี เพียงแต่ว่าบางทีก็คอลัมน์ที่จัดเก็บไว้ก็ถูกลบหายไปเฉย ๆ ในแง่การใช้งานจริงจึงยังไม่ค่อยดีเท่าที่ควร และฟีเจอร์ดังกล่าวในระบบแอนดรอยด์ก็ยังไม่สามารถลบคอลัมน์ที่เราไม่ต้องการแล้วออกไปได้ด้วย (จากที่ลองใช้งานล่าสุด) นอกจากนี้เวลาใช้งานไปสักพักจะพบว่าแอพดังกล่าวจะเด้งและปิดตัวเองค่อนข้างบ่อย ซึ่งเป็นเหมือนกันทั้งระบบ Android และ iOS

App Thairath

ผู้อ่านเลือกจัดเก็บเฉพาะคอลัมน์ที่สนใจ

ในส่วนของฟีเจอร์ข่าวซึ่งเป็นฟีเจอร์หลักนั้นก็ยังมีข่าวมาให้เลือกอ่านไม่ครบหมวด คือนำมาแสดงแค่เพียงบางหมวดได้แก่ หมวดข่าวการเมือง, กีฬา, บันเทิง, ไลฟ์สไตล์, เทคโนโลยี, เศรษฐกิจ, กระแสโลก และข่าวรอบวัน ซึ่งหากเทียบกับข่าวจากหน้าเว็บไซต์แล้วยังขาดข่าวและฟีเจอร์อื่น ๆ ไปค่อนข้างมาก เช่น ข่าวสังคม, ข่าวต่างประเทศ, ฟีเจอร์รายงานข่าวล่าสุด, การ์ตูนการเมือง และ Special Scoop เป็นต้น

ไทยรัฐ application

ฟีเจอร์หมวดข่าว ใน App ไทยรัฐ

ดาวน์โหลด แอพอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เดลินิวส์ Application

การใช้งานแอพเดลินิวส์ค่อนข้างง่าย เมื่อลองใช้ไปสัก 2-3 นาทีผู้ใช้ก็จะเข้าใจฟีเจอร์ต่าง ๆ ได้ไม่ยาก ตัวแอพโหลดข่าวได้เร็วและการจัดหน้าก็ทำให้เลื่อนดูข่าวได้รวดเร็วแม้จะไม่สวยเว่อร์แต่ก็ดูดีทีเดียว เมื่อเทียบการแสดงผลจากหน้าเว็บข่าวหลักอย่าง dailynews.co.th กับตัวแอพลิเคชั่นแล้วจะเห็นว่ามีการจัดหน้าที่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ เว็บหลักจะแสดงหน้าแรกซึ่งประกอบด้วย ข่าวล่าสุดและจัดคอลัมน์ต่าง ๆ ออกเป็นสัดส่วนเพื่อให้คนเลือกอ่าน ในขณะที่ตัวแอพนั้น จะแสดงข่าวล่าสุดเป็นฟีเจอร์แรกแทน

 เดลินิวส์ App vs เว็บไซต์

(ซ้าย) ข่าวจากหน้าเว็บ และข่าวในตัวแอพ (ขวา) แสดงข่าวเดียวกัน

แต่เมื่อมองไปที่ฟีเจอร์ข่าวประเภทต่าง ๆ แล้ว จะเห็นว่าการแสดงผลข่าวนั้นเหมือนกันทั้งในเว็บไซต์และในตัวแอพเอง ดังนั้นการอ่านข่าวประเภทต่าง ๆ ผ่านแอพเดลินิวส์ก็ทำได้รวดเร็วไม่ต่างจากการอ่านผ่านเว็บไซต์เลยทีเดียว เพราะมีหมวดหมู่ข่าวให้เลือกอ่านกันครบไม่ว่าจะเป็น ข่าวพระราชสำนัก, การเมือง, อาชญากรรม, ข่าวทั่วไทย, ต่างประเทศ, กีฬา, ไอที, บันเทิง, เศรษฐกิจ, สังคม-สตรี, การศึกษา และ เกษตร เป็นต้น ส่วนที่ขาดไปจากเว็บหลักก็ได้แก่ ฟีเจอร์บทความ, ฟีเจอร์ที่เป็นวีดีโอ รวมถึงฟีเจอร์เสริม อย่างเช่น ดูดวงตามวันเกิด, ผลสลากกินแบ่ง, พยากรณ์อากาศ, ผลฟุตบอล, อัตราการแลกเปลี่ยน, ราคาทองคำ และราคาน้ำมัน เป็นต้น

ดาวน์โหลด แอพอ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

แอพอ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

แอพเดลินิวส์ มีข่าวให้อ่านครบทุกหมวดหมู่ จะขาดก็เพียงแค่ ฟีเจอร์บทความ, ฟีเจอร์ที่เป็นวีดีโอ รวมถึงฟีเจอร์เสริมอื่น ๆ

ก่อนหน้านี้เดลินิวส์เคยมีแอพลิเคชั่น Daily News Flash โดยที่ให้ผู้อ่านใช้มือถือไปถ่ายที่รูปภาพจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ผู้อ่านก็จะได้ชมวีดีโอของข่าวนั้น ๆ ด้วย ปัจจุบันไม่แน่ใจว่ายกเลิกไปหรือยัง เนื่องจากทดลองใช้ดูแล้วก็ไม่สามารถดูวีดีโอได้

ดูวีดีโอ DailyNewsFlash ได้ที่: http://youtu.be/Qp_yiYQbI64

Nation News Application

Nation News Application เป็นแอพอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ในเครือเนชั่น โดยผู้ใช้สามารถอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก, กรุงเทพธุรกิจ, The Nation และยังเข้าไปอ่านบล็อคข่าว OK Nation ได้อีกด้วย การใช้งานแอพดังกล่าวก็ค่อนข้างง่าย แต่เมื่อลองเปรียบเทียบเนื้อหาจากเว็บข่าวออนไลน์ komchadluek.net กับตัวข่าวในแอพลิเคชั่นแล้ว ก็จะเห็นว่าข่าวที่มีให้อ่านในแอพลิเคชั่นนั้นค่อนข้างน้อยมาก ตัวเว็บไซต์นั้นมีหมวดหมู่ข่าวให้อ่านหลายหมวด ได้แก่ การเมือง, กีฬา, บันเทิง, อาชญากรรม, ไลฟ์สไตล์, เศรษฐกิจ, ต่างประเทศ, การศึกษา, ศาสนา-พระเครื่อง ช้อปปิ้ง และอื่น ๆ แต่ในแอพลิเคชั่นกลับมีให้อ่านข่าวเพียงไม่กี่ประเภท โดยแบ่งเป็น ข่าวร้อน, อาชญากรรม, บันเทิง, การเมือง และกีฬา นอกจากนี้ผู้อ่านยังไม่สามารถเลือกอ่านคอลัมน์ย่อย ๆ ได้เลย อย่างเช่น เมื่อลองเปิดอ่านข่าวกีฬา ก็จะเป็นข่าวกีฬาทั่วไป แต่ไม่สามารถอ่านคอลัมน์ย่อยอย่าง กีฬาในประเทศ, กีฬาต่างประเทศ, คอลัมน์เด็ด หรือ คลิปข่าวกีฬา ก็เปิดดูไม่ได้ด้วยเช่นกัน เมื่อลองเปรียบเทียบกับแอพอ่านข่าวที่ผู้ผลิตอิสระใช้วิธีดึงข่าวจากหน้าเว็บให้ใช้อ่านในแอพได้แล้ว แอพรวมข่าวจากหลาย ๆ หนังสือพิมพ์กลับแสดงผลได้ดีกว่ามาก ดังนั้นผู้อ่านที่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์ น่าจะเลือกใช้แอพอิสระมากกว่าแอพอย่างเป็นทางการก็ได้

คมชัดลึก Application

(ซ้าย) จากหน้าเว็บไซต์มีข่าวย่อยสำหรับแต่ละประเภท แต่ตัวแอพ (ขวา) จะไม่แสดงข่าวทั้งหมด

สำหรับหนังสือพิมพ์ The Nation และ กรุงเทพธุรกิจ ก็แสดงผลคล้าย ๆ กันคือ หมวดหมู่ข่าวหลัก ๆ จากหน้าเว็บข่าวไม่ค่อยมีให้อ่านมากนัก ถ้าหากว่าผู้อ่านจำเป็นต้องติดตามข่าวจากหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับจริง ๆ อาจจะต้องดาวน์โหลดแอพตัวอื่นเพิ่มอย่างเช่นแอพ The Nation (Thailand) เป็นต้น นอกจากนี้อาจจะใช้วิธีติดตามจากทางทวิตเตอร์เพิ่มก็ได้ เพราะการ Feed ข่าวดูจะรวดเร็วกว่าตัวแอพลิเคชั่นอยู่มาก

ดาวน์โหลด แอพอ่านหนังสือพิมพ์ในเครือเนชั่น

ASTVManager Application

เว็บไซต์ข่าว manager.co.th เป็นเว็บข่าวที่มีผู้อ่านเข้าชมมากที่สุด (อ้างจากสถิติ: Alexa: Top Sites in Thailand) เว็บผู้จัดการมีเนื้อข่าวมากและอัพเดทรวดเร็ว เมื่อต้องจัดการข้อมูลจำนวนมากให้อยู่ในรูปแบบของแอพลิเคชั่นในชื่อของ ASTVManager App แล้ว ผลที่ได้ก็คือ สำหรับเวอร์ชั่นแอนดรอยด์ ตัวแอพจะมีฟีเจอร์แสดงข่าวหน้าแรก ข่าวล่าสุด, ข่าวยอดนิยม และข่าวน่าสนใจ โดยจำนวนข่าวที่แสดงนั้นก็จะไม่ใช่ทั้งหมดในเว็บ แต่จะเป็นข่าวใหม่ ๆ ที่ถูกเลือกมาให้ได้อ่าน

แอพอ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

ถ้าหากต้องการอ่านข่าวในหมวดหมู่ต่าง ๆ ก็ให้กดเลือกที่ ‘ข่าวอื่น ๆ’ จากนั้นตัวแอพจะแสดงข่าวแต่ละประเภทให้ได้อ่านอย่างครอบคลุมทุกหัวข้อ แบบเดียวกับในเว็บข่าวหลัก แต่ทั้งนี้ก็จะแสดงข่าวล่าสุดจำนวนหนึ่งที่ถูกเลือกมา โดยไม่ได้แสดงข่าวทั้งหมดในเว็บไซต์แต่อย่างใด นอกจากการอ่านข่าวที่เป็นตัวหนังสือแล้ว แอพ ASTVManager ยังมีส่วนของ Mutilmedia ให้เลือกชมได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ภาพ, ทีวี, วิทยุ และวีดีโอ แต่การโหลดข้อมูลนั้นใช้เวลานานเอามาก ๆ จึงไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะแสดงมัลติมีเดียได้ดีแค่ไหน

App อ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์

นอกจากข่าวแล้ว ยังมีมัลติมีเดียให้เลือกชมได้ด้วย

ส่วนแอพ ASTVManger สำหรับผู้ใช้ iOS นั้น ที่มองเห็นได้ชัด ๆ ก็คือหน้าตาแอพสวยกว่ามากและการใช้งานก็ดูแล้วง่ายดี การเลื่อนดูหมวดข่าวต่าง ๆ ก็ทำได้ง่าย แต่ติดอยู่ที่ว่าแอพค้างแอพเด้งบ่อยมาก ในแง่การใช้งานจริงจึงถือว่าทำได้ไม่ดีนัก

ASTVManager Application iOS

ดาวน์โหลด แอพอ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

Post Today Application

โพสทูเดย์ เป็นหนังสือพิมพ์อีกฉบับที่ผลิตแอพอ่านข่าวมาให้ผู้ติดตามข่าวสารได้ดาวน์โหลดกัน การออกแบบและหน้าตาแอพนั้นสวยงามน่าใช้ การโหลดข่าวนั้นก็ทำได้ดีพอสมควร แต่เวลาเปลี่ยนหมวดหมู่ข่าวไปอ่านข่าวอื่น ๆ นั้นค่อนข้างช้ามาก ๆ นอกจากนี้ถ้าหากเทียบเนื้อหาข่าวจากในแอพลิเคชั่นกับเนื้อหาข่าวในเว็บข่าวหลักแล้วจะเห็นว่า มีหัวข้อข่าวและคอลัมน์หลัก ๆ ที่ถูกตัดออกไปเยอะมาก ดังนั้นผู้อ่านที่ต้องการอัพเดทข่าวสารจริง ๆ จัง ๆ จากโพสต์ทูเดย์อาจจะเลือกอ่านจากแอพรวมข่าวแทน หรืออ่านข่าวจากเบราเซอร์แทนก็อาจเป็นได้

โพสต์ทูเดย์ Application

ดาวน์โหลด แอพอ่านหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Bangkok Post Application

บางกอกโพสต์ เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในเครือเดียวกันกับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ในด้านหน้าตาและการออกแบบแอพอ่านข่าวจึงคล้าย ๆ กัน แต่ว่าเมื่อเทียบเนื้อหาข่าวจากในตัวแอพกับทางเว็บข่าว bangkokpost.com แล้ว ก็พบว่ามีหัวข้อข่าวหลัก ๆ ให้อ่านได้กันเยอะทีเดียวแม้จะไม่ครบหมดก็ตาม โดยมีหมวดข่าว ฺBusiness, Opinion, Tech&gadget, Learning, Lifestyle, Travel, Auto, Property, Sposts, International นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ Multimedia คือ รูปและวีดีโอให้ได้ชมด้วย จากที่ได้ลองโหลดวีดีโดข่าวมาดูก็ทำได้รวดเร็วดี นอกจากนี้ ในหัวข้อข่าวแต่ละประเภทก็ยังมีฟีเจอร์ให้เลือกอ่าน โดยสามารถเลือกได้ว่าจะอ่านแบบไหน คือ Recent, Most Viewed, Most Comments, Most Shared

Bangkok Post Application

นอกจากข่าวแล้ว ยังมีรูปและวีดีโอข่าวให้โหลดมาดูด้วย

ดาวน์โหลด แอพอ่านหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

E-Paper อ่านหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับในรูปแบบดิจิตอล

แอพอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ที่ได้รีวิวมาแล้วนั้นเป็นการอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับออนไลน์ ซึ่งเนื้อหาข่าวและคอลัมน์ต่าง ๆ จะมีบางส่วนที่แตกต่างไปจากหนังสือพิมพ์ฉบับจริงที่พิมพ์ขายเพื่อวางจำหน่ายตามแผงหนังสือ สำหรับคนที่ต้องการอ่านคอลัมน์ข่าวที่จัดเป็น Premium Content จริง ๆ หรือต้องการอ่านข่าวย้อนหลัง จึงจำเป็นต้องอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับจริงอยู่นั่นเอง เมื่อสื่อดิจิตอลมีความก้าวหน้ามากขึ้นทุกวัน ปัจจุบันจึงมีหนังสือหลายฉบับที่เริ่มหันมาจำหน่ายหนังสือพิมพ์ฉบับจริงในรูปแบบดิจิตอล โดยเรียกชื่อว่า E-Paper สำหรับการอ่านหนังสือพิมพ์ในรูปแบบนี้ก็จะเสียค่าสมาชิกแบบรายเดือนหรือรายปี (Subscription) คล้าย ๆ กับการรับหนังสือพิมพ์ให้มาส่งประจำที่บ้านนั่นเอง สำหรับหนังสือพิมพ์ไทยในปัจจุบันที่หันมาทำหนังสือพิมพ์ฉบับ E-Paper นั้น เท่าที่ทราบก็คือ The Nation, Bangkok Post, โพสต์ทูเดย์, เดลินิวส์ และคมชัดลึก (อ้างอิงจาก: pressdisplay.com , เลือกที่ Titles by Country > Thailand ) โดยที่หนังสือพิมพ์เหล่านี้ได้ใช้แอพลิเคชั่นของ NewspaperDirect ซึ่งเป็นบริการจัดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ดิจิตอลให้กับหนังสือพิมพ์นับพันฉบับทั่วโลก แม้ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่แอพลิเคชั่นดังกล่าวก็มีโควต้าให้ผู้อ่านโหลดหนังสือพิมพ์ฉบับอิเล็คทรอนิกส์ไปทดลองอ่านได้ฟรี ๆ ด้วยเหมือนกัน โดยบางเล่มอาจให้อ่านฟรี 1-3 ฉบับ แต่หนังสือพิมพ์บางหัวก็ใจดีให้อ่านได้ฟรีถึง 7 ฉบับ ถ้าใครสนใจก็ดาวน์โหลดหนังสือพิมพ์ดิจิตอลเหล่านี้ได้ที่

ดาวน์โหลด E-Paper Application

E-Paper Review

เนื่องจากหนังสือพิมพ์ The Nation, Bangkok Post และ โพสต์ทูเดย์ ใช้ระบบแอพลิเคชั่น NewspaperDirect (PressReader) เหมือนกัน ดังนั้นฟีเจอร์การใช้งานจึงค่อนข้างคล้ายกัน ดังนั้นการรีวิวหนังสือพิมพ์แบบ E-Paper ในที่นี้จึงเลือกรีวิวจากการอ่านหนังสือพิมพ์ The Nation

The Nation (Thailand) E-Paper: เวลาจะอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับดิจิตอลผู้อ่านก็ต้องดาวน์โหลดหนังสือพิมพ์ทั้งเล่มเสียก่อน ซึ่งตรงนี้อาจจะนับว่าเป็นข้อด้อยก็ได้เหมือนกัน เพราะไฟล์หนังสืออิเล็คทรอนิกส์จะมีขนาดเล็กและส่วนมากจะไม่เกิน 1 MB ในกรณีที่ไม่มีรูปภาพและเป็นไฟล์ ePub แต่ไฟล์หนังสือพิมพ์ดิจิตอลแต่ละฉบับในแอพนี้ไม่ใช่ ePub จึงมีขนาดใหญ่พอสมควร อย่างเช่น หนังสือพิมพ์สำหรับรีวิวนี้มีจำนวน 20 หน้า มีขนาดไฟล์ราว ๆ 20 MB และถ้าหนังสือพิมพ์ที่มีจำนวนหน้ามากกว่านี้ ก็จะมีขนาดไฟล์โดยทั่วไปราว ๆ 30-60 MB

หนังสือพิมพ์ดิจิตอล E-Paper

การจัดหน้าหนังสือพิมพ์ดิจิตอลจะเหมือนกับหนังสือพิมพ์ฉบับจริง และมีฟีเจอร์ Panel View เพื่อเลื่อนดูหน้าหนังสือพิมพ์คล้าย ๆ กับการพลิกดูหนังสือทีละหน้า

จะเห็นว่าเราสามารถอ่านข่าวที่มีการจัดหน้าแบบเดียวกับฉบับจัดพิมพ์ได้ แต่อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่เพราะหน้าจอแท็บเล็ตนั้นยังเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ ดังนั้นเพื่อให้การอ่านข่าวผ่านแท็บเล็ตทำได้สะดวกขึ้น ให้สังเกตที่ตรงพาดหัวข่าว (Headline) จะมีไฮไลท์เพื่อให้กดเข้าไปอ่านข่าวอีกที

The Nation Thailand E-Paper

เมื่อกดเข้าไปอ่านที่ตัวข่าวอีกครั้ง จะเห็นว่าข่าวดังกล่าวถูกจัดหน้าใหม่ให้อ่านได้สบายตามากกว่าโดยที่ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ขึ้นและผู้อ่านก็สามารถปรับขนาดตัวหนังสือเองได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Text-to-Speech ที่ให้แอพอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ให้เราฟังก็ได้อีกด้วย เพียงแค่กดไปที่สัญลักษณ์ลำโพงด้านล่างขวา อย่างไรก็ตามฟีเจอร์อ่านให้ฟังนี้น่าจะยังไม่รองรับภาษาไทย เพราะได้ทดลองเปิดอ่านหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์แบบ E-Paper ก็ไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้

อ่านหนังสือพิมพ์โดยใช้แท็บเล็ต

 

วีดีโอแสดงการใช้งาน: App อ่านหนังสือพิมพ์ดิจิตอล http://youtu.be/j1I4wwsYuMw

App อ่านหนังสือพิมพ์ดิจิตอลแบบไทย ๆ

หนังสือพิมพ์ไทยในรูปแบบดิจิตอล นอกจากจะมีให้อ่านผ่านแอพของ NewspaperDirect แล้ว หนังสือพิมพ์เล่มอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะวางขายกันผ่านแอพอ่านอีบุ๊คยอดนิยมอย่าง Meb Mobile E-Book ซึ่งมีหนังสือพิมพ์วางจำหน่ายอยู่หลายฉบับ ได้แก่ Bangkok Post, ประชาชาติธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์, กรุงเทพธุรกิจ และคมชัดลึก โดยผู้อ่านสามารถซื้อได้เฉพาะฉบับที่ต้องการหรือจะซื้อแบบเสียค่าสมาชิกรายเดือน/รายปีก็ได้

สำหรับคนที่อ่านหนังสือพิมพ์เป็นประจำทุกวัน หรืออ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับแล้ว น่าจะชอบใจแอพ Ookbee มากกว่า เนื่องจากมีหนังสือพิมพ์ให้เลือกอ่านมากที่สุดในปัจจุบัน แต่อุ๊คบีจะไม่ขายหนังสือพิมพ์แค่ฉบับเดียวแต่ใช้วิธีขายเป็นแพ็คเก็จ เช่น ต้องซื้ออย่างน้อย 7 ฉบับหรือไม่ก็สมัครสมาชิกรายเดือนหรือรายปี ซึ่งถ้าหากใครต้องอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารเป็นประจำก็อาจะเลือกสมัครสมาชิกแบบบุฟเฟ่ต์ซึ่งดูจะคุ้มค่ากว่ามาก สำหรับในบทความนี้จะรีวิวหนังสือพิมพ์ดิจิตอลจากแอพลิเคชั่น Meb เนื่องจากต้องการซื้อแค่ฉบับเดียวเพื่อใช้ประกอบการรีวิว

แอพอ่านหนังสือพิมพ์ Ookbee

Ookbee มีหนังสือพิมพ์ให้อ่านมากที่สุด แต่ต้องซื้อเป็นแพ็คเก็จ

App อ่านหนังสือพิมพ์ MEB: เมื่อเทียบการอ่านหนังสือพิมพ์ดิจิตอลจาก NewspaperDirect กับแอพอ่านหนังสือของไทยแล้ว จะเห็นว่าแอพไทยยังมีฟีเจอร์ที่ด้อยกว่าอยู่หลายจุด อย่างแรกที่ควรพูดถึงก็คือ NewspaperDirect เป็นแอพที่ทำมาเพื่ออ่านหนังสือพิมพ์ดิจิตอลโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีฟีเจอร์เหมาะกับการใช้งานมากกว่า อย่างเช่น เมื่อผู้อ่านกดอ่านข่าวที่สนใจก็จะมีการจัดหน้าใหม่เพื่อให้อ่านได้สะดวกขึ้นโดยยังรักษารูปแบบการจัดหน้าแบบหนังสือพิมพ์เอาไว้อยู่ ในขณะที่แอพไทยอย่าง MEB รวมทั้งแอพอื่น ๆ นั้น พัฒนามาเพื่ออ่านอีบุ๊คแบบ ePub และแบบ PDF ที่เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คที่ขนาดใกล้เคียงกับแท็บเล็ต แต่สำหรับไฟล์ PDF ของหนังสือพิมพ์ดิจิตอลนั้น หน้าหนังสือพิมพ์จะใหญ่กว่าแท็บเล็ตมาก ดังนั้นเมื่ออ่านด้วยแอพดังกล่าวแล้ว ผู้อ่านจะต้องทำการซูมเอาเองว่าจะอ่านข่าวไหน ดังนั้นจึงไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นักในการใช้งานจริง นอกจากนี้การจัดหน้าหนังสือพิมพ์นั้นมีพื้นที่จำกัด ส่วนใหญ่เวลาอ่านข่าวจึงต้อง ‘พลิก’ หน้าอื่น ๆ เพื่อจะอ่านเนื้อหาข่าวต่อ เมื่อผู้อ่านเปลี่ยนรูปแบบจากหนังสือพิมพ์จริงมาเป็นการอ่านผ่านแอพแล้ว ‘การพลิกหน้า’ เพื่อตามไปอ่านข่าวต่อนั้นจึงไม่สะดวกเหมือนกับอ่านจากหนังสือพิมพ์จริง ถึงแม้ว่าจะมี Panel View ให้เลือกพลิกหน้าผ่าน ๆ ได้ก็ตาม

 หนังสือพิมพ์อิเล็คทรอนิกส์

การอ่านข่าวต่อในหน้าอื่น ทำได้ไม่สะดวกเท่าหนังสือพิมพ์ฉบับจริง

อ่านหนังสือพิมพ์ดิจิตอลจากแท็บเล็ต ไม่ใช่เรื่องใหม่

แนวคิดในการอ่านหนังสือพิมพ์ดิจิตอลนั้นอาจจะมีใครเคยคิดมานานแล้ว แต่ในปี 1994 นั้น มีผู้ผลิตแท็บเล็ตเพื่อใช้สำหรับอ่านหนังสือพิมพ์ดิจิตอลออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ให้จับต้องกันได้จริง ๆ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวคือ Tablet Newspaper ซึ่งเป็นแนวคิดของบริษัท Knight-Ridder อดีตหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกา แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะไม่ประสบความสำเร็จ และ Knight-Ridder ก็ถูก McClatchy Company ซื้อกิจการไปในปี 2006 (อ้างอิง: ใครว่า iPad เป็นนวัตกรรมใหม่) แต่แนวความคิดต้นแบบในวันนั้นได้กลายเป็นความจริงในวันนี้แล้ว เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่คนใช้แท็บเล็ตเพื่อหาข่าวสารและความบันเทิงกันแทบทั้งนั้น

Tablet Newspaper (1994) http://youtu.be/JBEtPQDQNcI

Photo: The Preiser Project

ตลาดอีบุ๊คกับการ ทำหนังสือขายเอง

10 แนวโน้มที่น่าจับตามอง สำหรับนักเขียนที่ต้องการ ทำหนังสือขายเอง

การทำหนังสือขายเอง หรือที่เรียกกันว่า Self Publishing นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถ้าหากคุณมีเงินทุนแล้วเกิดอยากเขียนหนังสือไปวางขายก็ย่อมทำได้ แต่สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การผลิตหนังสือเองเพื่อวางจำหน่ายนั้นไม่ค่อยมีคนทำกันมากนัก ก็เพราะว่ามีโอกาสที่จะขาดทุนมากกว่าทำกำไร แต่หลังจากที่ตลาดอีบุ๊คเริ่มเติบโตมากขึ้นในต่างประเทศรวมถึงในไทยเราเองด้วย แนวคิดเรื่องการทำหนังสือขายเองนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ ‘จัดว่าเสี่ยง’ อีกต่อไป เพราะการทำอีบุ๊คนั้นทำได้ง่าย ลงทุนต่ำ และไม่ต้องอาศัยสำนักพิมพ์ก็สามารถผลิตหนังสือออกวางขายได้เอง เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่อเมริกาได้มีการจัดงาน Self-Publishing Book Expo 2014 ขึ้น และในงานนี้ผู้จัดจำหน่ายอีบุ๊ครายใหญ่เจ้าหนึ่งในอเมริกาได้เสนอข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตหนังสือด้วยตัวเอง ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าคิดที่เดียว สำหรับใครที่อยากทำหนังสือขายเอง

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ Roosevelt Hotel ในนิวยอร์ค Mark Coker (มาร์ค โคเกอร์) ผู้ก่อตั้ง Smashwords ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มในการผลิตหนังสือขายเอง ซึ่งเขาได้พรีเซนต์ในหัวข้อ 10 Trends and Events Shaping the Future of Publishing ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1. ตลาดอีบุ๊คมีการเติบโตขึ้นโดยตลอด

โคเกอร์กล่าวว่า เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Smashwords ขึ้นมาในปี 2007 นั้น ตลาดอีบุ๊คยังมีส่วนแบ่งอยู่เพียงราว ๆ 1 เปอร์เซนต์ของมูลค่าตลาดหนังสือทั้งหมด และการที่ตลาดอีบุ๊คเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงปีหลังนั้น (อ่านเพิ่มเติม: ตลาดอีบุ๊ค กับแนวโน้มที่โตขึ้นทุกวัน) โคเกอร์ได้ยกเครดิตให้กับร้านขายหนังสือออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่างอเมซอน โดยโคเกอร์กล่าวว่า “ปัจจุบันตลาดอีบุ๊คมีส่วนแบ่งสูงถึง 35 % (ในอเมริกา) จากตลาดหนังสือทั้งหมด และในหนังสือบางประเภท (อย่างเช่นกลุ่มนิยาย) อีบุ๊คก็มีส่วนแบ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากขึ้นไปอีก แต่ว่าสัญญาณดังกล่าวก็ไม่ได้หมายความว่า ตลาดหนังสือเล่มจะใกล้ถึงจุดจบแล้วแต่อย่างใด เนื่องจากอัตราการเติบโตของอีบุ๊คยังนับว่าค่อนข้างต่ำอยู่”

2. การผลิตหนังสือเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

โคเกอร์กล่าวว่าการที่นักเขียนจะหันมาผลิตหนังสือเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว “ปัจจุบันมีเครื่องไม้เครื่องมือในการทำหนังสือเอง (Tools) ได้ฟรี ๆ รวมไปถึงความรู้ต่าง ๆ ในการผลิตหนังสือเพื่อขายเองก็สามารถหาอ่านได้ฟรีอีกด้วย ดังนั้นนักเขียนจึงเริ่มต้นผลิตงานเขียนของตัวเองเพื่อทำการขายได้ง่ายขึ้น”

3. นักเขียนโนเนมก็กลายเป็นนักเขียนหนังสือขายดีได้

นักเขียนในกลุ่ม Indie Writer ซึ่งไม่เคยมีชื่อเสียงมาก่อนจำนวนมากต่อมากที่ได้ผลิตหนังสือขายเอง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตอีบุ๊คขายเอง) สามารถทำยอดขายได้สูงเทียบเคียงกับนักเขียนที่มีชื่อเสียงมาก่อนได้เช่นกัน เมื่อมองจากการจัดอันดับหนังสือขายดีที่ได้รับการยอมรับอย่างเช่น New York Times’ Best Seller List หรือ USA Today’s Best Seller List ก็จะเห็นรายชื่อนักเขียนอิสระไร้สังกัดสามารถพาหนังสือของตัวเองให้ติดอันดับหนังสือขายดีได้ ทั้งนี้โคเกอร์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ภายในปี 2020, 50 เปอร์เซนต์ของตลาดอีบุ๊ค จะถูกครองตลาดโดยนักเขียนอินดี้”

4. หนังสือทำเองไม่ใช่หนังสือคุณภาพต่ำ

“หกปีก่อนหน้านี้ ถ้าหากนักเขียนคนไหนผลิตหนังสือออกมาขายเอง มักจะถูกมองว่าเป็นหนังสือคุณภาพต่ำและถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ แต่ในปัจจุบันนักเขียนอิสระเริ่มตระหนักแล้วว่าจริง ๆ หนังสือของเขาอาจจะดีพอ ๆ กับหนังสือจากสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ หรืออาจจะดีกว่าก็เป็นได้เช่นกัน” โคเกอร์กล่าวต่อว่า การผลิตหนังสือโดยผ่านขั้นตอนของสำนักพิมพ์นั้น ทำให้อีบุ๊คมีราคาแพง การทำงานค่อนข้างช้าเพราะต้องผ่านหลายขั้นตอน และตัวนักเขียนเองก็ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงในการผลิตหนังสือของตัวเองอย่างเต็มที่

ทำหนังสือขายเอง

เมื่อตลาดอีบุ๊คเติบโตขึ้น ก็ทำให้นักเขียนมีทางเลือกมากขึ้น

5. สำนักพิมพ์ยังไม่เข้าใจนักเขียนอิสระดีพอ

โคเกอร์ได้ยกกรณีตัวอย่าง เมื่อสำนักพิมพ์ Pearson Penguin ได้เข้าซื้อบริษัท Author Solutions ซึ่งเป็นบริษัทที่ช่วยให้นักเขียนอิสระได้มีผลงานตีพิมพ์ โดยที่ได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากนักเขียนอิสระเหล่านั้นด้วย เขาให้ความเห็นว่า “การที่สำนักพิมพ์ได้เงินส่วนแบ่งมาจากนักเขียนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ควรเป็นก็คือ รายได้ที่มาจากการขายหนังสือนั้นควรจะส่งมอบไปที่สำนักพิมพ์และส่งไปที่นักเขียนด้วยเสียมากกว่า”

6. บริการให้อ่านอีบุ๊คแบบรายเดือนกำลังได้รับความนิยม

นอกจากการซื้ออีบุ๊คมาอ่านแล้ว บริการให้อ่านอีบุ๊คแบบเสียค่าสมาชิกรายเดือนก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก บริการจาก Oyster และ Scribd (อ่านเพิ่มเติม: Scribd เพิ่มบริการ Audiobook) คือสองช่องทางในการอ่านอีบุ๊คที่เติบโตเร็วมาก เมื่อดูจากการจัดจำหน่ายอีบุ๊คผ่านทาง Smashwords

7. ข้อพิพาทของสองยักษ์ใหญ่ในวงการหนังสืออย่าง Amazon กับ Hachette สะท้อนถึงปัญหา การขายอีบุ๊คผ่านสำนักพิมพ์

ร้านขายหนังสือออนไลน์อันดับหนึ่งอย่าง Amazon กับสำนักพิมพ์ชั้นแนวหน้าแห่งหนึ่งอย่าง Hachette ได้มีข้อขัดแย้งกันอย่างหนัก เนื่องจากอเมซอนต้องการขายอีบุ๊คในราคาต่ำ แต่ Hachette ซึ่งถือลิขสิทธิ์อีบุ๊คชื่อดังไว้ในสังกัดของตัวเอง ไม่เห็นด้วยกับกลยุทธ์แบบนี้และต้องการตั้งราคาอีบุ๊คได้เองตามใจชอบ ความขัดแย้งดังกล่าวเพิ่งจะสิ้นสุดลงเมื่อไม่นานมานี้ (อ่านเพิ่มเติม: Amazon and Hachette Resolve Dispute) โดยที่ Hachette ได้ชัยชนะและสามารถตั้งราคาได้ตามใจชอบ

ในกรณีนี้โคเกอร์ให้ความเห็นว่า “มองเผิน ๆ เหมือนว่า Hachette จะได้รับชัยชนะ แต่ความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้เราได้มองเห็นด้านที่ไม่ค่อยสวยของวงการหนังสือกันแล้ว” แม้จะไม่สามารถบีบราคาอีบุ๊คในเครือของ Hachette ให้ต่ำลงมาได้ แต่อเมซอนก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะโปรโมทหนังสือตามที่อเมซอนเห็นสมควรอยู่ดี และแน่นอนว่าอเมซอนย่อมจะมองไปที่อีบุ๊คที่ผลิตมาเพื่อจำหน่ายในร้าน Kindle eBook Store ก่อนเป็นอันดับแรก ๆ

8. แนวโน้มตลาดอีบุ๊คทั่วโลกโตขึ้น

เมื่อปีที่แล้ว, Smashwords มีรายได้จากการขายอีบุ๊คจากตลาดนอกอเมริกา (Non US Market) ถึง 45 เปอร์เซนต์ โดยนับเฉพาะอีบุ๊คที่วางขายผ่านทาง iBooks Application ของทางแอปเปิ้ล

9. หนังสือห่วย ๆ ก็มีอยู่ แต่ขายยาก

ในเมื่อการทำหนังสือขายเองนั้นเป็นเรื่องง่าย ใคร ๆ ก็เขียนหนังสือขายได้ จึงเกิดหนังสือคุณภาพต่ำขึ้นมากมาย ในประเด็นนี้ โคเกอร์กล่าวว่า “ผู้อ่านจะเป็นผู้เลือก และด้วยเหตุนี้เราจึงได้อ่านหนังสือดี ๆ มากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สำหรับหนังสือที่ไม่มีคุณภาพนั้น นักอ่านก็จะไม่ให้ความสนใจไปเอง”

10. อุปสรรคที่นักเขียนจะต้องเจอ

“คุณสมบัติอย่างหนึ่งของอีบุ๊คก็คือ เมื่อมันเป็นหนังสืออิเล็คทรอนิคส์ มันย่อมจะมีอยู่ในชั้นหนังสือของนักอ่านตลอดไป ดังนั้นในแง่การแข่งขันก็ย่อมเป็นเรื่องยากและจะต้องมีการแข่งขันกันสูงขึ้นทุก ๆ ปี” ถึงแม้การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น แต่โคเกอร์ก็ยังเห็นว่าการเขียนหนังสือขายเองก็ยังทำได้ง่ายกว่าการที่ต้องพึ่งพิงสำนักพิมพ์อยู่ดี โดยเขากล่าวทิ้งท้ายว่า “อุปสรรคทั้งหลายไม่ใช่ตัวที่จะบอกให้เราหยุด แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นต่างหาก เพราะยังมีนักอ่านอีกนับล้านที่รอคอยจะอ่านหนังสือดี ๆ จากคุณอยู่ และไม่มีเวลาไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้วถ้าคุณจะลุกขึ้นมาทำหนังสือขายเอง”

Fast Fact:

  • Smashwords ก่อตั้งโดย Mark Coker โดยเป็นบริษัทที่จัดจำหน่ายอีบุ๊คให้กับ eBook Store ใหญ่ ๆ หลายแห่ง เช่น iBooks Store, Barnes & Noble และ Kobo เป็นต้น โดยมีลักษณะคล้าย ๆ สายส่งหนังสือที่จะส่งหนังสือให้ร้านขายหนังสือหลาย ๆ ร้าน ทั้งนี้นักเขียนไม่จำเป็นต้องใช้บริการ Smashwords ก็สามารถวางหนังสือขายได้เอง แต่ Smashwords มีข้อดีคือ นักเขียนไม่ต้องวิ่งไปขายเองทุก ๆ ร้าน เพราะ Smashwords จะดูแลเรื่อง Distribution ให้

Photo: Drew Coffman , zeitfaenger.at
Source: darcsidetales.com , teleread.com , selfpubbookexpo.com , publishersweekly.com

1 2 3 10
error: Content is protected !!